ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงในมาตรา 8 ของร่างพระราชบัญญัติ โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการแยกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และเรียกร้องให้กรรมาธิการชี้แจงเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขมาตรา 10 กับมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญจำเป็นเพื่อชัดเจนขึ้นและไม่ทำให้เกิดความสับสนในการตีความ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในมาตรา ๘ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กรรมาธิการ ได้มีการแก้ไข ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตก้าวล่วงไปมาตรา ๘/๑ เพราะว่า มันเกี่ยวเนื่องกัน ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ในมาตรา ๘ ว่าด้วยหมวดกรรมการ เรื่องของคุณสมบัติ แล้วก็ลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในหมวด ๑ ตั้งแต่มาตรา ๖ มาตรา ๗ ท่านประธานครับ ผมเองมีข้อสงสัยที่ต้องซักถาม ผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการว่า รูปแบบของท่าน เขียนกฎหมายในมาตรา ๘ กับมาตรา ๘/๑ ท่านมีวัตถุประสงค์อะไร เพราะว่าเท่าที่ ตรวจสอบดูทั้งหมด มาตรา ๘ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ส่วนใหญ่เนื้อหาสาระ ไม่ได้แตกต่าง มีการปรับเรื่องข้ออนุมาตราเท่านั้นเอง แล้วก็เพิ่มขึ้นใหม่ใน (๑๐) เท่านั้นเองที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป นอกนั้นเหมือนเดิมครับ ในมาตรา ๘ เพียงแต่เอาลักษณะต้องห้ามไปเขียนในมาตรา ๘/๑ เน้นเฉพาะไปว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการต้อง และมีวรรคสองมารองรับเรื่องของโปรดเกล้าฯ อะไรต่าง ๆ ถ้าผมอ่านอย่างนี้เสมือนว่ากรรมาธิการมีเจตนาว่าขณะที่ไปสมัครที่จะเข้าสู่เป็นกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย ผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ผมมีสิทธิสมัครได้ มีสิทธิได้รับการสรรหาได้ ตามกระบวนการการสรรหา แต่เมื่อผมได้รับการสรรหาแล้วถ้าผมไม่ลาออกผมไม่มีสิทธิ ที่จะได้เป็นกรรมการ ดูเจตนารมณ์ของกรรมาธิการดูเสมือนจะเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ ผมกลับมานิดเดียวว่า การที่ท่านเขียนอย่างนั้นมันจะแตกต่างจากการที่เราเขียน ในมาตรา ๘ เดิมเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแตกต่างกันอย่างไร เพราะผมพยายาม เทียบเคียงในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ใครก็ไม่รู้เขียน ผมก็พยายามต้องเทียบเคียง เทียบเคียงกับกฎหมายสูงสุดนี่ละ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญเขาก็เขียน คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม เว้นแต่เรื่องประธานศาลรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนมา ต้องมีลักษณะไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ อันนั้นผมไม่ว่า แต่ลักษณะต้องห้ามที่ท่าน ไปเขียนในมาตรา ๘/๑ ก็อยู่ในลักษณะต้องห้ามในมาตรา ๘ เช่นกัน ในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญไม่ว่ามาตรา ๒๐๕ ท่านพลิกดูไปนะครับ มาตราที่เกี่ยวเนื่องที่ยกตัวอย่าง ชัด ๆ ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้งในมาตรา ๒๓๐ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เขียนไว้ว่าด้วยกรรมการเช่นกันครับ มันเป็นคุณสมบัติ ของกรรมการ กรรมการหมายถึงใครครับ หมายถึงได้รับการสรรหามาเรียบร้อยแล้ว ถึงจะเป็นกรรมการ ถึงจะเรียกว่ากรรมการ ไม่อย่างนั้นท่านต้องเขียนบอกว่า ลักษณะ คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่มีสิทธิได้รับการสรรหา เขียนไปสิครับ ถ้าจะเขียนอย่างนั้น ผมเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่จะเปลี่ยนรูปแบบอย่างนี้ ถ้าท่านมีเจตนารมณ์ เพียงแต่บอกว่า เมื่อได้รับโอกาสเป็นกรรมการแล้วต้องไม่มี ๑ ๒ ๓ ท่านเปิดโอกาสให้ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาสมัครหมดเลย มามีสิทธิเป็นผู้รับการสรรหา หมด จนกระทั่งกรรมการสรรหาไม่เอา ถ้าได้รับการสรรหาจากกรรมการสรรหาก็ได้รับเป็น กรรมการปฏิรูปกฎหมาย เอาอย่างนั้นหรือครับ มันจะแตกต่างอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองยังสงสัยในแบบฟอร์มการเขียนกฎหมายของท่าน มาตรา ๘ ว่าด้วยกรรมการ ท่านกรรมาธิการมีเหตุผลที่จะชี้แจงให้ผมฟังที่ดีกว่านี้ไหมว่าท่านมีเจตนารมณ์อย่างไร และการแยกคุณสมบัติกับลักษณะต้องห้ามเขียนเป็น ๒ มาตรานี้ต้องการอะไร ต้องตอบนะครับ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ สิ่งที่ท่านเพิ่มมาใหม่ ในมาตรา ๑๐ กับมาตรา ๕ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของเราได้อภิปรายไปเรื่องเป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ผมคิดว่ากรรมาธิการคงตอบได้ถ้าท่านเผอเรอนะครับ แต่มาตรา ๑๐ เป็นความเห็น ที่หลากหลาย ท่านเองก็ต้องมาอธิบายให้ชัดว่าการยึดอํานาจการปกครองประเทศ โดยไม่ใช่วิถีทางระบอบประชาธิปไตยรวมถึงอะไร จะเอาคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาเกี่ยวเนื่องด้วยหรือไม่ ผมเองอยากตัดปัญหาอยากเสนอท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาครับ ผมเห็นด้วยกับการเขียนลงไปครับ ประการที่ ๑ ผมเห็นด้วยกับการเขียนลงไปใน (๑๐) ถึงแม้เขียนแล้วจะมีสิ่งที่จะวิตกกังวล เรื่องการตีความหรืออะไรแล้วแต่ แต่เคยมีการเขียนในกฎหมายอาญา เขียนไปนะครับ กฎหมายฉบับนี้มีผล ผมเชื่อว่ามีผลอยู่เพราะว่าอย่างไรก็ได้ถึงท่านจะล้มล้างรัฐธรรมนูญไป กฎหมายฉบับนี้ยังอยู่ครับ เมื่อยังอยู่แล้วคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายถึงแม้จะถูกยุบไป ถึงอะไรต่าง ๆ ไปก็มีการสรรหาขึ้นมาใหม่ตามกฎหมายฉบับนี้ ก็ยังมีข้อคํานึงว่า ผู้ที่เคยร่วมกระบวนการ ผู้ที่อยู่เป็นผู้กระทําการมันเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วครับ กรรมการสรรหาก็สามารถที่จะดูได้ มีการตรวจสอบคุณสมบัติกันอยู่ มันก็เป็นเกราะ ป้ องกันอย่างหนึ่งว่าไม่เอาเขาเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในกระบวนการเป็นคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายของประเทศนี้ก็น่าจะทํา ส่วนประการที่ ๒ ถ้อยคําถ้ามันกํากวม มันมีปัญหา การแปลความการได้มาซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ใช่ วิถีทางประชาธิปไตย คําวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วคําวินิจฉัยบางเรื่องเป็นไปตามธงที่กําหนดไว้ ผมต้อง พูดแรง ๆ ในสภาแห่งนี้ มีธงอย่างนี้และเขียนข้อกฎหมายเขาสอดรับเข้าไป ขณะนั้น มีเพียงมาตรา ๖๘ รัฐธรรมนูญเดิมเท่านั้นเองนะครับ มาตรา ๒๓๗ มาเพิ่มทีหลังในปี ๒๕๕๐ มาเขียนให้สอดรับมาตรา ๖๘ มากขึ้น คํามากไม่ได้มาด้วยวิถีการประชาธิปไตย ถ้าจะตีความกันมากมายอย่างนั้นมันก็มีข้อลักลั่น ข้อจํากัด การแปลความก็อยากเขียน ให้ชัดไปไม่ดีหรือครับว่า กระทําการหรือร่วมกระทําการในการยึดอํานาจการปกครอง ประเทศโดยการปฏิวัติ รัฐประหาร ไปเลย ชัดไหมครับอย่างนี้ ผมไม่เคยเห็นวิธีการอื่น ที่เขาจะยึดประเทศได้ การทุจริตการเลือกตั้งที่กล่าวหากันมันไม่ถึงกับยึดประเทศหรอกครับ ผมก็ไม่เชื่อว่ายึดได้ด้วย มันเพียงข้อกล่าวหาและข้อวินิจฉัยของสิ่งที่กลุ่มบุคคลหรือ คณะบุคคลที่เขามีธงไว้ที่จะดําเนินการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเขียนให้ชัด ท่านประธานครับ ฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการอาจจะไม่เขียน เพราะท่านเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่อยากให้มี ฝากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ลองเปลี่ยนถ้อยคํา จากคําว่า โดยไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตย ตัดออกครับ โดยไม่ใช่วิถีทางของระบอบ ประชาธิปไตย ให้ตัดออกแล้วใช้คําว่า โดยการปฏิวัติ รัฐประหาร ชัดเจนกว่า ผมคิดว่า น่าจะชัดแล้วก็ตีความก็ชัดแจ้ง เขารู้ อยู่ครับว่าใครทําบ้างไม่ทําบ้างในการปฏิวัติ รัฐประหาร กราบขอบคุณท่านประธานครับ