บรรพต ต้นธีรวงศ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 133 และ 134 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมองรอบด้านทั้งทางด้านกฎหมายและทางด้านสังคมในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน และเสนอแนะว่าควรปรับปรุงมาตราเหล่านี้ให้ชัดเจนขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความรู้สึก แล้วก็ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๑๓๔ สักเล็กน้อยนะครับ คือความรู้สึกของกระผมเวลาออกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการที่มีผลกระทบต่อสังคมก็จะมีข้อถกเถียงกันเสมอระหว่าง ๒ สาขาวิชาชีพ ก็คือสาขากฎหมายกับสาขาทางด้านสังคม จะมีข้อถกเถียงเสมอ ทีนี้ถ้าเกิดว่ากฎหมาย ฉบับนี้ผมเข้าใจว่าเป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งมันมีทั้งในส่วนของที่จะต้องดําเนินตามหลัก วิชาทางด้านกฎหมาย และในขณะเดียวกันเราก็ละเลยผลกระทบต่อสังคมไม่ได้ รวมทั้งโอกาสของเด็กและเยาวชนที่เขาสามารถที่จะมีชีวิตได้อยู่อย่างปกติสุขนะครับ เพราะฉะนั้นผมเลยมีความคิดเห็นว่าถ้าเราเน้นในเรื่องข้อกฎหมายมากไปมันก็จะทําให้ มีปัญหาทางด้านสังคมขึ้นมา แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่สนใจในข้อกฎหมายเลยมันก็อาจจะ เป็นอย่างที่ท่านนิพิฏฐ์พูดว่า ทําไมเราไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง ทําไมต้องเขียน กฎหมายเอาใจ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเอา ๒ ส่วนนี้มาผสมผสานแล้วบูรณาการกัน ผมคิดว่าอย่างนี้นะครับ คือเมื่อกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายพิเศษในเรื่องการที่จะ หาแนวทางที่จะรอมชอมกัน เพื่อให้กฎหมายมันมีประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มเป้ำหมาย คือเด็กและเยาวชน ผมคิดว่ามีเหตุผลสองสามประการที่ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยมีท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่และมีความใจกว้างในการที่จะ มองรอบด้าน ทั้งทางด้านกฎหมายและทางด้านสังคม ผมก็คิดว่าผมรับได้นะครับ ในส่วนที่ว่าได้มีการแจกเอกสาร แล้วก็มีการปรับปรุงมาตรา ๑๓๓ มาตรา ๑๓๔ นี้ แต่มีบางประเด็นเท่านั้นที่ว่าอาจจะต้องชี้ชัดลงไป อย่างเช่น ในเรื่องที่ท่านนิพิฏฐ์พูดถึงนี้นะครับ ผมคิดว่ามันต้องใช้ความถูกต้องตามหลักวิชาการ กฎหมาย คือไม่ใช่ว่าบอกว่าแค่ปล่อยตัวเด็กหรือเยาวชนไป มันก็ต้องเป็นเชิงความจริงว่า เขาไม่มีความผิด ก็ต้องระบุไปด้วยว่าไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวกฎหมายฉบับนี้ออกไปมันอาจจะมีปัญหาในเรื่องการตีความตามหลัก วิชาการได้ครับ คือจะเติมเข้าไปหรือไม่เติมเข้าไปเมื่อรอมชอมในลักษณะเช่นนี้แล้ว ผมว่าไม่มีผลแต่ประการใด เหตุผลประการที่ ๒ คือเหตุผลที่ว่าผมเห็นด้วยกับเรื่องของ การที่จะรอมชอมตามร่างใหม่ที่แจกนี่นะครับ ก็คือเหตุผลทางการแพทย์และเหตุผล ทางด้านจิตวิทยา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเด็กถึงแม้ว่าจะถูกพิพากษาว่าไม่ผิด แล้วก็ศาลปล่อยตัวไปนี่นะครับ แต่บางกลุ่มเขามีความเสี่ยงในการที่จะเข้าไปสู่สังคมเดิม ของเขา สิ่งแวดล้อมเดิมของเขานี่ครับ มันมีความเสี่ยงต่อการที่เขาจะไปทําความผิดอีก อีกทั้งถ้าเกิดว่าเด็กคนนั้นไม่มีผู้ปกครองที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอในการดูแลก็ยิ่งมีจุดเสี่ยง มากขึ้นอีก ฉะนั้นผมคิดว่าการที่เรามีมาตรการในการมีเงื่อนไขให้ศาลไปทําแบบนี้ ก็เป็นสิ่งที่ว่ามันเป็นการปกป้ องคุ้มครองเด็ก ในการให้โอกาสเด็กให้เขาสามารถกลับตัว เป็นคนดีจนกระทั่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอในการที่จะตัดสินอะไรได้ด้วยตัวของเขาเอง ให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเป็ นปกติสุข ไม่เดือดร้อนตัวเขาเอง แล้ วก็ไม่ทํา ความเดือดร้อนให้สังคมด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเหตุผลตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พฤติกรรมก้าวร้าว หรือจะเป็นลักษณะของภาวะซึมเศร้า หรือว่าอาการของจิตเภท อะไรต่าง ๆ ก็ดีนะครับ เพราะเด็กบางคนอาจจะอยู่ในภาวะกดดันแล้วก็อาจจะทําให้ อาการเหล่านี้ปรากฏออกมา แล้วก็เขาไปทําความผิด ถ้าเราไม่มีเงื่อนไขมาตรการที่จะไป ปกป้ องเขาตรงนี้ ป้ องกันเขาตรงนี้ เด็กคนนั้นก็เสียอนาคตต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่า อันนี้เห็นด้วยในเรื่องของการปรองดอง คือในการที่เรารอมชอมกันตามร่างใหม่ที่เสนอมา ตรงนี้นะครับ เหตุผลประการที่ ๒ คือเหตุผลที่ว่าในมาตรา ๘๒ ที่มีการขยายว่ามีการทํา แผนฟื้นฟู ถ้าเด็กรับสารภาพนี่ จาก ๓ ปีเป็น ๕ ปี เพราะฉะนั้นผมว่าฐานความผิด ความรุนแรงของการทําผิดนี้มันมากขึ้นครับ เมื่อมันมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้วก็คือศาล มาบอกว่าเด็กไม่มีความผิดแล้วปล่อยตัวไป ผมคิดว่าฐานความผิดเหล่านี้มันมากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความเสี่ยงต่อตัวเขาเองและต่อสังคมมากขึ้น อันนี้คือเหตุผล ประการที่ ๒ นะครับ เหตุผลประการที่ ๓ คือเหตุผลทางด้านวิชาการและงานวิจัย เอาละครับ ที่ร่างใหม่นี้ลดเป็นเหลือ ๒๐ ปี แทนที่จะเป็น ๒๔ ปี แต่ผมก็อยากจะให้ช่วย พิจารณากันนะครับว่างานวิจัยก็ดี งานวิชาการก็ดี เขาทํามาโดยบนพื้นฐานของ วิทยาศาสตร์รองรับ เพราะฉะนั้นการที่ขยายจาก ๒๐ ปี เป็น ๒๔ ปี หรือว่า ๒๒ ปี ๒๓ ปี อะไรก็แล้วแต่นี่ครับ ผมอยากให้ดูในเรื่องของเหตุผลทางด้านวิชาการและงานวิจัย สักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าตรงนี้มันก็คือความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นในสังคมเด็กและ เยาวชน เราอาจจะมองข้ามไปไม่ได้หรอกครับว่าตรงนี้มันไม่ต้องไปสนใจได้ไหม แต่ผมคิดว่าตรงนี้เขามีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นก็ควรจะให้ความสําคัญ และให้ความสนใจนะครับ โดยสรุปนะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้เสียเวลา สภานี้มากนะครับ โดยกระแสของสิทธิมนุษยชน โดยกระแสของความปลอดภัยทางด้าน สังคม และโดยกระแสของการปกป้ องเพื่ออนาคตที่ดีของเด็กและเยาวชน แล้วก็ ด้วยความเคารพ ขอกล่าวอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ผมคิดว่าผมรับได้ในเรื่องของการที่รอมชอมเป็นร่างใหม่ตรงนี้ เพียงแต่ว่าเขียนให้ถูกต้องตามภาษากฎหมายอย่าให้เกิดช่องว่างตรงนี้ และ ๒๐ ปี หรือ ๒๔ ปีนั้น ขอให้พิจารณาให้ถ่องแท้อีกสักนิดหนึ่งนะครับ จะ ๒๐ ปีก็ไม่รังเกียจ ๒๔ ปี ก็ได้ แต่ขอให้มีหลักฐานว่าเราจะอธิบายอย่างไรในเหตุผลที่เขามีการวิจัยตรงนี้มานะครับ ก็ขอขอบพระคุณครับที่ให้โอกาสกระผมได้อภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