สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 6 ของกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการชี้แจงประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นใหญ่ ซึ่งได้แก่ การกำหนดจำนวนและประเภทของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และสัดส่วนการมีส่วนร่วมของหญิงและชาย พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ เสนอแนะการจัดประเภทและจำนวนกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่าการจัดประเภทและจำนวนกรรมการที่ไม่เต็มเวลานั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมและจำเป็นในการทำงานของคณะกรรมการ และมีเป้าหมายที่จะหาคนเชี่ยวชาญที่มีความสามารถและประสบการณ์มาเป็นกรรมการเพื่อทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ยังระบุว่ารัฐธรรมนูญมีมาตรา 30 ที่กำหนดให้หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนในการมีส่วนร่วม

นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ กรรมาธิการจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาค่ะ กราบเรียนในประเด็น คือจริง ๆ ในมาตรา ๖ จะมีประเด็นที่จะต้องชี้แจงอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรก ก็คือว่าในเรื่องของจํานวนกับประเภทของตัวกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของประเด็นในเรื่องของสัดส่วนการมีส่วนร่วมของหญิงและชาย

ในประเด็นแรก ในเรื่องของจํานวนแล้วก็ประเภทของตัวกรรมการปฏิรูป กฎหมาย เนื่องจากว่าตัวดิฉันเองก็ได้ขอสงวนความเห็นเอาไว้ในส่วนขอคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย โดยขอให้คงเป็นไปตามร่างเดิมที่มาจากคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นในตรงนี้ ขออนุญาตที่จะชี้แจงใน ๒ ฐานะ ฐานะหนึ่งก็คือเป็นเสียงข้างน้อย อีกฐานะหนึ่งก็คือมาจาก สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นที่ทางท่านสุวโรช ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน คือท่านอยากทราบที่มาที่ไปว่าทําไมร่างพระราชบัญญัติที่มาจากคณะรัฐมนตรีถึงได้ กําหนดจํานวนกับประเภทเอาไว้เท่านี้ ถ้าท่านรับฟังความเห็นจากทางท่านกรรมาธิการ ทั้ง ๒ ข้าง ทั้งเสียงข้างน้อย เสียงข้างมาก ท่านจะเห็นได้ว่าจํานวนกับประเภทของ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนี้จะเป็นสิ่งที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากลดจํานวนคณะกรรมการลงเหลือ ๗ ท่าน เพราะว่าต้องการให้เต็มเวลา ทั้งหมด แต่ก็เห็นได้ว่าการที่จะหากรรมการปฏิรูปกฎหมายในลักษณะที่เต็มเวลานี่จะเป็น การหาได้ยาก ยากจริง ๆ สําหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้ลด จํานวนลง ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติที่มาจากคณะรัฐมนตรีเราได้กําหนดไว้ ๑๑ ท่าน โดยให้เต็มเวลาเพียงแค่ ๓ ท่าน เพราะว่าเราเห็นประโยชน์ของการที่จะเป็นกรรมการ ทั้งเต็มเวลาแล้วก็ไม่เต็มเวลา จึงได้กําหนดกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ค่อนข้างที่จะเป็น องค์กรที่มีความสําคัญในลักษณะของการผสมผสาน ถ้าเปรียบเทียบองค์กรที่ทําหน้าที่ คล้ายคลึงกันในประเทศไทยเราขณะนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ทําหน้าที่ในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายในฝั่งของรัฐบาล ในคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็มีคณะกรรมการแต่ละคณะประกอบไปด้วยจํานวนกรรมการ ๑๐-๑๑ ท่านต่อ ๑ คณะ โดยที่แบ่งไปตามความเชี่ยวชาญว่าแต่ละคณะก็ดูกฎหมายในแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเมืองการปกครอง ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเกษตร ก็สุดแท้แต่ความเชี่ยวชาญ เพราะว่าที่ต้องกําหนดไว้ถึง ๑๑ ท่านแล้วทั้งหมดนี้ทั้ง ๑๑ ท่านของคณะกรรมการ กฤษฎีกานี้เป็นกรรมการที่ไม่เต็มเวลาทั้งสิ้น เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะหาบุคลากร ที่เต็มเวลามาทําหน้าที่ตรงนี้ได้ ในขณะที่บุคลากรที่ทรงคุณวุฒิสามารถมาเป็นกรรมการ กฤษฎีกาได้นี่ท่านก็มีงานล้นมือ ท่านก็จะไปเป็นที่ปรึกษา แล้วก็หลาย ๆ ท่านก็เป็น อดีตผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐหลาย ๆ แห่ง ตรงนี้เราจะได้ประสบการณ์ เราจะ ได้ความเชี่ยวชาญจากคณะกรรมการที่ไม่เต็มเวลาแต่มากไปด้วยความสามารถ มากไปด้วย ประสบการณ์แล้วก็ความรู้ ตรงนี้ก็จะนํามาทํางานให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ ในขณะเดียวกันเราก็ฝึกบุคลากรของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขึ้นมาเอง ในความเชี่ยวชาญในด้านการร่างกฎหมายเราก็มีตําแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจํา ซึ่งเป็นข้าราชการประจําของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาช่วยงาน ตรงนี้เรา ก็จะได้ลักษณะผสมผสานนะคะ แต่ตัวคณะกรรมการจริง ๆ ๑๑ ท่านนี้ก็จะเป็นกรรมการ ที่ไม่เต็มเวลาทั้งหมด แต่ในขณะที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายยังไม่สามารถที่จะสร้างบุคลากรในลักษณะ ของกรรมการร่างกฎหมายประจําอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ เราจึงนําลักษณะนี้มา ผสมผสานกัน ก็คือว่าเป็นกรรมการที่เต็มเวลา ๓ ท่าน แล้วก็กรรมการที่ไม่เต็มเวลาอีก ๘ ท่าน ซึ่งตรงนี้เราก็สามารถที่ท่านอาจจะไปดึงกรรมการกฤษฎีกาบางท่านที่เห็นว่า มีความเชี่ยวชาญเอามาทํางานตรงนี้ได้อีก จํานวนกับประเภทตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาของ ความคิดตรงนี้ ๓ ท่านนี้ แน่นอนค่ะว่าบทบาทท่านต้องมีมากในคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย เพราะว่าเป็นบุคลากรที่ทํางานเต็มเวลา แล้วก็จะเป็นคนที่เชื่อมโยงกับ ตัวฝ่ายเลขานุการ ก็คือตัวสํานักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้วย เพราะว่าท่าน นั่งทํางานเช้าจนเย็น ตรงนี้ก็อาจจะเป็นคนยกร่าง เป็นคนนําเสนออะไรต่าง ๆ ตรงนี้ เราก็ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของตัวประเภทแล้วก็ตัวจํานวน ถ้ามากกว่านี้ก็จะมี ความเทอะทะ เวลาจะนัดประชุมแต่ละครั้งองค์ประชุมอาจจะไม่ครบ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่ เราเห็นอยู่ในคณะกรรมการที่มีอยู่ในประเทศไทย บางแห่งมีถึง ๓๐ ท่าน จะนัดประชุม แต่ละครั้งก็เป็นไปได้ยาก ตรงนี้ก็จะเป็นที่มาที่ไปว่าทําไมร่างที่มาจากคณะรัฐมนตรี ถึงได้กําหนดอย่างนั้น ซึ่งดิฉันก็ได้เห็นว่าถ้าเรากําหนดให้จํานวนคนน้อยลงเหลือเพียงแค่ ๗ ท่านแล้วเต็มเวลา โอกาสที่จะประสบความสําเร็จ แล้วก็หาบุคลากรที่จะมาทํางานตรงนี้ แล้วก็รองรับกับงานที่มีอยู่เป็นจํานวนที่มากตรงนี้ไม่น่าที่จะประสบความสําเร็จเท่าใดนัก จึงได้ขอสงวนความเห็นเอาไว้ที่จะเป็นไปตามร่างเดิม

