พีรพันธุ์ พาลุสุข ชี้แจงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวนกรรมการในองค์กร และหารือเรื่องรูปแบบการทำงานของคณะกรรมการ โดยเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงให้กรรมการทุกคนมีตำแหน่งเป็นเต็มเวลา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการมีส่วนร่วมของชายและหญิงในการปฏิรูปกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าความรู้ความสามารถเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตัวบุคคลที่จะเข้าร่วมคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ไม่ใช่เพียงการมีส่วนร่วมของชายและหญิง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข จากพรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้ มีการแก้ไขไปแล้ว ขอเรียนชี้แจงต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านดังนี้
ประเด็นแรก คืออยากทําความเข้าใจกันว่าดูเหมือนหลายท่านที่อภิปราย จะยังเข้าใจเรื่องจํานวนกรรมการผิดอยู่ ที่จริงในร่างเดิมกรรมการทั้งหมดจะเป็น ๑๑ คน นะครับไม่ใช่ ๙ คน เป็นประธาน ๑ คน รองประธาน ๑ คน และกรรมการอื่นอีก ๙ คน อันนี้เป็ นร่างเดิม กรรมาธิการเสียงข้างมากก็แก้ไขรวมแล้วทั้งหมดเป็ น ๗ ท่าน ไม่ใช่ ๕ ท่านครับ จะประกอบด้วยประธาน ๑ ท่าน รองประธาน ๑ ท่าน และกรรมการอื่น อีก ๕ คน ก็จะเป็นอย่างนี้ตามที่ได้แก้ไขไปแล้วนะครับ
ประเด็นที่มีการอภิปรายกันมากก็คือการที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไข จํานวนของกรรมการและการปฏิบัติงานว่าเต็มเวลากับไม่เต็มเวลา ตามร่างที่เสนอมา ให้แบ่งกรรมการเป็น ๒ ประเภท ทํางานเต็มเวลาอยู่ ๓ ท่านในทั้งหมด ๑๑ ท่าน ที่เหลือ เป็นประเภทไม่เต็มเวลา ผมก็ได้ถามทางผู้ยกร่างที่เขาได้เตรียมการมาอย่างดี เป็นเวลา เกือบปี ตั้งแต่มีสํานักงานคณะกรรมการได้มีการตั้งคณะกรรมการไปแล้วก็จะมี ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์คณิต นคร เป็นประธานอยู่ที่ในกระทรวงยุติธรรม ได้ดําเนินการ ไปศึกษามา ดูแบบอย่างมาจากหลาย ๆ ประเทศ มีทั้งบางประเทศที่ทํางานเต็มเวลากับ ไม่เต็มเวลา บางประเทศก็อาจจะมีบ้างที่เต็มเวลาทั้งหมด แต่ว่าก็มีตัวอย่างแบบให้เห็นว่า ทําไมจึงมีกรรมการประเภทที่เต็มเวลาและไม่เต็มเวลา อันนี้ก็เป็ นเหตุผลของ แต่ละประเทศที่ต้องการในการทํางาน รวมทั้งบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการจะเป็นใครบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงอะไรต่ออะไรขึ้นมาอยู่ ที่คณะกรรมาธิการ ก็จะพูดกันต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นเมื่อมาถึงกรณีของประเทศเราเอง คราวนี้คณะผู้ยกร่าง ก็คิดว่าอยากจะเอาแบบมาจากบางประเทศที่มีแบ่งกรรมการเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มเต็มเวลา กับไม่เต็มเวลา เพราะเข้าใจว่าถ้าจะไปเอาตามร่างเดิมทั้งหมด ๑๑ ท่านให้เต็มเวลาหมด ก็คงไม่ไหว ยังหาคนมาเป็นกรรมการยากมาก ยังไม่ทราบว่าจะกําหนดค่าตอบแทน อย่างไรด้วย เราก็มาพิจารณาถ้าอย่างนั้นจะลดกรรมการลงดีไหม ลดลงเพื่อที่จะให้ ทํางานได้ หาคนได้ด้วย ทั้งนี้ยังไม่คํานึงว่างบประมาณมันจะเป็นเท่าไรนะครับ แต่ว่าหลังจากนี้คงจะต้องไปคํานึงกันอีกทีหนึ่ง ก็มาคิดกันว่าถ้าอย่างนั้นมันควรจะเป็นอย่างไร ผมเองโดยส่วนตัวก็ได้เรียนในคณะกรรมาธิการไปว่า ในการทํางานเป็นกรรมการ เรามีกรรมการเยอะเหลือเกิน ท่านประธานทราบไหมว่าปลัดกระทรวงบางกระทรวง ถ้าผมนับดูท่านเป็นกรรมการรวมแล้วเป็นร้อย ๆ คณะ เอาเวลาที่ไหนไปประชุมครับ ท่านไปถึงที่ประชุมก็เปิดดูเอกสารเอาอย่างนี้ ๆ อ่านหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เตรียมการหรือเปล่า ก็ไม่รู้ แต่บังเอิญที่ว่าท่านมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะติดตัวไปก็อาจจะพอช่วยได้ นี่คือรูปแบบที่เราเห็นการทํางานแบบกรรมการที่เห็นอยู่ในประเทศนี้เป็นอยู่เสมอ ในทางหลักการนะครับ ถ้าเราดูในรัฐธรรมนูญที่เรามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะกรรมการ กกต. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าท่านดูภาษาอังกฤษ ท่านประธาน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษคําว่า คอมมิชชัน (Commission) เราไม่ได้ใช้คําว่า คอมมิทตี (Committee) เลย ประเทศเราทํางานถนัดเป็นคอมมิทตี แต่ไปทํางานแบบคอมมิชชัน คือกฎหมายบอกให้เป็นคอมมิชชันคือคุณจะต้องทํางานร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน เราไม่เคยชินกับการทํางานอย่างนี้ สุดท้ายทุกคนที่กฎหมายบอกให้เป็นคณะกรรมการ ในรูปแบบของคอมมิชชันไปทํางานแบบคอมมิทตีก็คืออะไรล่ะครับ ก็คือฝ่ายสํานักงาน จะเป็นคนเตรียมข้อมูลให้ทั้งหมด บทบาทก็จะไปอยู่ที่เลขาธิการและสํานักงานไม่ได้อยู่ที่ คณะกรรมการ เพียงแต่เราอาศัยความรู้ความสามารถของคณะกรรมการมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะไปมุ่งกับที่นั่น ท่านเลขาธิการ ท่านเลขาธิการ ท่านเลขาธิการ อยู่เป็นประจําอยู่เสมอ ผมก็คิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นในรูปแบบของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายเราต้องการอะไรจากท่านเหล่านี้ เราต้องการให้ท่านมาปฏิรูปกฎหมาย เพราะประเทศนี้กฎหมายมันเยอะมาก อยากให้ ท่านมายกร่างกฎหมาย ไปศึกษากฎหมายดูสิมันมีปัญหาอย่างไร เพราะฉะนั้นในมาตรา ๔ จึงเขียนหลักการไว้ สําคัญว่า ในการดําเนินการต้องมีองค์ความรู้เป็นพื้นฐาน คือต้องมีการศึกษาวิจัยกัน อย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่มานั่งนึกเอาร่างกันไปเรื่อย ฉะนั้นปัญหาที่เราเห็นกฎหมายที่มัน เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเราไม่ได้อาศัยความรู้ทางวิชาการเป็ นฐานกันจริง ๆ ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็จึงคิดว่า เอาละ ถ้าอย่างนั้นเพื่อให้คณะกรรมการทุกคนร่วมกันรับผิดชอบทํางานด้วยกัน อาศัยความรู้กัน อย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่มาเพียงแค่ประชุมแล้วก็กลับไป ขอให้ทํางานเต็มเวลาได้ไหม เราก็คิดอย่างนี้ อยากให้ทุกคนทํางานเต็มเวลา ท่านประธานไปดูในคณะกรรมการ เรื่องระหว่างประเทศจะเห็นหลายองค์การที่คณะกรรมการที่เป็นคอมมิชชันอย่างที่ ต้องการให้เป็น เขาทํางานอย่างมีประสิทธิภาพก็เพราะคนเหล่านั้นเขามาทํางานเต็มเวลา นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นว่าควรจะเปลี่ยนรูปแบบ ให้เต็มเวลา ผมถามทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ถามผู้เชี่ยวชาญด้วยว่ารูปแบบครึ่งผสมกัน มีที่ไหนบ้าง ก็ทราบว่ามีอยู่ที่ ก.พ.ร. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนหนึ่งมาประชุมแล้วก็กลับ แล้วก็มีกรรมการอีกคณะหนึ่งที่ทํางานเต็มเวลา คนเหล่านี้จะมีบทบาทมากครับ ถ้าอย่างนั้นถ้าเราต้องการเห็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายทํางานกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เอาอย่างนี้ได้ไหมล่ะ ก็เอาเต็มเวลา พอเต็มเวลาเราก็คิดว่าถ้า ๑๑ คนทั้งหมดมันจะยากนะ เพราะฉะนั้นขอลดจํานวนลงหน่อย จะเอาเท่าไรล่ะ ก็คิดว่าตัวเลขที่น่าจะลดลงมาไม่ให้ น้อยเกินไปเอาให้พอทํางานได้ก็น่าจะเป็น ๗ คน ตัวเลขก็มีอย่างนี้ละครับ ๗ คน ก็ประกอบด้วยประธานท่านหนึ่ง รองประธานอีก ๑ คน และกรรมการอีก ๕ คน ก็น่าจะ ทํางานได้ ผมก็เคยไปดูการทํางานหลาย ๆ คณะ เพราะต่อไปกรรมการเหล่านี้ก็จะมาเป็น ประธานคณะโน้นคณะนี้ หลายแห่งเวลามีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาก็พอจะแบ่งเบาภาระ กันไปได้ นี่คือเหตุผลที่ต้องการว่าทําไมจึงปรับเปลี่ยนเป็นกรรมการเต็มเวลา หลักที่สําคัญ ก็คือผมคิดว่าไม่ควรที่จะให้มีกรรมการประเภทเดินเข้าห้องประชุม อ่านเอกสาร ให้ความเห็นแล้วก็กลับ อย่างนั้นกฎหมายมันปฏิรูปไม่ได้ ท่านต้องเข้ามาทํางานจริง ๆ จัง ๆ ไปศึกษาด้วย วิจัยด้วย ร่วมประชุมด้วย ออกความเห็นด้วยอย่างนี้ต้องทํางานเต็มเวลา ท่านประธาน ท่านสมาชิกลองพลิกไปดูที่มาตรา ๑๐ ต่อไป ในมาตรา ๑๐ ตามร่างเดิม ก็บอกว่า กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาต้องไม่ปฏิบัติงานในตําแหน่งหรือประกอบ อาชีพหรือวิชาชีพอื่น ผมก็ดูในต่างประเทศที่เขาทําให้เต็มเวลา ถ้าเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง เช่น อยู่ในศาล เขาก็ยืมตัวมาเลย มาเต็มเวลา หมดหน้าที่แล้วให้กลับไป เห็นไหมเขาป็นอย่างนี้ ถ้าท่านยังมี ๒ ประเภท ส่วนหนึ่งไปทํางานส่วนตัวได้ ไปตําแหน่งเป็นโน่นเป็นนี่ได้แล้วถึงคราวประชุม ก็มา มาตรา ๑๐ เราถึงโยงกันก็ต้องแก้ไขกันอย่างนี้ นี่คือประเด็นที่อยากกราบเรียน ท่านประธานและท่านนิพิฏฐ์ให้เข้าใจว่าทําไมคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงแก้ไขเป็น ให้ทํางานเต็มเวลาทั้งหมด แล้วก็เปลี่ยนจํานวนลงจาก ๑๑ คนให้เหลือ ๗ คน ซึ่งก็คิดว่า มันน่าจะอยู่ในสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามข้อเท็จจริง
ส่วนประเด็นที่ ๒ ในเรื่องที่กรรมาธิการได้ตัดไปโดยบอกว่า โดยต้อง คํานึงถึงการมีส่วนร่วมของทั้งชายและหญิง ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าประเด็นนี้เราก็พูด กันอยู่มากเหมือนกัน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้องค์กรไหนถ้าเป็นองค์กรที่จะต้องการมี ส่วนร่วมของชายและหญิงหรือของผู้พิการ กฎหมายก็จะกําหนดไว้ การที่กฎหมายกําหนด ไว้ต้องการอย่างนั้น ก็เพื่อต้องการให้มีการมีส่วนร่วมของชายและหญิงในเรื่องที่เป็นเรื่อง สิทธิของชายและหญิงซึ่งจะต้องมีอย่างเท่าเทียมกัน แต่คิดว่าคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมาย ถึงแม้กฎหมายนั้นจะเกี่ยวข้องกับสตรีกับเด็กจริง ๆ ก็ตาม แต่ตัวองค์กรของมัน ไม่ใช่องค์กรที่จะไปสะท้อนปัญหาของชายและหญิง แต่เราต้องการตัวบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถซึ่งอาจจะเป็นสตรีทั้งหมดก็ได้ เป็นบุรุษทั้งหมดก็ได้ หรือจะปนกันก็ได้ อยู่ที่ว่าใครจะได้รับเลือกขึ้นมาเป็ นคณะกรรมการครับ ท่านประธานทราบไหม ในคณะนิติศาสตร์ปัจจุบันนี้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมเคยถามแล้วปัจจุบันนักศึกษา ที่เก่ง ๆ เป็นหญิงมากกว่าชาย เข้าใจว่าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นด้วย ผมถามคณบดีไปแล้ว ต่อไปนี้นักศึกษาคณะกฎหมายที่สอบเข้าเก่ง ๆ ของประเทศเป็น สตรีเสียเยอะเลย และจํานวนจะมากกว่าชายแล้ว เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มี สัดส่วนของชายและหญิงอยู่ในนี้ ขอให้มีแต่ว่าให้มันเป็นไปตามความรู้ความสามารถ ก็ไม่ได้บอกว่าถ้าตัดไปแล้วจะไม่คํานึง คํานึงสิครับ ถ้าท่านมีความรู้ มีความสามารถ ที่จะมาเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ มันก็จะอยู่ในตัวบุคคล แต่ถ้าเราเขียนว่า จะต้องคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของชายและหญิง ถ้าไม่เขียนไม่คํานึง ไม่ใช่คํานึงครับ แต่ว่าบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะมารับเลือกเป็นกรรมการ ผมคิดว่าอันนี้คือเหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ปรับตามที่ได้เรียนต่อ ท่านประธานและสมาชิกผู้มีเกียรติแล้ว ขอบพระคุณครับ