สุวโรช พะลัง หารือประเด็นการยกร่างกฎหมายปฏิรูปกฎหมายโดยกังวลว่าเกณฑ์คุณสมบัติที่ตัดสาขาวิชาออกทำให้ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญคุณภาพ และไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้กรรมการต้องทำงานเต็มเวลาทั้งหมด จึงสนับสนุนข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่จะแบ่งโครงสร้างเป็นสองส่วนคือผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลาและบางส่วน พร้อมเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้แจงที่มาของตัวเลขจำนวนสมาชิกอย่างชัดเจน
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ต้องกราบขอบพระคุณ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้กรุณาให้เห็นถึงที่มาที่ไปของตัวเลขตามที่ผมได้ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปรอบแรก แต่ว่าด้วยความเคารพในสิ่งที่ท่านได้พยายาม ที่จะอธิบายให้สภาได้เข้าใจถึงเหตุผลที่มาที่ไป ผมต้องกราบเรียนฟังคําชี้แจงแล้วผม ออกจะเห็นคล้อยตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนคําแปรญัตติก็คือท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ด้วยเหตุผลที่จะกราบเรียนกับ ท่านประธาน เรื่องใหญ่ที่ผมมองก็คือผมถามไปว่าในขณะนี้คนที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ความชํานาญต่าง ๆ ในการยกร่างกฎหมายในประเทศไทยทั้งหมด กรรมาธิการนี้ได้ไปศึกษาดูบ้างไหมว่ามีอยู่กี่มากน้อยอย่างไร เพื่ออะไรครับ เพื่อจะให้ เห็นว่าถ้าเราตรากฎหมายเป็นจํานวนเท่านั้นเท่านี้คนมันจะขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ที่มี ความรู้ ความสามารถทางด้านนี้หรือไม่ท่านประธานต้องเข้าใจว่าในมาตรา ๗ ท่านบอกถึงที่มาที่ไปของคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการในการปฏิรูปกฎหมาย ร่างเดิมเขาบอกว่าต้องมีความรู้ความชํานาญทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ทางด้าน เศรษฐศาสตร์ ทางด้านสังคมอะไร ท่านตัดออกหมดเลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี่ใครก็ได้ ตรงนี้ที่ผมค่อนข้างจะมีความกังวลว่าเมื่อเราปรับ คุณสมบัติหมด ต่อไปอะไรก็ได้อย่างนั้น หรือครับ และตรงนี้มันก็จะมีที่มาที่ไปที่บอกกับท่านประธานและสภาตรงนี้ว่าผมกลัวว่า ที่สุดแล้วกรรมการปฏิรูปทางกฎหมายกลัวมันจะเต็มไปด้วยคนที่ ขอโทษนะครับ ผมเข้าใจแล้วก็ผมเห็นใจ ผมเชื่อว่ามีความรู้ความสามารถมาก แต่กลัวจะไม่ตรงกับ เป้ำประเด็นของคณะกรรมการในการปฏิรูปกฎหมาย จึงกราบเรียนว่าผมออกจะคล้อยตาม ไปยังท่านนิพิฏฐ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการที่สงวนคําแปรญัตติว่าในร่างเดิม บอกว่า ๙ คน น่าจะมีความเหมาะสม ที่บอกว่าเหมาะสมตรงนี้คณะกรรมการ ๙ คน รองประธานอีก ๑ คน ประธานอีก ๑ คน ก็เป็น ๑๑ คน อยากจะฟังจากสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นกรรมาธิการ ตรงนี้ผมไม่ทราบว่าที่มาที่ไปของท่าน ที่มาเป็นเก้าบวกหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสิบเอ็ด มันมีที่มาอย่างไร มันต้องมีสมมุติฐาน ของตัวเลขที่มาสิครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นว่าทางสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตอนที่ไปยกร่างกฎหมายตอนนั้นก็นั่งเทียนเขียนข้อมูลสิถ้าอย่างนั้น มันต้อง บอกสภาตรงนี้ว่าอันเดิมเก้าบวกหนึ่งบวกหนึ่ง คือประธานและรองประธานมันมาอย่างไร แต่ว่าถ้าพูดเพียงแค่เหมือนที่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอก ไปดูอย่างโน้นอย่างนี้แล้ว แล้วก็จะมาคล้อยตามกับวรรคสองที่บอกว่าปรับลดตัดตรงนั้นออกไป ที่บอกว่าจํานวน ๓ คนที่ต้องทํางานเต็มเวลา ก็คือหมายความว่าถ้าเป็นไปตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แก้มาก็คือจะมีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายทั้งหมดห้าบวกหนึ่งบวกหนึ่งคือเจ็ด แล้วก็ ทํางานเต็มเวลาด้วย ตรงนี้ที่ผมเป็นห่วงว่าคนที่มีความรู้ความสามารถ ที่มีประสบการณ์ มีความชํานิชํานาญวันนี้ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เช่น อาจารย์คณิต ณ นคร ลองถามท่าน หรือยังครับว่าท่านเป็นกรรมการกี่คณะ แล้วถ้าท่านไปตัดไปบอกว่าต้องเอาคนที่มาเป็น ประธานซึ่งมาเป็นกรรมการ เป็นประธานก็คือ ๑ ใน ๗ ก็คือหนึ่งบวกหนึ่งบวกห้าก็คือเจ็ด และต้องมาทํางานเต็มเวลาด้วย คนแบบอาจารย์คณิต ณ นคร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เพราะเอ่ยในทางที่ดี ก็ไม่มีโอกาสสิครับ เพราะท่านไม่มีเวลาที่จะมานั่งทํางาน เป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้อย่างเต็มเวลา เราขาดทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ที่มีคุณค่าทางด้านกฎหมายไปหรือไม่ครับ นี่คือประเด็นของปัญหาที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่า ผมคล้อยตามไปทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านนิพิฏฐ์ได้สงวน คําแปรญัตติว่า ลักษณะอย่างนี้แบ่งกรรมการปฏิรูปเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งก็เป็น กรรมการที่มาทํางานเต็ม อีกส่วนหนึ่งก็คือมาในบางเวลาบางห้วงเวลา ซึ่งในส่วนตรงนี้ คนที่มีความรู้ความสามารถที่เก่งไม่จําเป็นจะต้องมาอยู่ตลอดทั้ง ๗ วันทําการหรอกครับ มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหรือให้แนวทางส่วนที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการที่เต็มเวลา ตรงนั้นก็สามารถทําได้ ซึ่งวันนี้ก็เห็นอยู่แล้วว่า ก.พ.ร. มันก็มีคุณภาพ แล้วก็เห็นถึง ประสิทธิภาพในการทํางานของเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้การที่เราคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายผมเข้าใจว่าคงไปถอดแบบหรือไปล้อจาก ก.พ.ร. ตรงนั้นมาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ ทําไมกรรมาธิการที่เป็ นตัวแทนของกฤษฎีกาถึงไม่ลุกขึ้นมาให้ข้อมูลเหล่านี้ กับทางสภาเพื่อประกอบการตัดสินใจเลย แต่ว่าฟังเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยแล้ว ผมคล้อยตามไปยังเสียงข้างน้อย แล้วก็ที่สําคัญที่ท่านบอกว่าตัดคําว่า คํานึงถึงเรื่อง เพศหญิงและเพศชาย อันนี้ไม่ต้องคํานึงเลย ก็ด้วยความเคารพที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้กรุณาให้เหตุผลก็เข้าใจดี แต่ว่าตรงนั้นมันไม่ใช่เป็นหลักการ ใช่ครับวันนี้มหาวิทยาลัยหนึ่ง หรือสถาบันแห่งหนึ่งอาจจะมีเสียงข้างมากเป็นผู้หญิง คณบดีต่าง ๆ เยอะก็จริงอยู่ หรือ กรรมการเป็นทั้งหมดเลยก็จริงอยู่ หรือเสียงข้างมากก็จริงอยู่ แต่ตรงนั้นมันไม่ได้มี การคํานึงถึงเพศชายและเพศหญิง แต่ถ้าเราเขียนลงไปอย่างนี้ครับ ก็จะได้กําหนด กฎเกณฑ์ว่าจะทําอะไรต้องคํานึงถึงหญิงและชายให้มีความเท่าเทียมเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ตรงนี้เสียมากกว่าที่ผมเข้าใจว่า ที่มาที่ไปไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ก็อยากจะฟังทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แล้วประการสุดท้าย ที่บอกว่า กรรมการในการปฏิรูปกฎหมายอย่างน้อย ถ้าเป็นไปตามร่างเดิมคือเก้าบวกหนึ่งบวกหนึ่งคือสิบเอ็ด แล้วก็มาทํางานเต็มสามผมว่า ตรงนี้เหมาะ มันเป็นรูปแบบที่ให้เห็นว่า ๓ คนตรงนี้คุณจะไปปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่น อีกไม่ได้ คุณต้องมาทํางานเต็มเวลา ส่วนอีก ๘ คนก็อาจจะไปบ้าง มาบ้าง แต่ว่าได้คนที่มี ความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ในช่องทางต่าง ๆ ของที่มาของกฎหมายที่มี สภาพบังคับอยู่ในปัจจุบัน ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความชํานาญในสิ่งเหล่านี้ ก็สามารถที่จะมาเติมเต็มให้กับคนที่อยู่ประจํา ๓ คน ไปทําให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดีเสียกว่าที่บอกว่า ๕ คน แต่ต้องอยู่ตลอดเวลาคือเต็มเวลาเลย ผมกลัวว่าจะได้ เฉพาะขอโทษนะครับ เดี๋ยวก็จะกลายเป็นว่าที่ทําการของระบบราชการขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง นะครับ แล้วเราก็ไม่ได้หล่อหลอมคนที่เก่ง คนที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาผสมผสาน กับคนที่ทํางานเต็มเวลา เพราะฉะนั้นผมเองขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมเห็นด้วย ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนคําแปรญัตติด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนต่าง ๆ ตามที่ได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปแล้ว กราบขอบพระคุณครับ