นริศ ขํานุรักษ์ อภิปรายเรื่องการฟื้นฟูสภาพป่าและการปลูกป่า และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบประเมินผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการฟื้นฟูเหมืองแร่ การถ่ายโอนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตได้ อภิปรายรายงานสรุปผลการดําเนินงานของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่จริงข้อสังเกตมีหลายข้อหลายหน้า เพียงแต่ว่าผม ขออนุญาตได้อภิปรายบางข้อเท่านั้นเอง เหตุที่ผมตั้งใจจะอภิปรายเพราะว่าข้อสังเกต เกิดขึ้นจากการกลั่นกรองในการทํางานของคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ และหากส่วนราชการจะได้นําข้อสังเกตเหล่านี้ไปทํางานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ผมคิดว่าจะ เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ นั้น ข้อสังเกตที่ผมอภิปรายอยู่ใน หน้าที่ ๑๓ ๓ ข้อด้วยกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ข้อที่ ๑ เรื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพป่าและการปลูกป่า ข้อที่ ๒ เรื่องของ การฟื้นฟูและพัฒนาเหมืองแร่เก่าซึ่งผ่านการสัมปทานแล้ว แล้วเรื่องที่ ๓ การถ่ายโอน ภารกิจการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการได้ รายงานกับสํานักงบประมาณว่าได้ดําเนินการไปตามข้อสังเกตแล้วในหน้าที่ ๖๑ แต่กระผมขออนุญาตที่จะได้อภิปรายว่าแม้ว่าส่วนราชการจะได้สร้างเครื่องมือขึ้นมา เพื่อที่จะดําเนินการให้เป็นไปตามข้อสังเกต แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงที่กระผมได้ติดตามเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิดนั้นพบว่ายังไม่สามารถที่จะทําให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของข้อสังเกต อันสําคัญของกรรมาธิการงบประมาณ กล่าวโดยการปลูกป่า ข้อสังเกตของกรรมาธิการ จะให้มีการปลูกป่าให้ครบถ้วนให้สมบูรณ์ให้มีระบบการตรวจสอบ ประเทศไทยมีพื้นที่ ๓๐๐ กว่าล้านไร่ ในวันที่กรมป่าไม้ประกาศสถาปนากรมป่าไม้โดยรัชกาลที่ ๕ วันแรก มีป่ำอยู่ถึง ๒๐๐ ล้านไร่ แล้วก็ในทางวิทยาศาสตร์บอกป่ำที่จะมีเพื่อให้ประชาชน ความเหมาะสมที่จะมีป่าต้องมี ๑๕๐ ล้านไร่ แต่ว่าขณะนี้ป่าประเทศไทยมีอยู่เพียง ๕๐ ล้านไร่เท่านั้นเอง มีอยู่เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ ๑๐๐ ล้านไร่เอามาจากไหน ๑๐๐ ล้านไร่ต้องเอามาจากการปลูกป่ำฟื้นฟูขึ้นมา ประเทศไทยปลูกป่ำกันมา ร้อยกว่าปีแล้ว ถ้าปลูกปีละไร่นี่ป่ำนนี้ครบตามจํานวนที่เราควรจะมีแล้ว แต่วันนี้ป่ำ ที่ปลูกนี่อยู่ตรงไหน หาเนื้อป่ำไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เขาบอกว่าจริง ๆ มีสัก ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ป่าที่ปลูกจํานวนมหาศาลในประเทศไทยใช้งบประมาณมากมาย มหาศาลไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนล้านไร่แล้วในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่เนื้อป่าไม่รู้อยู่ตรงไหน มีคนพูดกันบอกว่าถ้าปลูกจริง ๆ ป่านนี้ไปถึงประเทศเวียดนามแล้ว ป่านนี้ทะลุไปยัง ประเทศพม่าแล้วพื้นที่ปลูกป่า แต่ว่าวันนี้เนื้อป่าไม่รู้อยู่ตรงไหน ผมคิดว่าข้อสังเกตนี้ ยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมจึงฝากว่า ๑. ก็ขอให้มีระบบกระบวนการตรวจสอบ ป่าต้องปลูกครบทุกไร่ที่อนุมัติงบประมาณไปนี่ต้องปลูกครบทุกไร่ ต้องปลูกจํานวนครบ ทุกต้น ปีนี้อนุมัติ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ก็ต้องปลูก ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ปีนี้อนุมัติไป ๕๐ ล้านต้น ก็ต้องครบ ต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี แต่ว่าขณะนี้การปลูกป่ำไม่เป็ นเช่นนั้น การปลูกป่ำประเทศไทยยังเป็นแหล่งหาประโยชน์ของข้าราชการบางคน เป็นแหล่ง หาผลประโยชน์ของนักการเมืองบางคน ทําให้ป่าไม่มีครบตามจํานวนที่พวกเราต้องการ ผมเรียนท่านประธานว่านอกจากนั้นความไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่จําเป็นต้อง ปลูกป่า อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีแนวพระราชดําริก็คือปล่อยให้ป่ามันฟื้นฟู ขึ้นมาเอง ป่าที่ควรจะปลูกก็คือ ๑. ป่าสงวนแห่งชาติที่ทรุดโทรม ๒. ป่าแม้เป็นเขตอนุรักษ์ แต่ว่าถ้าถูกถางเมื่อเข้าไปจับกุมแล้วต้องมีการปลูกป่าฟื้นฟูขึ้นมาเท่านั้นแหละครับ นอกนั้นไม่ต้องไปปลูกป่ำ การปลูกเสริมป่ำสมบูรณ์ถือเป็ นการปิ ดบังซ่อนเร้ น หาผลประโยชน์นะครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าในข้อสังเกตก็คือยังไม่มี การตรวจสอบประเมินผลการทํางานตามข้อสังเกตของสภาผู้แทนราษฎร จึงเกิด ความล้มเหลวในข้อนี้นะครับ
อีกข้อหนึ่งท่านประธานครับ ในข้อที่ ๒.๗.๒ คือเรื่องการเร่งให้ฟื้นฟู เหมืองแร่ที่ผ่านการทําเหมืองแร่ ทั้ง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้อภิปรายไว้ในวาระที่หนึ่ง ของ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๕๒ ทั้งสิ้นครับ ท่านประธานครับ ในประเทศไทยมีพื้นที่ ที่ทําการเหมืองแร่ ผ่านการทําเหมืองแร่มามากมายครับ ทุกภาค และมากมายเฉพาะ ภาคใต้ วันที่เขาไปขออนุญาตสัมปทานทําเหมืองแร่ เหมืองแร่อยู่ในป่าสงวนเขาก็ขอ สัมปทาน เพราะว่าเขาต้องไปขอที่กรมป่าไม้ แต่ว่าเมื่อเขาทําเหมืองแร่เสร็จหมดอายุ สัมปทาน หรือยุติการดําเนินการทําเหมืองแร่โดยเงื่อนไขใด ๆ ก็ตาม ท่านประธานเชื่อไหม ครับว่าเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ที่ไปเช่าที่กรมป่ำไม้ทําแร่ ออกเอกสารสิทธิเสียเอง ในจังหวัดหลายที่ครับ ในภูเก็ตกลายเป็นของเอกชน ทั้ง ๆ ว่า เป็นเจ้าของสัมปทาน เป็นที่สวยงามกลางเกาะภูเก็ต เป็นที่สวยงามกลางเมืองใหญ่ ที่จริงที่เหล่านี้มันควรจะมาเป็นแหล่งนํ้า หลังจากสัมปทานแล้วต้องกลับมาเป็นของรัฐ ถูกไหมครับ เพราะหมดอายุสัมปทาน ควรจะมาเป็นแหล่งนํ้าดื่มนํ้าใช้สําหรับพี่น้อง ประชาชน หรือควรจะมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสําหรับพี่น้องประชาชน เป็นแหล่งประมง เป็นแหล่งอาหารหรือว่าเป็นแหล่งกีฬาทางนํ้า แต่นี่เป็ นของคนโดยเฉพาะ แล้วก็มี ขออนุญาตมีสัมปทานป่าชายเลน เมื่อไม่กี่ปีนี้ครับมีการยกเลิกสัมปทานป่าชายเลน ปรากฏว่าเจ้าของสัมปทานออกเอกสารสิทธิในสัมปทานป่าชายเลนครับ ออกเป็นโฉนดได้ ส่วนใหญ่เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ออกได้ แล้วก็ไปทํานากุ้งต่อ ส่วนที่ออกไม่ได้ขณะนี้ ท่านประธานครับมีอยู่หลายล้านไร่ทีเดียวที่กรมป่าไม้ไม่ยอมส่งมอบไปให้กับกรมใหม่ คือกรมทรัพยากรชายฝั่ง ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ขณะนี้มีป่าจํานวนเป็นล้านไร่ที่ไม่อยู่ในการ ดูแลของส่วนราชการเลย คือกรมป่าไม้ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเดิมไม่ส่งมอบไปยัง กรมใหม่ กรมทรัพยากรชายฝั่ง ทําให้เกิดการบุกรุกโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ เรื่องนี้ เป็นเรื่องสําคัญนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าผมไม่ทราบเลยครับ จนถึงขนาดนี้ผมติดตาม และได้อภิปรายเรื่องนี้ว่ามีการยึดคืนเหมืองแร่เก่ามาได้ตรงไหนบ้าง ไม่มีรายงาน ผมคิดว่าส่วนราชการยังไม่ปฏิบัติตามข้อสังเกตนี้แม้แต่นิดเดียวครับ ถ้าสมมุติว่ารัฐมนตรี จะได้ตอบ หรือผู้เกี่ยวข้องจะได้ตอบว่าเหมืองแร่เก่าตามข้อสังเกต ๒.๗.๓ มีการคืน เรียกคืนมาได้บ้างแล้ว ก็กรุณาตอบให้สภาได้รับทราบ ให้กระผมได้รับทราบ ซึ่งกระผมได้ ติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างใกล้ชิด
