วัลลภ ตังคณานุรักษ์ อภิปรายเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก โดยเฉพาะเรื่องการกรองคดีเด็กออกจากศาล การลดจำนวนคดีของเด็กที่ถูกนำไปศาล การแก้ไขมาตรา ๑๓๓ โดยเสนอให้ใช้เวลา ๒๐ ปีในการรับใช้ชาติ แทนที่จะเป็น ๒๔ ปี และการแก้ไขปัญหาการบุกรุกสถานที่สาธารณะของเด็ก รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเด็ก โดยมีข้อกํากับและเงื่อนไขในการส่งเสริมและพัฒนาเด็ก
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ แต่เดิมนี้ผมเป็นเสียงข้างน้อยในมาตรา ๑๓๓ แล้วในวันนั้น ที่ไม่อภิปรายเลยเพราะว่าต้องการจะฟังท่านสมาชิกในห้องนี้อภิปราย พอมาถึงวันนี้ ผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่มันขยับจากจุดเดิมของการพูดคุยมาถึงจุดใหม่ซึ่งจําเป็นต้องชี้แจง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานติดตามกฎหมายฉบับนี้มาตลอดมันจะมี กระบวนการเคลื่อนผ่านของคดีความที่เด็กเป็นผู้ต้องหาก็ตาม เป็นจําเลยก็ตามขยับมา ทีละมาตรา ๆ ในมาตรา ๘๒ นั้นเป็นการขยับจุดสําคัญจุดหนึ่งก็คือเด็กเมื่อได้ผ่าน กระบวนการหนึ่งแล้วก่อนจะถึงมือศาลหรืออย่างไรก็ตามก็จะมีกระบวนการ ที่จะดูแลของสหวิชาชีพร่วมกัน เป็นการกรองคดีเด็กส่วนออกจากศาล โดยเฉพาะ ความผิดที่ตํ่ากว่า ๕ ปี ลงมา ฉะนั้นคดีจํานวนหนึ่งมันลดลงไปแล้วครับ มันจะมี อีกส่วนหนึ่งไหลมาถึงศาลนี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่อยากให้ท่านเชื่อมโยงเห็น
ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๑๓๓ แต่เดิมกรรมาธิการก็เถียงกันเพียง ประเด็นเดียวก็คือเรื่องอายุ แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ในกรรมาธิการว่า ๒๐ ปี หรือ ๒๔ ปีดี แต่วันนี้เมื่อกรรมาธิการได้แปรสภาพเป็นความเห็นร่วมกันว่าเป็น ๒๐ ปี ก็ตอบสั้น ๆ เหมือนท่านอาจารย์หมอวรงค์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ๒๐ ปี สาเหตุที่ลงมาตรงนี้ เพราะว่าเราก็ดูสภาพการณ์ คือท่านสมาชิกบางท่านก็อยู่กับเด็กและเยาวชน ทางเรา ส่วนหนึ่งก็อยู่กับเด็กและเยาวชน อาจจะอยู่ไม่นานนัก ๓๐ ปี ๔๐ ปี ก็เป็ นอายุ ที่พอสมควรในการอยู่กับเขา แต่ผมว่า ๒๐ ปี มันมีเหตุผลสองสามประการที่ต้องเน้น อายุช่วงนี้ ๑. ก็คือบรรลุนิติภาวะจริงอย่างที่อาจารย์หมอว่า และคงมีเหตุผลจํานวนมาก ที่เขาถึงบรรลุนิติภาวะ ซึ่งก็คือ ๒๐ ปีนั้นเอง เหตุผลประการที่ ๒ ถ้าท่านดูเด็กที่เข้าเรียน ในมหาวิทยาลัย ๑๗ ปี