สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑ กันยายน ๒๕๕๓

บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือเรื่องมาตรา 51/3 และ 51/4 และเสนอว่าสถาบันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยควรเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้กํากับของรัฐมนตรี โดยไม่แยกออกมาเป็นองค์การมหาชนเพื่อแสวงหารายได้ และควรทำการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการและสถาบัน

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม บรรพต ต้นธีรวงศ์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมขออภิปรายให้ข้อมูล ความคิดเห็นเพิ่มเติม ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ที่พูดถึงว่ามีมาตรา ๕๑/๓ มาตรา ๕๑/๔ ซึ่งสมาชิกบางท่าน ก็บอกว่ามันไม่มี กระผมก็ขอเรียนข้อมูลเพิ่มเติมว่าข้อเสนอของกระผมนั้นก็เหมือนกับ ข้อเสนอของท่านชลน่าน ศรีแก้ว ที่มีมาตราเพิ่มขึ้นมาถึง ๓๘ ถึง ๓๙ เปึนข้อเสนอเพิ่มเติม เข้ามาเพื่อเปึนทางออกนะครับ ทีนี้ผมจะกราบเรียนประเด็นเพิ่มเติมเพื่อสมาชิกของ สภาแห่งนี้จะได้ร่วมกันพิจารณาตัดสินใจว่าจะดําเนินการในส่วนนี้อย่างไร ในประเด็น เพิ่มเติมนะครับ ของสถาบันความปลอดภัยควรที่จะมีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานหรือไม่ กระผมคิดว่าประเด็นนี้เปึนประเด็น ที่มีการพูดคุยกันมากในคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วท้ายที่สุดก็มีความคิดเห็นว่า การมีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ขึ้นมาจะช่วยในเรื่องของทางด้านวิชาการ และจะช่วยในเรื่องของการที่จะจัดตั้งมาตรฐาน รวมทั้งการรับรองมาตรฐานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัย ทางด้านอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า เปึนประเด็นที่มีความคิดเห็นร่วมกันด้วยเหตุด้วยผลว่าการมีสถาบันขึ้นมาก็จะมีงานหลัก ที่จําเปึนที่จะต้องมีขึ้นมานอกเหนือจากคณะกรรมการบริหารตามกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่สอง แล้วถ้ามีขึ้นมาแล้วสถานภาพของสถาบันนี้ควรจะอยู่ ในลักษณะอะไร ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่าควรจะอยู่ในลักษณะขององค์การ มหาชน กรรมาธิการเสียงส่วนน้อยก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งรวมทั้งกระผมด้วย ซึ่งทางออกของ กระผมนั้นก็ได้เสนอไปเปึนลักษณะของว่าให้เปึนหน่วยงานอิสระภายใต้กํากับของ รัฐมนตรีนะครับ ซึ่งกระผมมีเหตุผลประกอบหลายเรื่องนะครับ ซึ่งเปึนมาตราที่ผ่านไปแล้ว ในบางมาตราที่ว่า เช่นในมาตรา ๔๔ ซึ่งเปึนการกําหนดว่าเมื่อมีกองทุนขึ้นมาแล้ว จะใช้จ่ายอะไรได้บ้าง ซึ่งก็มีบางสมาชิกบางท่านก็ได้พูดขึ้นมาว่าสงสัยว่าตรงนี้มันเกี่ยว อะไรด้วย เช่นในมาตรา ๔๖ ว่าเงินกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาจะใช้จ่ายเพื่อกิจการอันใดบ้าง ซึ่ง ก็เพิ่มเข้ามาโดยกรรมาธิการเสียงข้างมาก รวมทั้งกระผมด้วยว่าเพื่อสนับสนุน การดําเนินการของสถาบันตามความเหมาะสมเปึนรายป้ ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับว่า สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานนี้ จะดําเนินกิจการได้หรือไม่ ก็ดําเนินการได้ และอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน ก็คือว่า เปึนกองทุนของกฎหมายฉบับนี้ และกองทุนนี้คณะกรรมการจะต้องมีหน้าที่อย่างหนึ่ง ก็คือว่าจะต้องสนับสนุนการดําเนินงานของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานนี้ด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่จําเปึนจะต้องไปตั้งเปึนกองทุนใหม่ ซึ่งอันนี้ก็อาจจะแตกต่างกับหลักการที่มาของค่าใช้จ่ายของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ของท่านชลน่าน ที่ว่าจะต้องไปตั้งกองทุนอีกกองทุนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ของกระผมนั้นกระผมถือว่าหน้าที่ ของกองทุนตามพระราชบัญญัติฉบับนี้จําเปึนจะต้องสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับสถาบัน ความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนการทํางานร่วมกันระหว่างฝ์ายบริหาร ตามกฎหมายฉบับนี้กับฝ์ายวิชาการ ซึ่งเกี่ยวกับสถาบันแล้วเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัยตรงนี้ ให้มีการทํางานร่วมกันและสอดคล้องกันภายใต้กองทุนเดียวกัน ซึ่งคิดว่าจะรอบคอบมากกว่าในเรื่องของการว่าจะใช้เม็ดเงินของประเทศนี้อย่างรอบคอบ หรือว่าอย่างมัธยัสถ์ปลอดภัยหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือเหตุผลที่ผมขอแสดง ความคิดเห็นเพิ่มเติมตรงนี้ขึ้นมานะครับ