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒.๗.๓ คือเรื่องการถ่ายโอนงาน ด้านทรัพยากรธรรมชาติให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีต่อไปอีกนะครับว่า กรมควบคุมมลพิษไม่มีกฎหมาย ไม่สามารถที่จะสร้างระบบบําบัดนํ้าเสียและการขจัด มูลฝอยให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีกฎหมายให้กรมควบคุมมลพิษทํา ที่จริงผมคิดว่าในการอภิปรายและในข้อสังเกตถ้ามองให้ดีจะพบว่าข้อสังเกตของ พ.ร.บ. งบประมาณมุ่งที่จะให้กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ให้ความรู้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกําจัดขยะและจํากัดนํ้าเสีย เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่า เขาเหล่านั้นอาจจะไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ ไม่ใช่ว่าจะให้กรมควบคุมมลพิษไปจัดสร้างให้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในข้อสังเกตในเรื่องการกระจายอํานาจ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการก็แทบ ไม่ปฏิบัติตามข้อสังเกตของสภาผู้แทนราษฎร ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ก่อนจบ ก็คือ การป้ องกันฟื้นฟูป่า การป้ องกันรักษาป่า การฟื้นฟูป่า การป้ องกันไฟป่า ที่จริงสิ่งเหล่านี้เขียนบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นเลย แต่ว่าจนถึงขณะนี้ส่วนราชการที่รับผิดชอบในการปลูกป่า ฟื้นฟูป่า ป้ องกันรักษาป่า และดูแลเรื่องไฟป่าไม่เคยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมตามข้อสังเกต และตามรัฐธรรมนูญแม้แต่นิดเดียวครับ ผมถามท่านประธานว่ามีหน่วยงานไหนได้จ้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปลูกป่าแทนรัฐ ไม่มีครับ ไม่มีกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ำและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไปจ้างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการป้ องกันรักษาป่า ไม่มีครับ เรื่องไฟป่าเป็นภารกิจที่ง่ายก็ไม่เคยจ้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาก็มีศักยภาพ และผมก็มั่นใจว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ป่าเหล่านั้นไว้ได้ เพราะว่าเขาเป็นเจ้าของ เขาเป็นผู้ใกล้ชิดนี่มันผิดหลักการอนุรักษ์ หลักการอนุรักษ์ก็คือ เราอนุรักษ์ไว้ ไม่ใช่เพียงไว้แต่ว่าให้มากเราต้องอนุรักษ์เอาไว้เพื่อให้ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์ เมื่อเจตนารมณ์การอนุรักษ์ไว้ให้ประชาชนได้ประโยชน์คนที่มีหน้าที่ ในการอนุรักษ์มากที่สุดก็คือเจ้าของ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรจะมีบทบาท ที่ควรจะเป็นหลักในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มอบให้เขาสิครับ เพราะว่าการดูแล รักษาป่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาที่มีการสถาปนากรม จนถึงขณะนี้ป่าหายไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเรียนตัวเลขตั้งแต่ต้น ถ้าวิธีการดูแลรักษาป่า ป้ องกันป่า บริหารจัดการกับป่าไม้ แบบปัจจุบันเหลือเวลาอีก ๕๐ ปีเท่านั้นเองประเทศไทยจะไม่มีต้นไม้เหลือแม้แต่ต้นเดียว
ทีนี้เราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการ รัฐธรรมนูญก็ให้โอกาสว่าให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทได้ ข้อสังเกตของกรรมาธิการงบประมาณก็บอกให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามารับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แต่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงแล้วก็ที่รายงานเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิ่งนี้ครับ ผมจึง กราบเรียนท่านประธานว่าทั้ง ๓ ข้อที่ผมได้อภิปราย ๑. เรื่องการฟื้นฟูป่า ๒. เรื่องการ เข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่ผ่านการทําเหมืองแร่ และ ๓. เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกระจายอํานาจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินั้น หน่วยงานราชการได้ทํา ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๒ ได้น้อยมากครับ สมควรแก่ทางสภาผู้แทนราษฎรจะได้ติดตามคาดคั้นต่อไปครับ ท่านประธาน กราบขอบคุณครับ