นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ระบุว่าตนไม่อยากอภิปรายแต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงหลักการที่สำคัญในมาตรา 86 จึงต้องอภิปราย ซึ่งตนเชื่อว่าแก้ระยะเวลาบำบัดฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนจาก 5 ปีเป็น 20 ปีค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกได้แสดงความเห็นในร่างพระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. .... มาถึง ๒ วันเต็ม ในตอนแรกกระผมไม่ได้ตั้งใจที่จะอภิปราย เหตุผลที่ตั้งใจที่จะไม่อภิปรายเพราะคิดว่า ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องนี้มาอย่างถี่ถ้วนแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่เป็ นกรรมาธิการหลายท่านก็เป็ นผู้ที่มีความรู้และอยู่ในกระบวนการนี้มา อย่างยาวนานย่อมจะรับฟังและน่าเชื่อถือในความเห็นของท่านจนกลายมาเป็ น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมไม่อยากจะอภิปรายในตอนแรกเพราะผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ ถึงแม้ว่าพวกเราบางท่านโดยเฉพาะแม้กระทั่งผมเองซึ่งใช้วิชาชีพ ตามกฎหมายมาในระดับหนึ่ง แต่ว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเด็ก และเยาวชนนั้นเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะยากที่จะทําความเข้าใจ เมื่อเป็นกฎหมาย ที่ยากที่จะทําความเข้าใจเวลาอภิปรายหรือแสดงความเห็นไปผมคิดว่าเพื่อนสมาชิก ที่นั่งอยู่อาจจะคิดว่าลุกขึ้นมาอภิปรายแล้วจะทําให้สภาแห่งนี้เสียเวลา ผมก็เกรงใจ เพื่อนสมาชิกก็เลยไม่อภิปรายในครั้งที่แล้ว แต่ว่าในวันนี้ผมคิดว่าจําเป็นต้องขอเวลา ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกแสดงความเห็นสักเล็กน้อยครับ ถึงแม้คิดว่าความเห็น ที่กระผมจะได้อภิปรายต่อไปนี้ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงความเห็นของ ท่านคณะกรรมาธิการหรือผู้ที่แปรญัตติได้ เพราะว่าผมเข้าใจว่าวิปรัฐบาลหรือสมาชิก ในสภาแห่งนี้ได้มีมติที่จะเห็นชอบกับร่างของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่มีการเสนอมา ในวันนี้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงผมอยากจะอภิปรายตั้งแต่มาตราต้น ๆ ตั้งแต่มาตรา ๘๖ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็ นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่สําคัญมาก ท่านลองไปดูในมาตรา ๘๖ นะครับ ผมว่าหัวใจส่วนหนึ่งคงอยู่ในมาตรา ๘๖ ด้วย การแก้ ระยะเวลา ๕ ปีเป็น ๒๐ ปีก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมยังไม่เห็นท่านอภิปรายถึงเหตุผล ในการแก้ ไขบําบัดฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่กระทําความผิด แต่เอาละครับ เมื่อมาตรา ๘๖ นั้นได้ผ่านไปแล้วโดยไม่มีผู้ติดใจผมก็จะไม่อภิปรายซํ้า เพราะคิดว่า มันคงผิดหลักการที่จะย้อนไปตรงนั้นอีก แต่ผมคิดว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาได้สนใจ การอภิปรายของสภาแห่งนี้ได้โปรดพิจารณามาตรา ๘๖ ให้ผมด้วยในชั้นวุฒิสภา ผมยัง อยากจะกลับไว้ที่ ๕ ปีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเริ่มต้นพูดถึงการพิพากษา ลงโทษเด็กหรือเยาวชนนั้น ความคิด ๒ ความคิดนี้มันสวนทางกันอยู่เสมอนะครับ ความคิดแรก คือความคิดที่คิดว่าเมื่อเด็กและเยาวชนหรือใครก็ตามกระทําความผิดนั้น ต้องมีการลงโทษ ความคิดนี้มีอยู่ตลอดเวลาครับ ความคิดที่สอง คือความคิดที่ว่า มนุษย์เป็นผู้ที่สามารถปรับปรุงแล้วก็พัฒนาได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกระทําความผิด เกิดขึ้นก็ต้องมีการแก้ไขบําบัดฟื้นฟู ๒ ความคิดนี้มันวิ่งสวนทางกันตลอดเวลา แม้กระทั่ง ความคิดนี้มันก็ยังต่อสู้กันรุนแรงในระบบการศึกษา ท่านประธานครับ ท่านประธานอายุ รุ่นราวคราวเดียวกับผมก็คงจะเห็นว่าตอนที่เราเป็นนักเรียนนั้นครูเขาใช้ไม้เรียว คนที่ เป็นครูก็คิดว่าการใช้ไม้เรียวกับเด็กนั้นสามารถที่จะฝึกเด็กให้เป็นพลเมืองดีของชาติได้ แต่ว่าความคิดอีกประการหนึ่งก็คือไม้เรียวนั้นไม่มีความจําเป็นนั่นเป็นการลงโทษเด็ก ตอนหลังครูก็วางไม้เรียว ผมคิดว่าเรายังไม่มีบทสรุปนะครับว่าหลังจากครูวางไม้เรียวแล้ว เด็กนักเรียนหรือพลเมืองในประเทศนี้ดีขึ้นหรือว่าเลวลง แต่ความเห็นส่วนใหญ่ของคน บอกว่าไม่ควรลงโทษเด็ก ผมหนักไปในทางที่ว่าครูน่าจะมีสิทธิในการลงโทษเด็กได้ ตามสมควร เช่นเดียวกันครับเราเถียงกันนานในคราวที่แล้วว่าเมื่อเด็กหรือเยาวชนไม่ได้ กระทําความผิดนั้น การไปวางเงื่อนไขความประพฤติหรือวางกําหนดกฎเกณฑ์ บางประการของเด็กจะทําได้หรือไม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านก็บอกว่าทําไม่ได้ เมื่อเขาเป็นผู้ไม่ได้กระทําความผิดก็ควรจะปล่อยเขาไปโดยไม่มีเงื่อนไข ผมไม่ได้อยู่ใน ฝ่ายนั้นครับ ผมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาแห่งนี้ก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนเดียวในสภา แห่งนี้ก็ได้ แต่ผมคิดว่าถึงแม้ว่าเด็กจะไม่ได้กระทําความผิดแล้วก็ปล่อยเด็กไปนั้น สังคม ควรมีมาตรการในการดูแลเด็กดีกว่าจะปล่อยให้เด็กซึ่งศาลพิพากษาว่าไม่ได้กระทํา ความผิดออกไปสู้อนาคตตามลําพังโดยไม่มีกฎเกณฑ์ในการดูแลเด็ก ผมคิดว่าเด็กนั้น ปรับตัวไม่ได้หรอกครับ เวลาศาลเขาพิพากษานั้นมันต้องพิสูจน์จนกระทั่งแน่ใจว่าบุคคล ที่ถูกฟ้ องนั้นมิใช่ผู้ที่กระทําความผิด ขอโทษครับ เวลาศาลพิพากษานั้นมันต้องแน่ใจว่า เขากระทําความผิดถึงลงโทษ แต่ว่าในบางครั้งเมื่อมีผลประโยชน์แห่งความสงสัยบางประการก็ต้องยกผลประโยชน์ ให้กับจําเลยก็ต้องปล่อยให้เขาไป แต่ว่าจําเลยนั้นอาจจะเป็นผู้กระทําความผิดก็ได้แต่ ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ผมอยู่ในฝ่ายที่มองเห็นว่าเราสามารถ ออกกฎหมายได้ทุกชนิดที่สามารถที่จะปรับปรุงพัฒนาเด็กและเยาวชนของรัฐนี้ ให้เป็นคนดี ไม่ต้องกระทําความผิดในอนาคต ผมอยู่ในฝ่ายที่มีความเห็นว่า ถึงแม้ว่า ศาลจะพิพากษาว่าเด็กไม่ได้กระทําความผิดนั้น ศาลควรจะมีอํานาจในการวางเงื่อนไข เพื่อให้เด็กเป็นผู้ที่มีความประพฤติเหมาะสมเป็นพลเมืองดีได้ในอนาคต ผมอยู่ในฝ่ายนั้นนะครับ แต่ว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภาแห่งนี้ดูจะหนักไปในทางที่ว่าเมื่อเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วไม่ควรมีมาตรการใด ๆ กับเด็กเลย ก็ว่ากันไปเถอะครับ ไม่ใช่ลูกหลาน ผมคนเดียวนะครับ เป็นลูกหลานของประเทศนี้ทั้งนั้นละครับเพียงแต่ว่าเราจะมองว่า เราจะดูแลเด็กในอนาคตอย่างไรเท่านั้นเอง เมื่อท่านตัดสินใจที่จะปรับมาตรานี้ว่า ตัดคําว่า เด็กหรือเยาวชนไม่มีความผิด ออกไปแล้วก็ไปวางเขื่อนไขเสียใหม่ว่า ให้ศาล กําหนดเงื่อนไขให้เด็กและเยาวชนนั้นปฏิบัติได้ไม่เกิน ๑ ปี แต่ไม่เกินกว่าเด็กและเยาวชน มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จากเดิม ๒๔ ปี ท่านคิดว่านี่เป็นมาตรการที่เหมาะสมสําหรับ สังคมไทย ก็ว่าไปเลยครับ ผมรับผิดชอบประเทศนี้คนเดียวไม่ได้ หรอกครับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ของสภาแห่งนี้บอกว่า เมื่อเด็กไม่มีกระทําความผิดแล้ววางเงื่อนไข