รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท เสนอไม่ให้ยกเว้นมาตรา 3 ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของแรงงานในหน่วยราชการ โดยชี้ว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดกว่าทรัพย์สิน และการยกเว้นหน่วยราชการจะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคและความไม่น่าเชื่อถือต่อประชาชน
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันก็เปึนกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นในมาตรา ๓ เอาไว้ ท่านประธานคะ มาตรา ๓ ที่จริงก่อนหน้านี้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานก็ได้ผ่านกฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน ตอนแรกมาตรา ๓ ของกฎหมายฉบับนั้นก็กําหนดไว้อย่างนี้ค่ะ ไม่คุ้มครองกับผู้รับงานไปทําที่บ้านที่รับงาน จากหน่วยราชการ ซึ่งเราก็เห็นว่าไม่ว่าใครก็ตามถ้าเปึนลูกจ้างรับงานจากไหนก็ตาม ก็ไม่ควรจะมีข้อยกเว้น ซึ่งกฎหมายคุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้านก็ผ่านไปแล้วก็เห็นชอบแล้วค่ะ ที่จะตัดมาตราแบบนี้ออก พอเรามาเปึนกรรมาธิการชุดนี้อีกเราก็มีความเห็นว่า ความปลอดภัย อาชีวอนามัยในการทํางานไม่ควรจะมีข้อยกเว้น ถ้าข้อยกเว้นที่เกิดขึ้น กับหน่วยราชการมีผู้อ้างเหมือนกันว่าหลักกฎหมายทั่วไปเขาจะยกเว้นกับหน่วยราชการ ซึ่งดิฉันก็ถามเหตุผลว่าทําไม เพราะราชการไม่อยากรับผิดชอบหรือ กับชีวิตของคน กับความปลอดภัยของคน หรือแม้กระทั่งอย่างกฎหมายแรงงานขั้นต่ํา ค่าจ้างขั้นต่ํา อย่างนี้ ยกเว้นไม่ใช้กับหน่วยราชการ ท่านก็จะเห็นว่ามีหน่วยราชการหลายหน่วยเวลา จ้างลูกจ้างชั่วคราว รายวัน รายเดือนก็ตาม ก็จะจ้างต่ํากว่าค่าจ้างขั้นต่ํา เวลาเกิดวิกฤติ ขึ้นมาหรือบางครั้งมีการสลับกันก็คือไม่ได้ตามค่าจ้างขั้นต่ํา ถ้าเปึนหน่วยราชการถือว่า ทําอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ เมื่อมาถึงเรื่องความปลอดภัยยิ่งเปึนเรื่องใหญ่กว่ากฎหมาย ฉบับนี้จะผ่านเข้าสภาได้ทั้งนักวิชาการ ทั้งฝ์ายแรงงานทั้งหลายผลักดันกันมาเปึน ๑๐ ป้ เพราะเขาพบว่ามันเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แล้วเกิดความเสียหายกับแรงงาน กับสถานประกอบการด้วย แต่ถ้าจะต้องดําเนินเรื่องความปลอดภัย มันก็จะทําให้ เปึนภาระเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ภาระเพิ่มขึ้นมันเปึนเรื่องทรัพย์สิน แต่ชีวิตของคนยิ่งกว่าทรัพย์สินเสียอีก เพราะฉะนั้น ดิฉันก็เลยเห็นว่าการที่ไม่ครอบคลุม ไม่บังคับใช้กับหน่วยราชการหรือกิจการอื่นทั้งหมด หรือบางส่วนตามที่ในกฎกระทรวงอย่างนี้นะคะ ดิฉันว่ามันเปึนการเอาเปรียบและเปึน ความไม่เสมอภาค มันทําให้ผู้ที่ทํางานอยู่ในสถานที่ราชการต้องเสี่ยงหรือเปล่า มันเปึน ความไม่เสมอภาค ทําไมในหน่วยราชการไม่เปึนแบบอย่างในด้านความปลอดภัย หน่วยราชการมันควรจะปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์สิคะ คนถึงจะได้วางใจว่าถ้าไปทํางาน กับราชการแล้วไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเลย ถ้าไปทํางานกับหน่วยงานอื่นที่ ไม่ใช่ราชการ ไม่แน่ แต่นี่กลายเปึนว่าพอความปลอดภัยกับหน่วยงานอื่นมีมาตรฐาน มีอะไรเยอะแยะไปหมดในกฎหมายฉบับนี้ แต่ยกเว้นหน่วยราชการไม่ได้รับรองว่าปลอดภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงได้สร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับประชาชน ไม่ว่าราชการ รัฐจะทําอะไร ก็ตาม จะสร้างโครงการขึ้นมา แล้วก็บอกว่ามันจะมีความปลอดภัย ประชาชนไม่เชื่อ อุตสาหกรรมทั้งหลายจะไม่ปล่อยมลพิษ ประชาชนไม่เชื่อ รัฐบาลพยายามผลักดันมากเลย บอกว่าพลังงานของประเทศไทยจําเปึนที่จะต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์ รับประกัน เรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ไม่รั่วแน่นอน ประชาชนไม่เชื่อ เพราะว่าแม้กระทั่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ สภาพทั่วไปในการทํางานของราชการเองก็ยังไม่คุ้มครอง ดิฉันก็เลยคิดว่า เรื่องอย่างนี้ไม่ควรที่จะเปึนอย่างนั้น ตอนแรกคณะกรรมาธิการได้อภิปรายกันมากเลย เรื่องนี้ แล้วก็มีการลงมติด้วยที่จะตัดมาตรา ๓ ออกเพื่อที่จะให้ครอบคลุมหน่วยราชการด้วย แต่ดิฉันไม่ทราบว่า ส.ส. บางคนที่ไม่ได้เข้าประชุมแล้วไม่ได้ลงคะแนนตั้งแต่แรกไปกินยา อะไรมาไม่ทราบมาขอทบทวน เมื่อมาขอทบทวนแล้วอภิปราย หลายคนก็เห็นด้วย แล้วทางหน่วยงานที่รับผิดชอบเองก็ไม่เห็นควรที่จะครอบคลุมหน่วยราชการ ด้วยมีข้ออ้าง มากมายนะคะ ท่านบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ผู้ที่รักษาการกฎหมายคือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงานไม่ได้ดูแลหน่วยราชการ ดิฉันก็เสนอว่าฟังไม่ขึ้น เพราะเรามีกฎหมายหลายฉบับมากเลยที่ดูแลด้วยรัฐมนตรีหลายท่าน แล้วก็ครอบคลุม หลายกระทรวงได้อยู่แล้ว หรือท่านบอกว่าสถานที่ราชการบางแห่งถ้าไปเช่าเขาก็จะไป ปรับปรุงเพื่อความปลอดภัยไม่ได้ ขอประทานโทษนะคะ กฎหมายฉบับนี้ออกมาก็บังคับว่า แม้แต่สถานประกอบการบางแห่งซึ่งไปเช่าที่เขาก็จะต้องดําเนินการตามมาตรฐาน ความปลอดภัยนี้ แล้วทําไมบังคับใช้กับคนที่ไม่ใช่หน่วยราชการได้ ทําไมกับหน่วยราชการ ท่านก็ยกเว้นว่าไม่ต้องไปทําเพราะท่านไปเช่าเขาอยู่ อย่างนี้ถือว่าเลือกปฏิบัติหรือเปล่า หรือบางท่านก็ชี้แจงว่าถ้าบังคับหน่วยราชการด้วยมันจะเปึนเรื่องใหญ่ในภายหลัง เพราะมันทําไม่ได้ ไม่มีงบประมาณ ต้องใช้งบประมาณเยอะ ดิฉันก็เสนอไปว่าอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ข้ออ้าง ท่านมีบทเฉพาะกาลไว้ก็ได้ แล้วก็ค่อย ๆ ของบประมาณก็ได้ แต่ขอให้ เปึนเจตนาที่บอกว่าอยากจะดูแลทั้งหมด ใครก็ตามที่เข้าไปทํางานในสถานที่ทํางานไหน ก็ตามมีความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชการรับประกันได้เลย แต่นี่กลายเปึนว่า ถ้าราชการไม่รับประกันนะคะ เพราะว่ามีกฎอุบัติภัย มีกฎของสํานักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว อ้างอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าท่านเห็นความสําคัญ กฎทั้งหลายที่มีอยู่ ระเบียบทั้งหลายที่มีอยู่ ท่านก็เอามารวมใส่ในพระราชบัญญัติสิคะ อย่างไรพระราชบัญญัติก็บังคับใช้ได้ดีกว่า แล้วก็จําเปึน แล้วก็มีความสําคัญมาก แล้วสุดท้ายท่านก็เลยมาปรับใหม่ มาปรับแก้เปึนว่า ไม่ให้บังคับใช้กับหน่วยราชการ แต่ก็มากํากับเอาไว้ตอนหลังว่าให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และกิจการอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ตามวรรคหนึ่ง จัดให้มีมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานในหน่วยงานของตนไม่ต่ํากว่ามาตรฐาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานตามพระราชบัญญัตินี้ เฉพาะเจตนาตรงนี้เราก็ได้มีการพูดคุยกัน ดิฉันก็เสนอว่าถ้าท่านคิดว่ามันจะทํายาก ก็กําหนดเอาไว้ดิฉันไม่ทราบวิธีการที่จะเขียนกฎหมาย แต่ดิฉันก็เสนอว่าอาจจะกําหนด เอาไว้ตรงไหนนะคะหรือว่าในบทเฉพาะกาลก็ได้ว่าให้ค่อย ๆ ทํา แต่ว่าทําแล้วเจตนา ก็คือต้องทําตามมาตรฐานนี้ แต่ก็มีการมาแก้ไขว่าไม่ต้องบังคับใช้กับราชการหรอก แต่ให้ ราชการไปทําให้ได้ตามมาตรฐานนี้ มันตลกค่ะ มันประหลาดที่กฎหมายออกมาอย่างนี้ ทําไมไม่บอกว่าต้องทํา แต่ค่อย ๆ ทําก็ได้ อันนี้บอกว่าไม่ต้องทํา แต่ให้ทําตามมาตรฐานนี้ ดิฉันว่ามันขัดแย้งกันอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยสงวนความเห็นเอาไว้ว่ามาตรานี้ ตัดออกทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้ประกาศให้โลกรู้ว่าหน่วยราชการของเรามีมาตรฐาน ความปลอดภัยทั่วไปในประเทศไทยไม่ว่าจะเปึนหน่วยราชการหรือไม่ใช่หน่วยราชการก็ตาม ขอบพระคุณค่ะ