สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓

วิชาญ มีนชัยนันท์ เสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทํางบประมาณและการว่าจ้างบริษัท โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบและการปรับลดเนื้องาน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมลภาวะในกรุงเทพมหานคร การศึกษา และการเงินของโรงเรียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้เงินทุนสนับสนุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย รายงานสรุปผลการดําเนินงานฉบับนี้ที่ทางสํานักงบประมาณได้นําสู่สภา ผมมีข้อที่จะ เสนอแนะ

ประการแรก การจัดทํางบประมาณแต่ละครั้งแต่ละปี มักจะมีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องเนื้องาน มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องแบบ ซึ่งหลายครั้งหน่วยงานเอง การตรวจสอบของสํานักงบประมาณอาจจะไม่ทันหรือเร่งรีบจนเกินไป พอเวลามี การปรับลดเนื้องานต่าง ๆ แล้วนี่จะมีการนําเสนองบประมาณกลับเข้ามา เรื่องแบบ เรื่องรายละเอียด บางครั้งทําไม่ทันหรอกครับท่านประธาน แต่ก็เอาเข้ามาก่อนเป็น รายการ ท้ายที่สุดบางสิ่งบางอย่างก็เกิดปัญหาตามมา ก็คือเนื้อที่เนื้องานต่าง ๆ อาจจะ ไม่ได้มีการยินยอมหรือยกเป็นที่เป็นสาธารณะ ก็เลยทําให้การใช้จ่ายงบประมาณ ในส่วนนี้นั้นเกิดปัญหา

ในเรื่องของกระทรวงที่หยิบยกขึ้นมาพูดก็คือกระทรวงคมนาคม ผมดูในเรื่องของโครงการที่เน้นภารกิจของตนเองมากกว่า อันนี้เป็ นข้อ ๒.๖๒ เรื่องสํานักงานนโยบายและแผนของกรมการขนส่งและจราจร เขาบอกว่าการว่าจ้างนี่ มีการว่าจ้างบริษัทซึ่งจริง ๆ แล้วเพื่อนสมาชิกก็พูดไปหลายคน แต่ผมพูดผมจะเสนอแนะ

อีกประการหนึ่ง คือการว่าจ้างบริษัทที่ออกแบบส่วนใหญ่แล้วเราก็จะไป มองคนที่หรือบริษัทที่ใกล้ชิดแล้วก็ไปวางสเปก พูดง่าย ๆ ครับทุกอย่าง เมื่อวางสเปกแล้ว ก็จะได้วัตถุประสงค์ตามเป้ำของบริษัท เมื่อออกแบบแล้วก็จะมีการควบในเรื่องของบริษัท ที่ปรึกษาก็คือการควบคุมงาน การวางสเปกอย่างนี้เป็นการวางเพื่อแก้ไขงานในระบบ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทที่จะเข้าไปทํางาน ผมอยากจะขออนุญาตว่าขณะนี้ เรามีสถาบันต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยอยู่จํานวนมาก ผลิตบุคลากรทั้งในด้านของ สถาปัตยกรรม ทั้งในด้านวิศวกรรม อย่างเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ผมเคยไปคุยกับท่านอธิการบดี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอธิการบดีกิตติ ในขณะที่ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ผมไปเชิญท่านครับ บอกว่าท่านครับตรงนี้ท่านลองมาออกแบบอาคารที่โรงพยาบาลนพรัตน์ ๓๓ ชั้น รวมถึงค่าคุมงาน เขาบอกว่าออกแบบเสร็จให้นักศึกษาระดับชั้นปีที่ ๔ ที่กําลังจะจบ หรือปีที่ ๕ เข้าไปดู ก็ได้ทั้งสถาบัน ได้ทั้งคนต่าง ๆ แล้วได้ทั้งคนที่เข้าไปฝึกอบรมงาน ดีกว่าเอาบริษัทที่มันไม่มีความรู้ความสามารถมีอยู่ไม่กี่คน แต่นี่ได้ทั้งสถาบันมาดูแล อัตราค่าจ้างถ้าจําไม่ผิดเขาคิดเบ็ดเสร็จครับ ทั้งควบคุมดูแลงานประมาณไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ของเรานี่ไปคิด ๑.