กับเด็กได้เพียง ๒๐ ปีท่านก็ว่าไป แต่ว่าอย่าลืมนะครับสิ่งที่ท่านเพิ่งแจกขึ้นมาและทําให้ ผมตัดสินใจยืนขึ้นอภิปรายก็คือท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นั้นตัดสินใจตรงกันข้ามกับ เหตุผลที่ท่านแจกนะครับ แผ่นนี้ท่านไม่ควรแจกครับ เพราะอะไรครับ เพราะในแผ่นนี้ มันบอกว่า ความสามารถหรือศักยภาพของสมองในช่วงวัยรุ่นต่อการรับรู้เกี่ยวกับ การใช้เหตุผลของเด็กและเยาวชน มันมีบทพิสูจน์ชัดนี่ครับว่า เด็กและเยาวชนยังมีโอกาส กระทําโดยขาดความยับยั้งชั่งใจได้อีกจนกว่าจะมีอายุ ๒๐ ปี หรือ ๒๓-๒๔ ปีถึงจะพัฒนา ได้เต็มที่คือ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านคิดว่าเด็กและเยาวชนสามารถจะพัฒนาได้เต็มที่ จนถึงอายุ ๒๓-๒๔ ปี แล้วท่านแก้ทําไมล่ะครับ รวม ๒๐ ปี หรือมิฉะนั้นท่านแจก อันนี้ทําไมล่ะครับ มันตรงกันข้ามกันนี่ครับ ผมคิดว่าเราต้องไว้วางใจกระบวนการยุติธรรม พอสมควรนะครับ ผมไม่คิดหรอกครับว่าเด็กที่ยืนต่อหน้าผู้พิพากษาสมทบหรือผู้พิพากษา ในศาลยุติธรรมจะไม่ได้รับความยุติธรรม จะไม่ได้รับความคุ้มครอง ผมคิดว่าองค์กร ทั้งหมดในประเทศนี้ ศาลเท่านั้นละครับยังพอเป็นหลักประกันได้ ห้ามกันไม่ได้นะครับ ผมเชื่อของผมอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อเด็กและเยาวชนเข้าสู่ กระบวนการพิจารณาของศาลซึ่งมีผู้พิพากษาสมทบที่มีความรู้ความสามารถที่จะ กล่อมเกลาเด็กให้เป็นคนดีได้ ผมว่า ๒๐ ปีก็มีความเหมาะสมครับ แต่เมื่อท่านตัดสินใจ แก้ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมเพียงแต่ยืนขึ้นเพื่อบอกกับท่านว่า ผมเห็นด้วยกับร่างของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก่อนที่จะมีการแก้ไข แต่ไม่จําเป็นต้องลงมติหรอกครับ เพราะเสียงมันไปอย่างนั้นแล้วลงมติกันไปก็ไม่มีประโยชน์ เพียงแต่ผมต้องการแสดง ความคิดเห็นไว้ สุดท้ายผมอยากถามกรรมาธิการสักประโยคหนึ่งเถอะครับที่ท่านไปแก้ บอกว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นจําเลยไม่มีความผิดและปล่อย เด็กหรือเยาวชนนั้นไป อันนี้ข้อความเดิมแล้วท่านไปแก้ใหม่ แก้เพื่อให้ถูกใจ ไม่ได้แก้ เพื่อให้ถูกต้องเลยนะครับ นี่แก้เพื่อให้ถูกใจชัด ๆ เลยครับ ถามว่าแก้เป็นว่า ในกรณีที่ศาล พิพากษาปล่อยเด็กหรือเยาวชนไป คําว่า ปล่อย ของท่านหมายความว่าอย่างไรครับ จากเดิมนะครับ ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นจําเลยไม่มีความผิด และปล่อย ท่านมาแก้ใหม่ท่านบอกว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาปล่อย จริงอยู่นะครับ พิพากษาว่าผิด แต่ไม่ลงโทษก็ปล่อยไปได้ แต่เขียนอย่างนี้มันไม่ใช่ตรรกะของการเขียนกฎหมาย เขียนเพื่อเป็นการเอาใจกัน เท่านั้นเองครับ เพื่อให้สมาชิกที่ยืนขึ้นอภิปรายบอกว่าถ้าไม่ผิดแล้วจะไปใช้เงื่อนไขก็ไม่ได้ จะวางข้อกําหนดก็ไม่ได้ จะตักเตือนก็ไม่ได้ ก็เลยเขียนหลบไปว่าผิดหรือไม่ผิดเสีย เลยใช้คําว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาปล่อย เขาลงโทษว่าผิดเยอะแยะแล้วก็ปล่อยนะครับ ปล่อยหมายถึงไม่จําคุก แต่มาตรการในการคุมประพฤติก็ยังมีอยู่ ท่านอภิปรายคําว่า ปล่อย ให้ผมสักนิดเถอะครับว่าผิดหรือเปล่าครับ ถ้าผิดแล้วก็ปล่อยเนื่องจากไม่สมควร ลงโทษก็ไม่ควรแก้หรอกครับ อย่าไปเขียนกฎหมายเพื่อเอาใจนะครับ เขียนกฎหมาย เพื่อเอาใจผู้ที่ไม่รู้หรือไม่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายจะเป็ นโทษในภายหลัง ท่านต้องหลักดี ๆ นะครับ ผมเห็นด้วยกับร่างเดิม แต่ผมไม่ต้องการลงมติหรอกครับ ขอบพระคุณครับ