สําหรับอีกประเด็นหนึ่งที่ได้ตัดในเรื่องของสัดส่วนการมีส่วนร่วมของ หญิงและชาย ตรงนี้จะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายที่มาจากทางคณะรัฐมนตรีแทบจะทุกร่าง เราจะใช้คําว่า คํานึงถึง ทั้งสิ้น หัวใจสําคัญของการมีส่วนร่วมของหญิงและชาย การที่จะกําหนด ในเรื่องนี้จริง ๆ แล้วเราต้องไปดูที่รัฐธรรมนูญ เรากําหนดรองรับเอาไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ในมาตรา ๓๐ กําหนดเอาไว้ในวรรคสองว่า หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน หมายถึงมีสิทธิ รับสมัครสอบ หน่วยงานใดก็ตามหญิงและชายมีสิทธิในการรับสมัคร ที่เท่าเทียมกัน แต่จะได้รับเลือกเท่าใดตรงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถ ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสมของแต่ละองค์กร ตรงนี้วรรคต่อไปของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ บอกว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต้องเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเท่านั้นถึงจะทําไม่ได้ จะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายแทบทุกฉบับเราจะไม่ได้กําหนดลงไปในลักษณะบังคับเลยว่า หญิงและชายต้องมีสัดส่วนหรือว่าจํานวนที่เท่ากัน ตรงนี้เราจะไม่ได้เขียนเลย เพราะว่า เรามองว่าการที่จะมีสิทธิที่เท่าเทียมรัฐธรรมนูญรับรองไว้แล้ว ส่วนความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละประเภท ถ้าเราไปดูกฎหมายที่เกี่ยวกับทางด้านศาสนาอิสลาม แล้วเราบอกว่าหญิงและชายต้องเท่าเทียมกัน บางครั้งเราอาจจะพบว่าทําไม่ได้ โดยหลัก ศาสนาแล้วบางครั้งบางเรื่องเขาก็ไม่ได้ให้สิทธิสตรีเท่ากับทางของฝ่ายชาย ซึ่งตรงนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับหลักของทางศาสนาของศาสนาอิสลาม อันนี้ก็จะเป็นไปตามลักษณะ ความเหมาะสมของแต่ละเรื่อง ของแต่ละหน่วยงาน ของแต่ละองค์กร ที่ว่าหญิงและชาย จะมีโอกาสในการก้าวเข้าไปสู่องค์กรมากน้อยต่างกันมันขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของ การกําหนดในแต่ละองค์กรตรงนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายแทบทุกฉบับ เราจึงต้องเขียนได้แต่เพียงแค่ว่าให้คํานึงถึง เราจะบอกว่าให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วม เราจึงไม่ได้บอกว่าจะต้องมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน อย่างใกล้เคียงกัน จึงเห็นได้ว่า ถ้าร่างมาจากคณะรัฐมนตรี เราก็บอกว่าให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วม สําหรับพอร่างเข้าไปถึง กรรมาธิการแล้วกรรมาธิการเห็นว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วรัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ อย่างนั้นแล้ว ความเป็นจริงแล้วจะมีสัดส่วนของหญิงและชายมากน้อยแค่ไหน เพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละเรื่องไป กรรมาธิการบอกเขียนเอาไว้ก็คงจะไม่มีผล อะไรมากเท่าใดนัก การที่เขียนเอาไว้ก็บอกอยู่แล้วว่าให้เพียงแค่ให้คํานึงถึง ซึ่งทางปฏิบัติ จริง ๆ ทุก ๆ หน่วยงานก็มักจะคํานึงถึงอยู่แล้วในการที่จะเลือกเข้าไปในแต่ละแห่ง ตรงนี้ก็กราบเรียนใน ๒ ประเด็นที่ที่ประชุมได้พิจารณากัน ส่วนทางกระทรวงจะมีอะไร เพิ่มเติมไหมคะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน