สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

ธนา ชีรวินิจ แถลงว่า ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานครมีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และหารือเรื่องสิทธิและอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร ในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในพระราชบัญญัติบริหารราชการ กรุงเทพมหานครนั้นได้บัญญัติศัพท์คําว่า กรุงเทพมหานคร ไว้อย่างชัดเจนว่าหมายถึง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร แล้วก็ได้แยกการบริหารราชการ ไว้ชัดเจนว่า ให้ผู้ว่าราชการมีหน้าที่กํากับและดูแลบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ให้สภามีหน้าที่ตรวจสอบแล้วก็ดําเนินการตามกฎหมาย สิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เมื่อสักครู่นี้ท่านได้เอ่ยไว้ว่าได้มีบทบัญญัติกําหนดอํานาจหน้าที่ไว้นั้น ผมก็กราบเรียนว่า ในวรรคท้ายก็ได้ระบุเพิ่มเติมว่าให้กรุงเทพมหานครมีอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ถือเป็น พระราชบัญญัติที่กําหนดบทบัญญัติอํานาจหน้าที่ไว้ ซึ่งสภากรุงเทพมหานคร สามารถที่จะดําเนินการได้

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือท่านประธานจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ การบริหารงานของมหาวิทยาลัยตลอดมาจะปล่อยให้เป็ นอํานาจหน้าที่ของ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมีอํานาจกํากับ และดูแลโดยตรง แต่กรณีที่เอาสภากรุงเทพมหานครเข้ามานั้น เข้ามาเฉพาะในประเด็น ที่เกิดข้อขัดแย้งครับ นั่นหมายถึงว่าถ้ากระบวนการบริหารงานของมหาวิทยาลัยโดยปกตินั้น ท่านผู้ว่าราชการกํากับและดูแลไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง ไม่มีอํานาจในส่วนใดที่จะเข้าไป ก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้เลย แต่เมื่อไรก็ตามที่อํานาจในการบริหารงานของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครขัดกันเมื่อไร มีปัญหาขัดแย้ง ในการดําเนินกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายต่อส่วนรวมเมื่อไร ซึ่งเราต้องถือว่าเป็ นเรื่องสําคัญแล้วครับ คนที่เป็ นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าในการปกครองระบอบการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า กรุงเทพมหานครนั้นได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจาก การเลือกตั้งโดยตรง และให้เลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมาทําหน้าที่ในแต่ละเขต เพื่อกํากับและดูแลการบริหารราชการกรุงเทพมหานครให้เป็นไปโดยตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นเมื่อกรณีมีข้อขัดแย้งและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม สมควรแล้วละ ที่กรุงเทพมหานครจะต้องพิจารณาเพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาในทิศทาง เดียวกัน นั่นหมายถึงผู้บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร ก็คือผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครจะต้องเข้ามาร่วมพิจารณาหาข้อยุติกันก่อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นด้วยเรื่องอะไร เกิดความเสียหายอย่างไร ถ้าสภากรุงเทพมหานคร เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จบเลยครับ สามารถยืนยันตามแนวทางปฏิบัติของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ แต่ในกรณี ที่สภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการมีความเห็นในข้อขัดแย้งนั้นไม่ตรงกัน อันนี้คือ ประเด็นสําคัญครับ เมื่อเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายบริหารและสภามีความเห็น ในการแก้ไขปัญหาไม่ตรงกันก็ต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลกลางวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาดังกล่าว และในกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนไว้ชัดเจนครับว่า คําวินิจฉัย ของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ฉะนั้นท่านประธานจะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น จะพยายามวางอํานาจในการดูแลให้เป็นของท้องถิ่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้บริหารจัดการ กันเอง แต่เมื่อไรก็ตามที่เป็ นปัญหาระหว่างการกํากับและดูแลของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครกับมหาวิทยาลัย สภากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นสภาที่มีหน้าที่ในการกํากับ ตรวจสอบก็จะต้องเข้ามาดําเนินการเพื่อให้เกิดข้อยุติ ข้อเท็จจริงให้มากขึ้น ในเวลาที่ส่งไป ที่คณะรัฐมนตรีนั้น คณะรัฐมนตรีจะได้ดูข้อเสนอแนะของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และข้อเสนอแนะของสภากรุงเทพมหานครประกอบการพิจารณาไปในทิศทางเดียวกัน หรือต่างกันอย่างไร คณะรัฐมนตรีก็จะพิจารณาได้ง่ายขึ้นนะครับ นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียน แต่ว่าสิ่งที่ผมขอแก้ไขจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ผมกราบเรียนครับว่า ในพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานครที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปใส่ข้อความ เป็นว่า ในกรณีที่มีปัญหาข้อขัดแย้งในการดําเนินกิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งอาจเกิด ความเสียหายต่อส่วนรวม ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานคร พิจารณาหาข้อยุติ หากไม่สามารถมีข้อยุติได้ภายในหกสิบวัน ให้ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครเสนอรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา หากมีคําวินิจฉัยประการใดแล้วให้เป็นที่สุด สิ่งที่ผมเสนอขอแก้ไขก็คือว่า ในกรณีที่ มีปัญหาข้อขัดแย้งในการดําเนินกิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งอาจเกิดความเสียหาย ต่อส่วนรวม ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครพิจารณาเห็นชอบ ร่วมกัน หากไม่สามารถดําเนินการได้ภายในหกสิบวัน ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา หากมีคําวินิจฉัยเป็นประการใด ให้เป็นที่สุด ที่ผมใช้คําว่า เห็นชอบร่วมกัน นั้น เนื่องจากในพระราชบัญญัติบริหารราชการ กรุงเทพมหานครได้กําหนดวิธีปฏิบัติของสภากรุงเทพมหานครไว้ชัดเจนในการที่จะ พิจารณาในสภากรุงเทพมหานครว่า เรื่องใดก็ตามที่ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอนั้นเขาใช้คําว่า ขอความเห็นชอบให้ดําเนินการ ไม่มีเรื่องไหนที่จะระบุว่าให้หาข้อยุติ ซึ่งเพื่อไม่ให้เกิดประเด็นข้อกฎหมาย ผมก็เลยต้องใช้คําตามภาษากฎหมายที่ระบุไว้ใน พระราชบัญญัติบริหารราชการกรุงเทพมหานครว่า ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภากรุงเทพมหานครเห็นชอบร่วมกัน กรณีที่ไม่เห็นชอบร่วมกันนั้นหมายถึงว่า หาข้อยุติไม่ได้ ก็เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การบัญญัติศัพท์เป็นไปตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง จึงเสนอขอให้แก้ไขตามที่ผมได้เสนอไว้ครับท่านประธาน