สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑ กันยายน ๒๕๕๓

บรรพต ต้นธีรวงศ์ ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานของสถาบันอาชีวอนามัย โดยไม่เห็นด้วยที่จะเปลี่ยนเป็นองค์การมหาชน แทนที่จะเป็นองค์กรอิสระภายใต้กฎระเบียบของรัฐมนตรี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และให้การทำงานเป็นงานกุศล ไม่ใช่งานแสวงหากําไร

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ คือในมาตรา ๕๑/๑ ซึ่งกระผมขอไม่เห็นด้วยตามกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ในประเด็นที่เกี่ยวกับ เรื่องหน้าที่ของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางานนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าใน ๕ ข้อที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมานั้น ผมขอเพิ่ม อีกข้อหนึ่งคือข้อที่ว่าด้วยการจัดบริการอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางาน กระผมมีเหตุผลอย่างนี้ภายใต้แนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้สถาบันนี้ เปึนองค์การมหาชน ผมคิดว่าคงจะต้องมีงานบริการผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่ทํางานอยู่ในเรื่อง ของอาชีวอนามัยจะต้องได้รับบริการในเรื่องของเจ็บไข้ได้ป์วยรวมถึงการปัองกันด้วย เหมือนกับสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งก็ทํางานทั้งด้านการวิจัย การส่งเสริม การปัองกันและการรักษาโรคด้วย เดิมทีเขาเรียกว่าโรงพยาบาลเด็ก เพราะฉะนั้นเราจะมี กฎหมายทั้งทีถ้าเราจะมีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางานขึ้นมา ทําไมเราจะไม่มีงานบริการทางด้านนี้ให้กับผู้ใช้แรงงานล่ะครับ ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่สําคัญแล้วมันโยงเกี่ยวกับเรื่องการวิจัยทางคลินิกด้วย สถาบันนี้ ไม่สามารถวิจัยโดด ๆ เดี่ยว ๆ ได้ครับ จําเปึนจะต้องมีผู้ที่เจ็บไข้ได้ป์วยมาเปึนฐาน ในการวิจัย ไม่ว่าจะเปึนเรื่องโรคทางอาชีวอนามัยหรือว่าโรคทางด้านสิ่งแวดล้อมก็ตาม จําเปึนจะต้องมีคนไข้ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีงานบริการครับ เขาจะต้องมี งานบริการเพื่อจะได้มีคนไข้จํานวนหนึ่งที่เขาจะต้องใช้ในการวิจัยเพื่อที่จะหาแนวทาง ที่จะปัองกันหรือรักษาโรคต่อไป เพราะฉะนั้นอันนี้คือเปึนเหตุผลที่กระผมขอเพิ่มภาระหน้าที่ของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานนี้อีกหน้าที่หนึ่งนะครับ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหาย อะไรกับทางภาระหน้าที่อื่น ๆ เปึนการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่วนในมาตรา ๕๑/๒ กระผมมีส่วนที่แตกต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในประเด็นที่ว่าผู้อํานวยการสถาบันนี้ ไม่ใช่ว่าเปึนใครก็ได้ที่มีที่มาจากข้าราชการประจํา กระผมไม่ได้มีอคติกับข้าราชการประจํานะครับ เคยเปึนข้าราชการประจํามาก่อน แต่กระผมคิดว่ามันจําเปึนต้องเป่ดกว้าง เพราะเท่าที่ประชุม อยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้บอกว่าจะเอาข้าราชการคนหนึ่งซึ่งอาจจะเปึนระดับ ๙ มาเปึนผู้อํานวยการสถาบันนี้ ซึ่งกระผมก็อภิปรายว่าไม่เห็นด้วย ควรจะเปึนเรื่องที่จะให้ คณะกรรมการบริหารของกฎหมายฉบับนี้เปึนผู้แต่งตั้งมากกว่า ซึ่งอันนั้นก็จะทําให้ เราได้คนดีที่มีความสามารถ เปึนการเป่ดโอกาสให้เราได้คนดีมีความสามารถเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็เปึนเหตุผลว่ากระผมได้ขอสงวนแล้วก็ขอเพิ่มจากความเห็นของกรรมาธิการ เสียงข้างมากว่า ผู้อํานวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางานเปึนกรรมการและเลขานุการเห็นสอดคล้องกันครับ แต่ว่าที่มานั้น ผมขอเพิ่มเติมว่าจะต้องได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหารสถาบัน อันนี้คือสิ่งที่ ผมมีความเห็นต่างนะครับ