๕ ไปบวก ๑.๗ ในค่าคุมงาน ตกแล้วประมาณ ๓.๒ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ตัวเลขสูงกว่า แล้วก็มีปัญหา ส่วนนี้นี่ผมอยากจะฝากว่าเป็นไป ได้ไหมสํานักงบประมาณจะออกระเบียบว่าใช้ระบบจีทูจี (G to G) กับในส่วนของ หน่วยงานที่สามารถพูดคุยกันได้กับสถาบัน เขามีตัวตนครับ ระดับคณบดีจบดอกเตอร์ ทั้งนั้น ดีกว่าบริษัทที่เราไปจ้างสํารวจ จ้างออกแบบ แล้วก็ไม่มีคุณค่า อันนี้ผมขออนุญาตแนะนํา อันแรกนะครับ อันที่ ๒ ไม่ว่ากันครับ การเสนอความคิดในเรื่องของการออกแบบดู เหมือนว่าง่ายประเทศของเรา แล้วก็ฟังแต่รัฐมนตรี ฟังแต่คนที่เอาเข้าไปนั่งในส่วนของ สํานักงานต่าง ๆ เช่น กรณีของ สจร. ที่เอาไปนั่งทําแผนในเรื่องของระบบรถไฟในส่วนของ กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ผมเคยเสนอหลายครั้ง เช่น ผมยกตัวอย่างรถไฟ สายที่พาดผ่านไปทางสุขุมวิทในขณะนี้ที่วิ่งกันอยู่นะครับ ก็จะมีรถไฟสายตะวันออกที่วิ่ง ผ่านไปยังเขตพื้นที่ทางด้านตะวันออก บางกะปิ มีนบุรี สายสีชมพูกับสายสีนํ้าตาล ผมเสนอไว้ว่าควรจะวิ่งลงใต้ซอยนานา ตรงนั้นมีอู่หรือสถานีอยู่ที่บริเวณของ ธนาคารกรุงไทย ถ้าวิ่งลอดใต้นานา แล้วก็วิ่งลงคลองแสนแสบใต้อุโมงค์คลองแสนแสบ เป็นที่วิ่งของรถไฟ วิ่งผ่านหน้ารามคําแหงลงคลองแสนแสบ วิ่งไปจนจดมีนบุรี คุณได้ อะไรครับ ถนนลาดพร้าวคุณไม่ต้องไปทําทางรถไฟอีกเส้นหนึ่งแล้วครับ อีกเส้นหนึ่ง ถนนรามคําแหงคุณไม่ต้องทํา ถนนสุขุมวิทกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่มันมีคลองแสนแสบกั้น พอเข้าไปตามเขตก็ได้การแบ่งเขตทั้งเขตบางกะปิกับเขตวังทองหลาง แล้วก็เขตบางกะปิ กับเขตสะพานสูง ท่านประธานครับ มันลงใต้ดิน ลงใต้คลองไม่ต้องไปยุ่งยาก ไม่ต้องไป เสียผลประโยชน์อะไรที่มันมากมาย เสนอไปแล้วหลายครั้งแต่ดูเสมือนว่าถ้าทําบนบกแล้ว รถก็ติด ปัญหาการเวนคืนที่ ปัญหาเรื่องจราจรแต่ไม่ได้ฟังครับ ผมยกตัวอย่างที่ใกล้เข้าไป อีกนิดหนึ่งตอนผมอยู่สภา กทม. เคยอภิปรายไว้ว่าไม่ควรที่จะเสนอให้มีการสร้างสะพาน เหล็ก เพราะต้นทุนมันแพงกว่าประมาณสามเท่าของสะพานปูนในขณะนั้น คือปี ๒๕๓๗ แล้วมติของสภาก็บอกไม่ให้ทํา แต่วันนี้ทําออกมาครับ ซ่อมสะพานกันปิดกัน ๙๐ วัน ต่ออีก ๑๕ วัน ไม่เสร็จต่ออีกบางทีกดเข้าไป ๑๒๐ วัน แต่สะพานเหล็กของเรา ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว เพราะมีการซ่อมทุก ๓ ปี ซ่อมเล็กนะครับ ซ่อมใหญ่ ๕ ปี ๑๐ ปีนี่ ซ่อมกันแหลกลาญ หมดเป็นพันล้าน วันนี้รถราก็ติดครับ ถ้าคิดเทียบกับอายุการใช้งาน ของสะพานปูนก็ต่างกัน ที่ผมเสนอแนะนะครับอยากให้ทางสํานักงบประมาณไปดู ความเหมาะสมว่าอันไหนที่เป็นเรื่องของสเปกพยายามดูว่ามันจําเป็นไหม ถ้าอ้างอย่าง เดียวว่าแก้ไขปัญหาจราจรแล้วทําอย่างนี้มันไม่คุ้มค่าหรอกครับ เช่น เมื่อกี้ผมพูดเรื่อง รถไฟ ถ้าท่านทําใต้คลองแสนแสบเวนคืนที่ก็ไม่ต้องใช้ เป็นการพัฒนาที่ตาบอดด้วย เข้าออกได้สะดวกขึ้น เพราะว่ามันมีถนนโยงใยไปถึงปลายนะครับ แล้วก็ต่อเชื่อมได้ หลายสาย