ทีนี้ผมขอย้ําในเรื่องของปรัชญาในส่วนที่กระผมเห็นว่าสถาบันส่งเสริม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานนี้ไม่ควรที่จะเปึนองค์การ มหาชนอีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าเพราะมันไม่ใช่กิจการที่ควรจะต้องมาแสวงหารายได้ อันนี้เปึนเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าอันนี้น่าจะเปึนเรื่องของสวัสดิการ สวัสดิภาพของ ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งผู้ประกอบการมากกว่าที่จะแยกออกมาเปึนองค์การมหาชน เพื่อจะแสวงหารายได้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ จะได้มีการทํางานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการตามกฎหมาย ฉบับนี้กับสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ถ้าแยกออกไปเปึนองค์การมหาชนการทํางานร่วมกันขาดจากกันเลยนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ในคณะกรรมาธิการผมก็ยังไม่ทราบหรือว่าอาจจะพลาดไป ที่จะรับทราบ ก็คือว่ายังไม่มีการศึกษาความเปึนไปได้เลยครับว่าถ้าจะจัดตั้งเปึนองค์การมหาชน มันมีความเหมาะสม มันมีความเปึนไปได้และจะพึ่งพาตนเองได้หรือไม่ มีหลักประกันอันใด ที่จะทําให้เกิดถึงความปลอดภัย ความประหยัด ความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ แล้วผมก็ ยังมองไม่เห็นเลยครับว่ากิจการของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานจะมีกิจการอะไรที่จะไปแสวงหารายได้ได้ อาจจะไม่เหมือนกับ องค์การมหาชนอื่น ๆ ที่เขามีกิจการหรือกิจกรรมที่แสวงหารายได้ที่เห็นชัดเจนกว่าสถาบัน ความปลอดภัยนี้ หรือแม้แต่องค์การมหาชนที่มีท่านเพื่อนสมาชิกยกขึ้นมาเปึนตัวอย่าง ถึงแม้ว่าจะเปึนกิจการที่น่าจะเปึนระบบสวัสดิการ เช่น โรงพยาบาลบ้านแพ้วที่เปึนองค์การ มหาชนก็ดี เขาก็มีกิจกรรมที่จะหารายได้ แต่การหารายได้นั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อน กับประชาชน เพราะว่าเขาก็อยู่ในโครงการประกันสังคม อยู่ในโครงการสุขภาพถ้วนหน้า ๓๐ บาท เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ไปทําให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนในการแสวงหา รายได้นะครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวมาทั้งหมดนี้นะครับ ผมจึงสงวนความเห็น ไว้ว่า ไม่อยากให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการ ทํางานนี้เปึนองค์การมหาชน แต่ว่าอยากให้เปึนหน่วยงานอิสระภายใต้กํากับของรัฐมนตรี ซึ่งความเห็นนี้ผมคิดว่าสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน แล้วถ้าเกิดว่ากรรมาธิการ เสียงข้างมากถ้าท่านจะแสดงเหตุผลก็ต้องฟังอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเกิดว่าเหตุผลของท่านฟัง เหตุผลของกรรมาธิการที่เห็นต่างนี่นะครับ แล้วท่านเห็นว่าควรที่จะถอยไปตั้งหลักใหม่ เราก็จะสบายใจกันทุกฝ์าย แล้วก็นํากลับเข้ามาพิจารณาใหม่ก็ยังไม่ช้าเกินไป ขอบพระคุณครับ