สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยแสดงความชื่นชมต่อการแสดงความคิดเห็นของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองฝ่ายที่ต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้ขอบเขตและแนวปฏิบัติในการปฏิวัติและรัฐประหารอย่างชัดเจน

นายอรรถพร พลบุตร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปรายประกอบ การแก้ไขในมาตรา ๑๘ (๑๐) สําหรับร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. .... ในขณะนี้ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ แสดงความชื่นชมต่อการแสดงความคิดเห็น ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ ฝั่งที่ได้แสดงความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะพิทักษ์ปกป้ องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แสดงปณิธานอันแรงกล้าที่จะ พิทักษ์รักษาระบอบการปกครองที่ได้อํานาจสูงสุดมาจากพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ถูกต้องแล้ว ชอบแล้ว เราเองอยู่ในสภาแห่งนี้เราสวมเสื้อและวิญญาณประชาธิปไตย เราไม่มีสิทธิปฏิเสธที่จะทําหน้าที่พิทักษ์ปกป้ องและสถาปนาความมั่นคงแข็งแรงของ การปกครองในระบอบนี้ให้มีความยั่งยืนและวัฒนาสถาพรเคียงคู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป อย่างไรก็ตามท่านที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ อีกหลายท่านไม่เพียงแต่แสดงปณิธานในการรักษาประชาธิปไตยและต่อต้านการปฏิวัติ รัฐประหารแต่เพียงเท่านั้น หลายท่านหลายคนเอาชีวิตทั้งชีวิตไปเพื่อพิสูจน์ถึงสิ่งนี้ ไปต่อสู้อยู่กลางถนน ไปฝ่าดงกระสุนปืน ไปยืนอยู่บนแนวเขาลําเนาไพรใช้ชีวิตอยู่หลายปี วันนี้กลับมาเป็นนักต่อสู้บนวิถีทางของรัฐสภา นั่นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมขอตั้ง ข้อสังเกตไว้ประกอบการพิจารณาก็คือว่าปัจจุบัน กระบวนการต่อสู้ ต่อต้านรัฐประหาร การปฏิวัติ หรือเผด็จการทุกรูปแบบ เป็นสิ่งที่เราต้องสนับสนุน แต่เราจะต้องรักษาพลัง อันบริสุทธิ์ของการต่อสู้สิ่งนี้เอาไว้ โดยไม่ให้มีสิ่งใดมาเคลือบแคลงขัดขวาง จะต้อง ไม่มีมุมมองประชาธิปไตยที่เกิดจากอคติ ต้องไม่มีมุมมองประชาธิปไตยซึ่งวัดผล ที่ผลประโยชน์มากกว่ามุมมองที่บริสุทธิ์และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ผมไม่อยากให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ ก็เห็นพ้องต้องกันว่าระบอบประชาธิปไตยซึ่งรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เป็นด้านหลักนั้น เป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศที่เรียกว่า ประเทศไทย ผมไม่อยากให้ประชาชนเหล่านี้เกิดความเคลือบแคลงว่าการเรียกร้องประชาธิปไตย ในทุกวันนี้ การต่อต้านปฏิวัติ รัฐประหารในทุกวันนี้มีสิ่งใดเคลือบแคลงอยู่หรือไม่ ผมไม่อยากให้ประชาชนตั้งคําถามกับตนเองว่ากลุ่มบุคคลหลายกลุ่มซึ่งวันนี้ชูธงต่อต้าน การปฏิวัติ รัฐประหารซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม น่ายินดี แต่ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งยังอยู่ ในความทรงจําของพวกเราก็คือว่าบุคคลบางกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันก็ได้ใช้อํานาจ คณะปฏิวัติ รัฐประหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะผลประโยชน์ในเรื่องของ สัมปทาน ก็ใช้อํานาจการปฏิวัติที่เราต่อต้านกันในทุกวันนี้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง มันก็เลยมีภาพบางภาพเกิดขึ้น ภาพผู้นําบางคนซึ่งควรจะยืนทระนงองอาจเอามือกอดอก อย่างสง่าผ่าเผย ก็ต้องไปยืนกุมอะไรบางสิ่งบางอย่างอยู่ต่อหน้าผู้นําเผด็จการในขณะนั้น มือซึ่งเคยกอดอกอยู่ก็ต้องไปกุมอยู่ในที่อันสมควรในขณะนั้น คล้าย ๆ ที่กุมประชาธิปไตย อยู่ในทุกวันนี้ กลายเป็นประชาธิปไตยในมือกุมไปครับ สิ่งเหล่านี้ที่ผู้ต่อสู้เรียกร้อง เพื่อประชาธิปไตยทุกฝ่ายทุกเหล่าต้องแสดงความชัดเจนที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า เราต่อต้านการปฏิวัติ รัฐประหาร เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง และคํานึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็ นด้ำนหลัก อย่าให้ประชาชนเกิด ความเคลือบแคลงว่ามันจะต่างกันตรงไหน ระบอบประชาธิปไตยกับการปฏิวัติ รัฐประหาร ซึ่งมีการทุจริตคอร์รัปชัน ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีการสร้าง ความขัดแย้งในบ้านเมืองให้เกิดขึ้น มันจะแตกต่างจากระบอบปฏิวัติ รัฐประหาร ขนาดไหน ถ้าระบอบประชาธิปไตยมันหนุนส่งให้มีการขายสัมปทาน มีการแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบอย่างกว้างขวาง อย่างที่เผด็จการที่เลวร้ายที่สุดก็ยังไม่เคยทํา มันแตกต่างกันตรงไหน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าบางครั้งมุมมองมันอยู่ที่เรามอง จากมุมไหน การปฏิวัติ รัฐประหารจะเป็นยาพิษหรือเป็นนํ้ายาล้างพิษก็อยู่ที่เราเป็น คนป่วยหรือเราเป็นคนวางยาพิษเสียเอง มันก็อยู่แค่ตรงนี้ครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝาก คณะกรรมาธิการก็คือว่า บทบัญญัติที่ได้ระบุไว้ใน (๑๐) ไม่เป็นบุคคลซึ่งกระทําการหรือ ร่วมกระทําการในการยึดอํานาจการปกครองประเทศ โดยไม่ใช่วิถีทางของระบอบ ประชาธิปไตย ขอให้คํานึงถึงขอบเขตและแนวปฏิบัติ ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน มีการปฏิวัติ รัฐประหารเกิดขึ้น ข้าราชการจํานวนหนึ่งซึ่งประกาศคณะปฏิวัติ เป็นกฎหมายอยู่ในขณะนั้นถูกคําสั่งแต่งตั้งให้เข้าไปกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยคําสั่งซึ่งเป็นกฎหมายอยู่ในขณะนั้น แล้วก็เป็นตราติดตัวเขาไปตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่จิตใจ จริง ๆ เขาอาจจะปฏิเสธหรือไม่ยอมรับการปฏิวัติ รัฐประหาร แต่เขาไม่สามารถปฏิเสธ สิ่งซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายอยู่ในขณะนั้นได้ เขาเลยขาดโอกาสที่จะพัฒนาประเทศ ขาดโอกาสที่จะได้ภูมิรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ นิติภาวะในการสร้างกฎหมาย ที่เป็นธรรมเกิดขึ้นหรืออย่างไร ฉะนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีบทบัญญัติตรงนี้ หรือไม่มีบทบัญญัติตรงนี้ อยู่ที่ว่าเราจะตั้งขอบเขตของการขยายผลขยายความอย่างไร ที่จะแยกแยะคนที่มีจิตใจเป็นเผด็จการ เป็นรัฐประหาร หรือการแสวงหาประโยชน์ จากประชาธิปไตยออกไปจากประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ ประเด็นอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่ บทบัญญัติใน (๑๐) แต่ประการใด ผมจึงฝากข้อนี้ไว้สู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วย ขอบคุณครับ