ในมาตรา ๕๑/๓ ครับ อันนี้คือหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าอาจจะ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะให้เปึนองค์การมหาชน กระผมก็เช่นเดียวกัน ผมก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะผมเห็นว่ามันควรจะเปึนองค์กรอิสระอยู่ภายใต้กํากับ ของรัฐมนตรีและให้อยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ละครับ ถ้าว่าต้องเปึนองค์การมหาชน ก็ต้องไปออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นอีก และผมคิดว่าปรัชญามันไม่ไปด้วยกัน งานอาชีวอนามัย การส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ผมคิดว่าเปึนงานที่ไม่ควรที่จะเอาไปแสวงหากําไรในลักษณะขององค์การมหาชน ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ ผมคิดว่าตรงนี้เปึนเรื่องที่รัฐจะต้องจัดบริการให้กับประชาชน ผู้ใช้แรงงานถึงจะถูกต้อง ไม่ใช่ไปตั้งเปึนองค์การมหาชนแล้วก็ไปแสวงหากําไรกับผู้ใช้แรงงานหรือนายจ้างก็ตาม กระผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้เปึนองค์การมหาชน จึงได้เสนอว่าให้เปึนหน่วยงานอิสระ อยู่ภายใต้กํากับของรัฐมนตรี และให้ผู้อํานวยการสถาบันทําหน้าที่เปึนหัวหน้า ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของสํานักงานนี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือมันน่าจะ เปึนอย่างนั้นนะครับ

อีกประการหนึ่งของเหตุผลว่าไม่ควรจะเปึนองค์การมหาชนนะครับ ก็เพราะว่าในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในมาตรา ๔๔ เราก็มีกองทุนอยู่แล้วครับ เรามี กองทุนอยู่แล้ว แล้วก็ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่จะเปึน องค์กรอิสระภายใต้กํากับของรัฐมนตรีก็ใช้เงินจากกองทุนนี่ละครับ ไม่ต้องไปตั้งเปึน องค์การมหาชนแล้วก็คงจะต้องขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกเพื่อมาดําเนินการ ซึ่งผมคิดว่าจะสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศโดยใช่เหตุนะครับ เพราะฉะนั้น โดยเหตุผลดังกล่าวนี้นะครับ ผมจึงมีความคิดว่าสถาบันนี้น่าจะเปึนองค์กรอิสระภายใต้ กํากับของรัฐมนตรี แทนที่จะนําไปในการแสวงหากําไรในลักษณะที่เปึนองค์การมหาชน ซึ่งหลาย ๆ องค์การมหาชนที่ออกไปดําเนินการแล้วบัญชีขาดทุนกําไรก็มีปัญหาอยู่ เราไม่อยากให้เกิดปัญหาตรงนี้ แล้วเหตุผลประการสําคัญก็คือว่ามันน่าจะเปึนงานกุศล มันไม่ใช่งานที่จะไปแสวงหากําไรนะครับ ในมาตรา ๕๑/๔ เจ้าหน้าที่ของสถาบัน มีสถานะเปึนพนักงานของรัฐ ถึงจะรับสมัครและคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ กรรมการบริหารสถาบันกําหนด อันนี้ก็คงเปึนผลพวง ถ้าเกิดว่าเปึนองค์กรอิสระภายใต้ กํากับของรัฐมนตรีมันก็จําเปึนจะต้องมีมาตรานี้มารองรับว่าเจ้าหน้าที่ของสถาบันนี้ จะมาจากที่ไหนบ้าง เพื่อจะให้เปึนไปตามระเบียบถูกต้องตามระเบียบของทางด้าน กฎหมาย กระผมก็ขออภิปรายที่จะไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในบางประเด็นที่ได้อภิปรายไปแล้วครับ ขอบพระคุณครับ