อีกอันหนึ่งในเรื่องของมลภาวะ วันนี้หน่วยงานเดียวของกรุงเทพมหานคร ดูเหมือนว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้ลงไปดูเลย ที่บอกว่าไม่ได้ ไปดูไม่ใช่หมายถึงว่าเขาไม่อยากจะดูครับ เพราะกฎหมายของกรุงเทพมหานครไปกั้นไว้ แต่ดูเสมือนว่ากรุงเทพมหานครนั้นขณะนี้กําลังทําผิดกับการดูแลเรื่องมลภาวะ ถ้าจับผิด โดนหมดเลยครับท่านประธานครับ การบุกรุกลําคลอง การปล่อยนํ้าเน่าเสียลงในคลอง การไม่บําบัดนํ้า ผิดหมดเลยครับ ในคู คลองวันนี้นับวันกรุงเทพมหานครยิ่งนํ้าเน่าเสีย เป็นจํานวนมากมาย ในนี้เขียนไว้บอกว่าจะต้องมีการส่งเสริมแล้วก็แก้ไขการบําบัดนํ้าเสีย สร้างความรู้ความเข้าใจ แต่ปรากฏว่ากรุงเทพมหานครไม่มีความเข้าใจในเรื่องของระบบ หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ หรือไม่มีการดูแลหรือเปล่า ไม่มีการจัดเก็บค่าดูแลเรื่องนํ้าเสีย ในอัตราต่าง ๆ มีเห็นออกข้อบัญญัติแต่ไม่กล้า ก็คงจะต้องฝากครับว่าการให้เงินสนับสนุน แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของสํานักงบประมาณในเรื่องนี้ เมื่อสนับสนุนเงินลงไปแล้วต้องให้ คุ้มค่าและมีการเก็บเงินกลับเข้ามาเพื่อดูแลในเรื่องของการบําบัดในเรื่องดังกล่าวนะครับ ขออนุญาตว่าในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขนี่มีงบประมาณขีดจํากัดอยู่แล้ว เพราะงบประมาณส่วนหนึ่งเขาเอา ไปลงในส่วนของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อกี้เพื่อสมาชิกได้พูดไปบอกว่า โรงพยาบาลเกษมราษฎร์กําลังที่จะผละตัวออกจากโครงการดังกล่าว ท่านประธานทราบ ไหมครับว่า โรงพยาบาลเกษมราษฎร์นี้รับคนป่ วยจากหลักประกันสุขภาพ ทั่วกรุงเทพมหานครประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ กว่าคน วันนี้ออกไปแล้วครับ ๒๒๐,๐๐๐ คน เหลืออีกแสนกว่าคนเขากําลังจะออกครับ กําลังจะทิ้ง ถามว่าเมื่อเขาทิ้งนี่ใครดูแล ก็ไม่พ้น หรอกครับกระทรวงสาธารณสุข แล้วอีกหลายโรงพยาบาลของเอกชนที่เขาดูแลในเรื่อง ของสุขภาพที่เขาขึ้นทะเบียนนี่ ประการแรกที่เขาไม่เอาการลงทะเบียน ๓๐ บาท ที่รัฐบาล ชุดที่ผ่านมาบอกไปยกเลิกคําว่า ๓๐ บาท สมัย คมช. ผิดพลาดอย่างรุนแรงครับ ไปเที่ยว สอบถามดูได้เลยครับว่า โรงพยาบาลแต่ละโรงพยาบาลเขาถือว่าการลงทะเบียน ๓๐ บาท เป็นการป้ องกันคนใช้ในเรื่องของหลักประกันอย่างฟุ่มเฟือย ส่วนที่ ๒ คือ ต่อหัวต่อรายตอนนี้ไปตัดเขาครับ ไปคิดจํานวนการคํานวณว่าน่าจะเหมาจ่ายในอัตรา ที่ทําได้ แต่ปรากฏว่าคนที่ป่วยเป็นโรคได้เพิ่มออกมาโรคหัวใจ ฟอกไต เรื่องโรคโน้นโรคนี้ มันเหมือนกับว่าไปผลักภาระที่เพิ่มเติมให้เขากับจํานวนต่อหน่วยที่ถูกเหมาไปและ การเบิกจ่ายนั้นก็ไม่ทันก็ติดค้าง แม้กระทั่งในเรื่องของหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ผมเรียน ท่านประธานผ่านไปยังสํานักงบประมาณการจัดเงินในหมวดนี้ ท่านไปดูครับ รถอีเอ็มเอส (EMS) หรือรถตู้ที่อยู่ตามมูลนิธิต่าง ๆ ที่เขาไปดูว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วนําส่งโรงพยาบาล แก้ไขปัญหาฉุกเฉิน ตอนนี้ค้างจ่ายเขานะครับ ในกรุงเทพมหานครค้างเขาตั้งสามสี่เดือน แล้วผมถามว่าเมื่อคุณค้างเขาเขาเป็นมูลนิธิเขาจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเงินให้กับลูกน้อง จ่ายเงินค่าเชื้อเพลิงได้ สถิติตัวนี้การเบิกจ่ายรัฐบาลบอกว่าอย่าให้เงินค้างท่อ แต่ดู เหมือนว่าเงินต่าง ๆ กระท่อนกระแท่น การจัดเก็บบอกว่าดีขึ้น การกู้เงินบอกว่าอนุมัติโดย สภาทั้ง พ.ร.บ. พ.ร.ก. แต่เห็นใช้จ่ายเงินไปแค่ ๒.๖ หมื่นล้านในการผูกพันงบประมาณ ที่เป็นงบเงินกู้มันก็เกิดปัญหาแล้วครับ เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ท่านประธานครับ ผมเอง ไม่อยากจะให้เกิดปัญหาที่เกิดขึ้น

อีกส่วนหนึ่งฝากสุดท้ายครับ ปัญหาเรื่องการเรียน เรื่องการศึกษา การศึกษานี่เป็ นเรื่องสําคัญ ผมพูดเสมอครับว่ากระทรวงศึกษาธิการมีเป้ำหมาย ในการที่จะดูเรื่องการส่งเสริมและเป้ำหมายการศึกษาให้กับเด็ก เยาวชน เรียนฟรีตอนนี้ รัฐบาลประกาศชัดว่า ๑๕ ปี แต่มันสวนทางครับ ท่านบอกว่าเรียนฟรีแต่ท่านประธานลอง ไปถามดูครับ ทุกโรงเรียนอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนในนี้มีการพูด การจัดซื้อการอบรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เขียนไว้ แต่มันไม่พอครับ เมื่อมันไม่พอนี่ก็ไปบอกเขาบอกว่าไม่มีสิทธิ ที่จะเรียกเก็บแล้วไปประเมินคุณภาพตามไป ท้ายที่สุดโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านั้นทนไม่ได้ เพราะต้องการให้เด็กได้เรียน ได้ศึกษา ได้เพิ่มเติม ก็ไปหาวิธีการออก บางโรงเรียนเดี๋ยวนี้ พูดเลยครับบอกว่าออกใบเสร็จให้ ถ้าท่านบริจาคเราออกใบเสร็จให้ ไม่รู้ว่าสวนทาง หรือเปล่า หลายโรงเรียนกําลังทําอยู่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะไม่อย่างนั้นออกแล้วไม่มี ใบเสร็จก็จะเกิดปัญหา ทีนี้ประเด็นอุปกรณ์สื่อการเรียนต่าง ๆ ผมว่าสําคัญมากกว่า ที่รัฐบาลจะไปพูดว่าให้เครื่องแบบ ให้หนังสือ ซึ่งบางทีหนังสือหนังหาก็ไปเหมาเขา สื่อบางอย่างมันไม่ต้องการใช้แล้วเพราะมันล้าสมัยท่านก็ไปเหมาเอามาใช้ไปขนออกมา เสื้อผ้าบางทีก็ตัด เพราะไปเหมาเอามาเอาราคาที่ถูก หลวมหรือฟิต (Fit) เกินไป แต่อุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนเป็นเรื่องสําคัญท่านไม่ทําหรอกครับ ผมไม่ทราบว่า คิดอย่างไร และรวมถึงนะครับท่านประธาน ผมก็ยังมองว่าเรื่องค่านํ้า ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคท่านไปเหมาจ่ายแล้วตัดเงินลงมาทุกปี แต่ค่าเอฟที (FT) ที่ทางไฟฟ้ำเขาเรียกเก็บมันสูงขึ้น นี่มันสวนทางหมด ผมก็เลย ถามว่าสํานักงบประมาณเอากรอบวิธีการคิดอย่างไร และท้ายที่สุดก็เป็นหนี้ วันนี้ หลายโรงเรียนเป็นหนี้ ต้องไปเอาเงินบํารุงการศึกษา เงินต่าง ๆ ที่มีเหลืออยู่นี่เอามาจ่าย ค่านํ้า ค่าไฟ พูดไปแล้วหลายครั้งแล้วก็ต้องพูดอีกเพื่อที่จะให้ทางสํานักงบประมาณ ได้ทราบโดยตรง เพราะผมพูดฝากทางรัฐมนตรีไปนี่ดูเหมือนว่าค่านํ้า ค่าไฟ หรือเงินที่จะ ไปสมทบก็ยังไปไม่ถึง ก็คงฝากท่านประธานว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทางสํานักงบประมาณได้เสนอ รายงานเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าได้รับฟังแล้วสามารถปฏิบัติได้ผมว่าจะยิ่งดีกว่านี้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน