สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำถึงความไม่ยุติธรรมในการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมหาวิทยาลัยที่เล็กน้อย และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการงบประมาณปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอตัดลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่มีวงเงินอยู่ ประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ตัดอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานค่ะ ทุก ๆ ป้ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําป้นั้นทุก ๆ รัฐบาลมักจะจัดสรรงบประมาณ ให้การศึกษาหรือกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด ซึ่งก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะว่าทุกคน มักจะเห็นความสําคัญของการศึกษากันทั้งนั้น ทีนี้รัฐบาลชุดนี้จัดสรรงบประมาณ ทางการศึกษาในป้ ๒๕๕๓ และป้ ๒๕๕๔ ด้วยโครงการที่เรียกว่าเรียนฟรี ๑๕ ป้ อย่างมีคุณภาพ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะไม่ฟรีจริง ๆ ตามชื่อโครงการก็ตาม สุดท้ายประชาชน โดยทั่วไปก็ไม่ได้ว่าอะไร ทุกคนไม่ได้ว่าอะไร เห็นว่าการศึกษาเปึนเรื่องสําคัญก็เลย ปล่อยผ่านกันไป ท่านประธานคะ การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ มากกว่ากระทรวงใด ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องโต้แย้งสําหรับดิฉันในวันนี้นะคะ แต่ว่าการจัดสรร งบประมาณภายในกระทรวงศึกษาธิการเองมันเปึนเรื่องสําคัญ วันนี้ดิฉันมีข้อมูลที่จะต้อง มาสอบถามแล้วก็มาร้องขอความเปึนธรรม ซึ่งไม่รู้ว่าสํานักงบประมาณนั้นปล่อยผ่าน เรื่องนี้ไปได้อย่างไรในเมื่อการจัดสรรนั้นมันมีหลักเกณฑ์ แล้วสํานักงบประมาณนั้น ก็ไม่ทําตามหลักเกณฑ์ที่ตนเองตั้งไว้ ดิฉันก็เลยตัดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะอภิปรายบอกกับสังคมว่าความไม่เปึนธรรมมันมีมาก อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการด้วยค่ะท่านประธาน บางคนฟังมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า ความไม่ยุติธรรมหรืออะไรเกิดขึ้นไม่เท่าเทียมกันหรืออย่างไรในกระทรวงศึกษาธิการ แน่นอนกระทรวงศึกษาธิการเปึนกระทรวงที่ใหญ่มากมีเรื่องราวเยอะ แต่ว่าสิ่งที่ดิฉัน อยากจะพูดก็คือเปึนเรื่องของการจัดสรรงบประมาณให้กับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ดิฉันมีข้อมูลที่จะขอสนับสนุนเหตุผลในการตัดงบประมาณของดิฉันว่าเปึนข้อมูลที่ทําให้ เห็นถึงความเหลื่อมล้ํา ความอยุติธรรมในการจัดสรรงบประมาณ เปึนเรื่องของต้นทุนการผลิต นักศึกษารายหัวที่ศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในแต่ละป้ ท่านประธานคะเรื่องนี้จริง ๆ แล้วดิฉันอยากให้ท่านอาจารย์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี นะคะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ งบประมาณนั้นอยู่ในห้องประชุม ถ้าท่านอยู่ท่านจะฟังดิฉันแล้วก็สามารถตอบคําถาม ซึ่งดิฉันตั้งใจจะถามท่านไตรรงค์อย่างมากเลย ท่านประธานคะ ในการจัดทํางบประมาณ ของการศึกษานั้น สํานักงบประมาณเขามีเกณฑ์ในการจัดงบประมาณว่าต้นทุนในการผลิต นักศึกษามีเปึนด้าน ๆ ด้านที่ ๑ คือด้านของวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น การผลิตเปึน นักศึกษาแพทย์ เกณฑ์งบสนับสนุนเขาจะอยู่ที่ ๙๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อป้ เกณฑ์ที่ ๒ ก็คือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะคะ เปึนเกณฑ์สนับสนุนที่ ๓๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อป้ เช่น คนที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ ยังไม่ต้องนําเสนอนะคะ ข้อที่ ๓ ด้านสังคมศาสตร์นะคะ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์อะไรพวกนี้ เกณฑ์งบสนับสนุนจะอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อป้ จะเห็นว่าลดลําดับ ความสําคัญมาเรื่อย ๆ ถ้ามหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยได้รับงบสนับสนุนตามเกณฑ์ ที่ตัวเองได้แล้วคูณด้วยจํานวนนักศึกษา เสร็จแล้วมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณไป จะไม่มีปัญหาเลยค่ะท่านประธาน เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มีนักศึกษา ด้านสังคมศาสตร์อยู่ที่ประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน หากว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สํานักงบประมาณ ตั้งไว้คือ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อป้ คูณด้วยจํานวนคนเข้าไป เขาควรจะได้ งบประมาณที่ ๑๓๐-๑๙๕ ล้านบาทสําหรับด้านนี้ แต่นี่มันไม่ใช่ค่ะท่านประธาน บางมหาวิทยาลัยได้รับตามเกณฑ์ บางมหาวิทยาลัยได้รับเกินเกณฑ์ บางมหาวิทยาลัย ได้รับต่ํากว่าเกณฑ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตัวอย่างได้รับงบประมาณจัดสรร ด้านสังคมศาสตร์แค่เพียง ๗๔ ล้านบาทเท่านั้น จากที่ควรจะได้รับ ๑๓๐-๑๙๕ ล้านบาท แต่ในกรณีของบางมหาวิทยาลัยที่ได้รับเกินเกณฑ์และเกินเกณฑ์ไปมากเกินไปด้วย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลค่ะท่านประธาน มีนักศึกษาด้านสังคมศาสตร์อยู่ ๑,๗๕๖ คน หากทําตามเกณฑ์ที่สํานักงบประมาณจัดไว้คือประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ต่อหัวต่อป้นั้น มหาวิทยาลัยมหิดลควรจะได้รับงบประมาณที่ ๑๗.๕-๒๖ ล้านบาท แต่มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับไปที่ ๔๑ ล้านบาท คิดเปึนหัวละ ๑๒๕,๓๗๐ บาทต่อป้ แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏนั้นได้แค่เพียง ๕,๕๐๐ บาทต่อป้นะคะ แต่เกณฑ์มันคือ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายนั้นได้ต่ํากว่าเกณฑ์ แต่ว่ามหาวิทยาลัยมหิดลได้เกินเกณฑ์ท่านประธานคะ ข้อมูลจากตาราง ดิฉันเองมีข้อมูล ว่าจากข้อมูลทั้งหมดมันเหลื่อมล้ํา มันไม่ยุติธรรม ทําไมสํานักงบประมาณตั้งเกณฑ์ แล้วไม่ทําตามเกณฑ์ที่ตัวเองกําหนด แล้วมันมีประโยชน์อะไร แน่นอนในประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยประมาณเกือบ ๘๐ แห่ง แต่ว่าดิฉันจะไม่ขอนําข้อมูลมาเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อเปรียบเทียบทั้งหมด แต่จะขอนําบางมหาวิทยาลัยที่ได้รับเกินเกณฑ์ เปรียบเทียบกับ บางมหาวิทยาลัยที่รับต่ํากว่าเกณฑ์ค่ะท่านประธาน เพื่อให้เห็นว่าถ้าทําตามเกณฑ์ ท่านกรรมาธิการงบประมาณจะสามารถตัดงบประมาณได้อย่างไรและเท่าไร ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานไว้แล้วในการที่จะนําเสนอข้อมูลเปึน เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ค่ะท่านประธาน

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดพรีเซนเทชัน)

เพาเวอร์พอยท์ ที่ ๑ ตัวเลขนี้ มันอาจจะเล็กนิดหนึ่งนะคะท่านประธาน ด้านสังคมศาสตร์ค่ะ ดิฉันบอกไว้ว่างบรายหัว ด้านสังคมศาสตร์นั้น ป้ ๒๕๕๔ หลักเกณฑ์คือ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาทต่อหัว ช่องช่วงแรกกับช่วงล่าง ช่วงแรกจะบอกว่า ๕ อันดับรายหัวที่มากที่สุดก็คือมหาวิทยาลัยนิด้า มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒได้เกินเกณฑ์ค่ะ ได้เกินเกณฑ์ก็คือว่า นิด้าได้ ๑๔๗,๕๘๖ บาทต่อหัว เกณฑ์แค่ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาทเท่านั้นมหาวิทยาลัยมหิดลได้ ๑๒๐,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ๑๐๘,๐๐๐ บาท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ๘๖,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้ ๘๔,๐๐๐ บาท แต่ว่า ๕ อันดับรายหัวที่ได้น้อยที่สุด กลายเปึนว่ามหาวิทยาลัยรามคําแหงได้เพียง ๒,๓๔๔ บาท มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ ๔,๐๐๐ บาท มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้ ๕,๕๐๐ บาท มหาวิทยาลัยราชภัฏ จันทรเกษมได้ ๗,๕๐๐ บาท มหาวิทยาลัยราชมงคลพระนครได้ ๗,๙๐๐ บาท นี่คือ ต่ํากว่าเกณฑ์ ข้อมูลในตารางมันให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ํา ความน่าเห็นอกเห็นใจ ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทีเดียวที่ได้รับงบประมาณจัดสรรรายหัวที่ต่ํากว่าเกณฑ์ และต่ํามากเกินไปด้วย

ดูต่อไปเปึนตารางของด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ป้ ๒๕๕๔ ซึ่งมี หลักเกณฑ์ที่ ๓๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัว อันนี้ยิ่งน่าสงสารใหญ่เลยนะคะ ๕ อันดับแรกที่ได้มากเกินเกณฑ์เกินไปก็คือนิด้าอีกเช่นเดียวกัน จากเกณฑ์ ๓๕,๐๐๐ -๕๐,๐๐๐ ได้ ๑๖๗,๐๐๐ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ ๑๐๒,๐๐๐ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ ๘๓,๐๐๐ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๘๓,๐๐๐ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ๗๘,๐๐๐ แต่ว่า มหาวิทยาลัยที่ได้น้อยต่ํากว่าเกณฑ์เกินไปก็ยังน่าสงสาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ ๑,๙๐๐ เอง ต่อหัว ราชภัฏร้อยเอ็ด ๒,๗๐๐ ราชภัฏศรีสะเกษ ๓,๐๐๐ ราชภัฏกาฬสินธุ์ ๖,๐๐๐ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ๗,๐๐๐ แน่นอนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกับ มหาวิทยาลัยรามคําแหงดิฉันคิดว่าอาจจะเปึนกรณีพิเศษ เพราะเปึนมหาวิทยาลัยเป่ด อาจจะต้องไปคิด แต่มหาวิทยาลัยที่ได้รับน้อยเกินไปกว่าเกณฑ์ มีกันเปึนครึ่งเลยนะคะ ๔๐-๕๐ เจ้าด้วยกันเลย เหตุผลที่ดิฉันหยิบยกมันขึ้นมาไม่ใช่ว่าดิฉันจะมาเรียกร้อง ให้กรรมาธิการงบประมาณมาเพิ่มงบประมาณให้ผู้ที่ได้รับต่ํากว่าเกณฑ์ ไม่ใช่ ดิฉัน ทราบดีว่ากฎหมายนั้นไม่อนุญาตให้เรามาเพิ่มงบประมาณในวาระแบบนี้ เราตัดได้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นการหยิบยกอันนี้คือต้องการที่จะให้ ส.ส. ในสภาก็ดี หรือสังคมได้รับรู้ว่า การจัดสรรงบประมาณนั้นมันไม่ยุติธรรมจนเกินไป ส.ส. ในสภาหลายคนไม่รู้ อาจจะ ไม่เคยเปึนกรรมาธิการงบประมาณ แต่ว่ากรรมาธิการงบประมาณท่านที่จะต้องรู้ดีคือ ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านวิรัช รัตนเศรษฐ เพราะอะไรคะ เพราะว่าดิฉันเคยเปึน กรรมาธิการงบประมาณในป้ที่แล้ว และดิฉันเปึนผู้ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถามในที่ประชุม ว่าทําไมมันถึงต่างกันฟัากับเหวขนาดนี้ คําตอบจากสํานักงบประมาณก็เลยตอบมา เปึนเกณฑ์ให้ดิฉันเข้าใจ และดิฉันก็ได้พูดคุยในที่ชั้นกรรมาธิการนานมากบอกว่า ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ แต่บางคนได้เปึน ๑๐๐,๐๐๐ บางคนต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ เยอะมาก ปัญหานี้มันก็คือว่าดิฉันเองคิดว่างบประมาณแบบนี้มันควรจะต้องทําความเข้าใจกัน และดิฉันคิดว่ากรรมาธิการงบประมาณก็คือท่านไตรรงค์น่าจะได้เข้าใจ น่าจะได้เปลี่ยนแปลง น่าจะได้ปรับปรุง แก้ไข เห็นอกเห็นใจ แต่ท่านไม่ได้ทํา เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ดิฉันถึงได้ เรียกร้องว่าท่านควรจะอยู่ในที่ประชุม และตอบคําถามที่ดิฉันจะต้องถามกันต่อไป แต่สิ่งที่ ดิฉันอยากจะหยิบยกขึ้นมาก็คือว่าต้องการให้มองไปถึงการทํางานของสํานักงบประมาณด้วย ว่าท่านให้ความเปึนธรรมกับมหาวิทยาลัยที่เขาด้อยกว่าหรือว่าเขาอยู่ในมหาวิทยาลัย เล็ก ๆ แค่ไหน ทีนี้ลองมาดูการปรับลดงบประมาณบ้าง ตามเกณฑ์นะคะ ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ ถ้ากรรมาธิการรู้ข้อมูลนี้ แล้วก็ถ้าท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านรู้ หรือหยิบยกเรื่อง ในป้ ๒๕๕๓ ขึ้นมาพูดในป้ ๒๕๕๔ ของชั้นกรรมาธิการ มันจะสามารถตัด หรือปรับลด งบประมาณได้มากทีเดียว เช่น ทางด้านสังคมศาสตร์นั้นท่านสามารถปรับลด หรือตัด มหาวิทยาลัยที่เกินเกณฑ์ได้ถึง ๕,๑๒๓ ล้านบาท และสามารถตัดด้านวิทยาศาสตร์ ได้อีก๒,๘๒๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๗,๙๐๐ ล้านบาททีเดียว แต่ท่านไม่ต้องตกใจ สําหรับมหาวิทยาลัยที่รู้สึกตัวเองว่าตัวเองเกินเกณฑ์ ไม่ต้องตกใจ เพราะอะไร เพราะงบที่ดิฉันตัดนั้นมันเปึนงบที่เรียกว่า งบบุคลากร งบดําเนินงาน และงบเงินอุดหนุน ดิฉันไม่ได้ไปแตะต้อง หรือไม่เกี่ยวข้องกับงบวิจัย งบด้านศิลปวัฒนธรรม หรืองบลงทุน ท่านยังสามารถที่จะทําการวิจัย ท่านยังสามารถสร้างอาคาร ท่านยังสามารถซื้อรถ ได้อยู่ต่อไปไม่ต้องตกใจ แต่การจัดสรรงบประมาณมันต้องเห็นอกเห็นใจกันบ้างนะคะ ท่านประธานไม่อย่างนั้นการตั้งเกณฑ์มันตั้งทําไม ท่านจะให้บางมหาวิทยาลัยที่สูง เกินเกณฑ์บ้างไม่เปึนไร แต่อย่าสูงจนเกินไป แต่ที่สําคัญคือต้องให้คนที่เขาได้ต่ํากว่า เกณฑ์นั้นเขาได้รับตามเกณฑ์ถึงจะยุติธรรมในสังคมนี้ ท่านประธาน ทีนี้มหาวิทยาลัย เล็ก ๆ นั้นเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้เปึนไปตามแผนงานขยายโอกาส และการพัฒนาการศึกษาที่สํานักงบประมาณนั้นตั้งไว้ ทีนี้ท่านควรจะให้โอกาส ให้โอกาสกับมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ นั้นเขาได้ว่าจ้างอาจารย์และเงินเดือนสูง ๆ อาจารย์เก่ง ๆ มาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏต่าง ๆ มากกว่านี้ ให้เขามีความคล่องตัวกว่านี้มันถึงจะเรียกว่า เปึนการช่วยเหลือสังคม เปึนการร่วมด้วยช่วยกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับ คนยากจน ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ว่าการให้งบประมาณนั้นจะต้องให้กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หรือใหญ่ ๆ เท่านั้น เพราะว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นเขาได้งบประมาณ มีงบประมาณ ที่เรียกว่านอกงบประมาณอยู่แล้ว และเงินนอกงบประมาณอยู่แล้วด้วยนะคะ ท่านประธาน ดิฉันขอเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการดีกว่า หรือว่าท่านกรรมาธิการ งบประมาณที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ว่า ในเมื่อท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านเปึนประธาน คณะกรรมาธิการงบประมาณในป้ ๒๕๕๓ ตอนที่ดิฉันนั่งอยู่ท่านเปึนประธานอยู่เปึนประจํา เหมือนกันนะคะ ท่านก็รับรู้ข้อมูลนี้ และปัจจุบันท่านก็เปึนประธานคณะกรรมาธิการ งบประมาณป้ ๒๕๕๔ ท่านรู้ทั้งรู้ทําไมท่านจึงยอมให้การจัดสรรงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา คือระดับ มหาวิทยาลัยนั้นมีมหาวิทยาลัยบางแห่งได้รับงบประมาณบุคลากร ดําเนินงาน เงินอุดหนุนเกินเกณฑ์ไปมากจนเกินไป และบางมหาวิทยาลัยได้ต่ําจนเกินไป และทําไม ท่านไม่ตัดงบประมาณบางมหาวิทยาลัยไปบ้าง บางมหาวิทยาลัยที่เกินเกณฑ์นี่นะคะ ทําไมท่านไม่เห็นอกเห็นใจมหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยบ้าง ความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นดิฉันจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยคําพูดที่ว่า เรื่องนี้สะท้อนภาพการใช้ งบประมาณที่เหลื่อมล้ํากันของมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ กับมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ในท้องถิ่น ส่งผลให้การพัฒนาระบบการศึกษาอุดมศึกษาและส่งผลถึงคุณภาพบัณฑิตที่แตกต่างกัน นี่คือคําพูดของเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่พูดไว้ในตอนป้ ๒๕๕๓ ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นการศึกษาของไทยตอนนี้น่าเห็นอกเห็นใจมากตรงที่ว่า สิ่งที่ดิฉันพูดมาเปึนเพียงกระผีกปลีกย่อยเท่านั้น แต่ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ สักครู่หนึ่งค่ะ ท่านประธานนิดเดียวเอง ได้ลงบทความเรื่องการศึกษาว่า มหาวิทยาลัยของไทยไม่มีที่ใดเลยติดอันดับ ๕๐๐ อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก ไม่มี เพราะฉะนั้นการศึกษาไทยจริง ๆ แล้วต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณด้วย ซึ่งต้องยึดพื้นฐานหรือหลักเกณฑ์ที่ท่านกําหนด อย่าได้รังแกคนอื่นอีกต่อไป หรือทําตามอําเภอใจ ขอบคุณค่ะ