กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องหลักเกณฑ์การเข้าสู่ระบบของรัฐบาล โดยเสนอให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องเป็นข้าราชการ และรายได้ของผู้ค้ำประกันต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของหนี้ที่มาค้ำประกัน นอกจากนี้ยังพูดถึงการสนับสนุนจากภาครัฐต่อธนาคารออมสินในการดำเนินโครงการธนาคารชุมชนเพื่อดูแลลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงกลไกของธนาคารพาณิชย์ได้ และเสนอแนวคิดในการโอนหนี้เข้ามาในรูปของวงเงินเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ชัด ๆ ก่อนครับ ในเรื่องของหลักเกณฑ์การเข้าสู่ระบบของรัฐบาล
อันดับแรก เรื่องของการมีผู้คํ้าประกัน ชัดเจนว่าไม่จําเป็นที่จะต้องเป็น ข้าราชการ ผมเห็นด้วยกับท่านเรื่องหลักประกันไม่ต้องมีอยู่แล้ว เรื่องของผู้คํ้าประกันเป็น ใครก็ได้ขอให้รายได้ของผู้คํ้าประกันนั้นไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของหนี้ที่มาคํ้าประกัน พูดง่าย ๆ สมมุติว่ามีหนี้ ๒๐,๐๐๐ บาท รายได้ของผู้คํ้าประกันต้องไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาแต่อย่างใดสําหรับผู้คํ้าประกันที่มี อาชีพหรือมีช่องทางทํามาหากินปกติ นั่นคือชั้นแรก ผมจะขอเรียนว่า จากประสบการณ์ เท่าที่ผ่านมาในส่วนของพี่น้องที่เป็ นเกษตรกรขึ้นอยู่กับทาง ธ.ก.ส. นั้น สัดส่วน ความสามารถในการที่จะแก้ไขปัญหาอยู่ในระดับสัดส่วนที่สูงมาก คือพูดง่าย ๆ ๑๐๐ คน ที่เรียกเข้ามาเจรจาตอนนี้ประสบความสําเร็จไปประมาณร้อยละ ๙๐ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วน ที่สูงกว่าที่ผมเองคาดการณ์ไว้
ในส่วนของธนาคารออมสิน เนื่องจากธนาคารออมสินดูแลพี่น้องประชาชน ในอําเภอเมือง ในจังหวัดใหญ่ สัดส่วนความสําเร็จ ณ วันนี้ยังน้อยกว่า ยังมีสัดส่วน บางส่วนที่รอบแรกแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือยังคุยกันไม่จบ อาจจะสะดุดประเด็นปั ญหา เรื่องของความร่วมมือของเจ้าหนี้ตามที่ท่านได้กล่าวถึง เรื่องของผู้คํ้าประกันยังไม่ได้มี มาให้พร้อมเพรียง แต่แม้แต่ในส่วนนี้เราก็เชื่อว่าหลังจากที่มีการพูดคุยทําความเข้าใจกัน แล้วก็น่าจะแก้ไขปัญหาได้ในสัดส่วนที่มากกว่า อันนี้ก็คือประเด็นที่ผมอยากที่จะเรียน คือพูดง่าย ๆ ประชาชนส่วนนี้จะกลายเป็นลูกค้าของธนาคาร เพราะฉะนั้นเขาก็มี ความระมัดระวังว่าลูกหนี้นี้เป็นลูกหนี้จริงไม่ได้มีการรายงานเท็จ จากการสอบถามเขาก็ ค่อนข้างสบายใจต่อปริมาณหนี้ที่มีการลงทะเบียน และคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาสําหรับ เขาแต่อย่างใด ผมก็ขออนุญาตเรียนว่า โครงการนี้ไม่ได้ใช้เม็ดเงินงบประมาณเลย เป็นการทําธุรกิจตามปกติของธนาคารของรัฐที่มีหน้าที่ที่จะดูแลพี่น้องประชาชน ที่ไม่สามารถเข้าถึงกลไกของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว ส่วนพูดถึงความต้องการ ของประชาชนในอนาคตว่าโอเค (OK) ได้รับการโอนหนี้รอบนี้ไปแล้ว อนาคตต้องการเงิน มีความจําเป็นเร่งด่วน ลูกป่วย ลูกเข้าเรียน มีความจําเป็นต้องใช้เงินด่วนทําอย่างไร ขอเรียนว่า แนวคิดของรัฐบาลก็คือการโอนหนี้เข้ามาจะโอนเข้ามาในรูปของวงเงิน หมายความว่าถ้ามีหนี้ ๕๐,๐๐๐ บาท โอนเข้ามาสู่ระบบธนาคาร ๕๐,๐๐๐ บาท วงเงินของท่านผู้นั้นคือ ๕๐,๐๐๐ บาท เวลาผ่านไปท่านชําระต้น ชําระดอกหนี้เหลือ ๔๐,๐๐๐ บาท อีก ๑๐,๐๐๐ บาทท่านเบิกได้เลยเป็นวงเงินของท่าน ถ้าท่านเป็นลูกหนี้ที่ดี เวลาผ่านไป ๖ เดือน ๑ ปี ธนาคารก็จะพิจารณาเพิ่มวงเงินให้ท่านอีก ซึ่งตรงนี้ก็คือ คําตอบว่าในอนาคตจะเข้าถึงแหล่งเงินได้อย่างไร เมื่อเข้ามาสู่ระบบแล้วเราต้องรักษา ให้อยู่ในระบบตลอดไป ธนาคาร ธ.ก.ส. ก็จะออกโครงการธนาคารชุมชนสอดคล้องกับ ธนาคารประชาชนของธนาคารออมสินเพื่อดูแลลูกค้าที่เราเรียกว่า ไมโคร ไฟแนนซ์ (Micro Finance) ลูกค้าระดับรากหญ้าให้ทั่วถึงในรูปแบบลักษณะเดียวกันกับที่เขาได้รับ การดูแลจากเจ้าหนี้นอกระบบ ณ ปัจจุบัน ธนาคารแห่งชาติกับกระทรวงการคลังรู้ดีว่า พี่น้องประชาชนคนไทยอย่างน้อยประมาณอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถ ได้รับบริการจากสถาบันการเงินได้ เราจึงต้องจัดระบบการเงินเพื่อชาวรากหญ้าขึ้นมา โดยเฉพาะ
สุดท้ายผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้นอกจากไม่ใช่เป็นเรื่อง เพียงแค่ของกระทรวงการคลังเท่านั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลเท่านั้นด้วยซํ้าไปอีก ต่างหาก เป็นเรื่องของพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ คน ผมต้องขออนุญาต เรียนว่า ตั้งแต่วันแรกที่ได้มีการประกาศเจตนาตั้งใจของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยแก้ไข ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ผมได้รับคําแนะนําจากเพื่อนสมาชิกจากทุกพรรค ผมขออนุญาตเอ่ยนามเป็นตัวอย่างนะครับ ท่านชาดา ส.ส. พรรคชาติไทย เป็นท่านที่มี ความรู้ในเรื่องนี้ท่านมาจากจังหวัดอุทัยธานี ผมเข้ามาผมเพิ่งรู้ว่าจังหวัดอุทัยธานีมีเจ้าหนี้ นอกระบบเยอะมากเลยครับ ผมก็ไม่ทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ท่านก็ให้คําแนะนําผม อย่างดี ผมเดินทางไปลงพื้นที่ที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ได้รับคําแนะนําจากทาง ส.ส. พรรคเพื่อไทย ท่านชวลิตก็ให้คําแนะนําผมไปตลอดทาง นอกจากนั้นลงพื้นที่ เพื่อเป็นพยานต่อการโอนหนี้ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดพื้นที่ของเขาด้วยพร้อม ๆ กัน กับ ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดยโสธรจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราทําร่วมกัน แล้วก็มั่นใจได้ในส่วนของพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการอภิปรายในครั้งนี้ว่า รัฐบาลและผู้แทนทุก ๆ คนของท่านเอาจริงกับการแก้ไข ปัญหาหนี้ แล้วเราเชื่อว่าเมื่อพี่น้องประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้ผสมกับเรื่องของ การดูแลเรื่องรายได้ และเรื่องของค่าครองชีพแล้วเศรษฐกิจโดยรวมจะต้องดีขึ้นแน่นอน และเศรษฐกิจจะมั่นคงได้พี่น้องประชาชนต้องแข็งแกร่งครับ ขอบคุณครับ