ก็ปี ๑ แล้ว ๑๗ ปี ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี ก็ปี ๔ บางท่าน เรียนปริญญาโทแล้ว แน่นอนอาจจะมีงานวิจัยบางชิ้นที่บอกว่าวุฒิภาวะของมนุษย์ พฤติการณ์ทางจิตใจมันจะไปเท่าไร นั่นต้องเถียงในเชิงวิชาการซึ่งเปิดเวทีเถียงกันได้ครับ แต่ผมคิดว่าอันนั้นเอาไว้ทีหลังเพราะมันจะทําให้เวลาของสภานี้เสียไปมากนะครับ ฉะนั้นเหตุผลแบบนี้กรรมาธิการเสียงใหญ่จะอยู่ที่ ๒๐ ปี มันลงตัวได้ แต่พอจุดของ การอภิปรายมันเคลื่อนครับท่านประธาน มันเคลื่อนมายังถ้อยคําที่สมาชิกบางท่าน ก็ห่วงใยว่าไปตัดคํานั้น เปลี่ยนคํานี้มันเป็นอย่างไร ขออนุญาตอย่างนี้ครับ ถ้าท่านดู มาตรา ๑๓๓ ใหม่ให้ดี ๆ มาตรา ๑๓๓ ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงจะมีจุดสําคัญอยู่ ๔ เรื่องด้วยกันที่ท่านต้องดู
เรื่องที่ ๑ เมื่อศาลได้ปล่อยตัวเด็กไปแล้ว เรื่องที่ ๑ ที่เขาให้ศาลท่านดูต่อ ก็คือท่านดู ๒ เรื่องก่อน ๑. ดูพฤติกรรมว่าพฤติกรรมของเด็กคนนั้นเสี่ยงไหมที่จะไปติดยา ไปขายยาหรือจะไปติดอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเขาเองและต่อสังคมด้วยนะครับ ประเด็นนี้ต่อตัวเขาและต่อสังคม ศาลจะดู ๒. ศาลจะดูอีกว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่ของเขา พ่อแม่เขามีเหตุมีความจูงใจทําให้เขาเสียผู้เสียคนได้หรือไม่ เขาจะดู ๒ เรื่องนี้ เป็นองค์ประกอบที่ ๑
เรื่องที่ ๒ คือว่าเมื่อดู ๒ องค์ประกอบเสร็จ ศาลก็ดูต่อไปอีกว่าขั้นเบาก็แค่ เรียกพ่อแม่มาตักเตือนได้ไหม ท่านอ่านดูนะครับ ศาลจะเรียกเด็กมาตักเตือน เรียกพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งเด็กอาศัยอยู่ด้วย หรือองค์กรมาตักเตือนก็ได้ ถ้าเห็นว่าตักเตือน แล้วมันไม่ไหวมันน่าจะไปมากกว่านั้นหน่อยก็ให้ศาลมากําหนดเงื่อนไข มาตรงที่ ท่านประยุทธ์พูดครับ เท่าที่จําเป็น จะใช้คํานี้ไปอยู่ตรงไหนผมไม่ติดใจหรอกครับ ขยับตามท่านก็ได้ แต่ว่าเท่าที่จําเป็นเท่านั้น ถามว่าเท่าที่จําเป็นคืออะไร ก็มีอยู่ ๘ ข้อ ด้วยกัน ๘ ข้อนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วนครับ ข้อ ๑ ก็คือส่วนที่เกี่ยวกับการห้าม ห้ามเสีย ๔ ข้อ ห้ามไม่ให้เข้าไปในสถานที่ที่จะทําให้เขาเสียหาย เช่น ไปอยู่ในผับ (Pub) ในบาร์ (Bar) ไปเที่ยวกลางคืนหนัก ๆ ที่มันมีสิทธิจะเสี่ยงต่อการกระทําความผิดมาก ๆ เพราะว่า เราดูแล้วว่าพฤติกรรมเขาชอบเที่ยวแบบนี้ถ้าห้ามเสียก็จะช่วยเขาได้มาก เป็นการช่วยเขา ข้อ ๒ คือห้ามไม่ให้ออกตอนกลางคืนเว้นแต่เป็นความจําเป็น จําเป็นไม่พอต้องได้รับ อนุญาตจากผู้ปกครองหรือพ่อแม่ด้วยซํ้าไป เพราะเราถือว่าออกไปกลางคืนมาก ๆ ขณะนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองจํานวนมากโทรศัพท์มาฟ้ องเรามาก ๆ คือเด็กไม่กลับบ้าน ติดกลางคืน มาก เพราะฉะนั้นการห้ามเป็นวิธีการดูแลสวัสดิภาพเขาแบบหนึ่งที่จําเป็นที่จะต้องห้ามได้ ข้อ ๓ คือห้ามคบหากับบุคคลที่อาจจะนําเขาไปสู่ความผิด อันนี้เป็นประเด็นปัญหาเรื่อง ยาเสพติดมากครับ เด็กอยู่กับผมจํานวนมาก มีบุคคลจํานวนมากพยายามที่จะไปตะล่อม หลอกเด็กให้มาคบกับเขาแล้วเด็กก็เป็นเครื่องมือส่งยา ขายยา เพราะฉะนั้นการห้าม จําเป็นครับ ไม่ห้ามไม่ได้ ข้อ ๔ ซึ่งเป็นข้อห้าม ข้อแรก เป็นสถานที่ ข้อสอง เป็นยามวิกาล ข้อสาม คบหากับบุคคล ข้อสี่ ห้ามเขาทําบางเรื่อง ที่เราดูว่าเขามีสิทธิที่จะเสี่ยงทําเรื่องนั้น ถ้าทําอีกมีสิทธิจะผิดได้ นี่เป็นข้อห้าม ๔ ประการที่เห็นตรงกับท่านสมาชิกว่าเด็กสมัยนี้ โตเร็ว บางเรื่องก็ตึงไม่มีมาตรการและเงื่อนไขสําหรับเขาก็ตาม ประการที่ ๒ นอกจาก มีข้อห้าม ผมคิดว่ากรรมาธิการยังมองไกลกว่านั้นครับว่าห้ามอย่างเดียวคงไม่พอ เด็กบางคนไม่ต้องห้ามแต่ส่งเสริมเขาทางที่ดีได้ไหมเหมือนสมาชิกบางท่านพูดเรื่อง ทุนการศึกษาเมื่อสักครู่ ก็ปรากฏอยู่ใน (๖) ให้เด็กหรือเยาวชนไปศึกษาเข้ารับ การฝึกอบรม รับคําปรึกษาแนะนํา รับการรักษาแก้ไขบําบัดฟื้นฟูหรือประกอบอาชีพ เป็นกิจจะลักษณะ อันนี้เป็นในแง่ของการสนับสนุนให้ไปพัฒนาตัวเองซึ่งเป็นเชิงบวก
ในข้อห้าม ๔ ข้อ ข้อส่งเสริม ๑ ข้อนี่มีข้อที่ไว้กํากับดูแลอีก ๒ ข้อ ๑. ก็คือ กํากับว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง บุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยต้องช่วยเราดูแลด้วยใน (๗) ใน (๘) ก็กําหนดเงื่อนไขอื่นอีกถ้าเห็นว่ามันดีแล้วก็ลดลง ถ้ามันไม่ไหวก็อาจจะเพิ่มบางข้อให้มัน หนักขึ้น ผมว่านี่คือการวางรูปแบบของการที่จะส่งเสริม พัฒนา เยียวยา บําบัดฟื้นฟู เขาภายใต้ความเห็นร่วมกับท่านสมาชิกว่าเด็กสมัยนี้โตเร็ว บางเรื่องมันโตแต่ตัว วุฒิภาวะ ไปไม่ถึง การกําหนดเงื่อนไขบางข้อก็จําเป็น ฉะนั้นการที่เราสามารถที่จะประนีประนอมกัน ลงมาสู่ถ้อยสาระทั้งหมดตามมาตรา ๑๓๓ ใหม่นี้ผมถือว่าค่อนข้างครบองค์ประกอบ โดยรวม และขอยืนยันว่าสิ่งนี้ถ้าเกิดขึ้นได้จะเป็ นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน เป็นจํานวนมาก ขอบคุณท่านประธานครับ