สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

บรรพต ต้นธีรวงศ์ เสนอการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ โดยเน้นย้ำความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากกว่าสุขภาพ และเรียกร้องให้กำหนดขอบเขตของคําว่าสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนของคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุขภาพไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการดำเนินการเพื่อสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านประธานครับ โดยภาพรวมแล้วผมสนับสนุนในหลักการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... นะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายในขั้นรับหลักการเพื่อจะเปึนข้อมูลที่จะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้นําไปพิจารณานะครับ ในความเห็นโดยรวมของผมมี ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของช่องว่างในอดีต

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าการป่ดช่องว่างโดยมีองค์การอิสระชุดนี้ขึ้นมา

ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าจะป่ดช่องว่างอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ผมคงต้องชื่นชมรัฐบาลที่เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาครับ เพราะว่ามันเปึนการป่ดช่องว่างในอดีต ถึงแม้ว่าหลายท่านจะบอกว่าช้าไปนะครับ แต่ก็ ยังดีกว่ามันล่าช้าออกไปเรื่อย ๆ นะครับ เพราะว่าในอดีตนั้นเรามีช่องว่างที่ว่า เราไม่มีองค์การที่เปึนอิสระที่อาจจะเปึนความคิดเห็นของสังคมนะครับ ในการที่จะ ร่วมวินิจฉัยว่า โครงการหรือกิจกรรมนั้นมันส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพอย่างไรบ้าง เราขาดองคาพยพส่วนนี้ เมื่อมีองค์การอิสระนี้ขึ้นมา ผมคิดว่า ก็คงจะสามารถจะตั้งความหวังได้ว่าจะป่ดช่องว่างตรงนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามในการป่ดช่องว่าง ส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการขององค์การอิสระอันนี้มีที่มาที่ไปที่จะได้คณะกรรมการ ที่เปึนที่ยอมรับ มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และดําเนินการได้อย่างโปร่งใส มากน้อยแค่ไหน ผมอยากจะเรียนในเรื่องขององค์ประกอบของคณะกรรมการองค์การอิสระชุดนี้ สักเล็กน้อยนะครับ

ประเด็นที่ ๑ จะให้ความสําคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าทางด้านสุขภาพค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเจนนะครับ จะเห็นได้ว่าในส่วนของ การกําหนดว่า สุขภาพมีคําจํากัดความว่าอย่างไร ดูเหมือนว่าจะไม่มีคําจํากัดความ ของคําว่า สุขภาพ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เลยนะครับ จริง ๆ แล้วคําว่าสุขภาพ จะต้องตกลงให้แน่ชัดว่ามันมีขอบเขตแค่ไหนครับ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าตามคํานิยาม ขององค์การที่เปึนที่ยอมรับก็คือองค์การอนามัยโลก หมายถึงว่าความสมบูรณ์ในมิติ ของคนใน ๔ มิติด้วยกันก็คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณหรือปัญญา เพราะฉะนั้น โครงการหรือกิจกรรมที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมันจะมี ความจําเปึนนะครับว่าจะต้องกําหนดขอบเขตของคําว่า สิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ มากน้อยแค่ไหน ดูเหมือนว่าทางด้านสิ่งแวดล้อมอาจจะไม่มีปัญหา แต่ทางด้านสุขภาพนั้น ดูเหมือนจะขาดความชัดเจนตรงนี้นะครับ เพราะว่าสุขภาพนั้นไม่ใช่เพียงแต่ปราศจากโรค เท่านั้น แต่มันครอบคลุมถึงเรื่องของสังคมจิตใจแล้วก็จิตวิญญาณด้วย จะเอาขอบเขตกัน แค่ไหนครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่าสัดส่วนไม่ค่อยจะชัดเจนในการให้ความสําคัญ กับทางด้านสุขภาพเท่าไร เราก็จะเห็นว่าสัดส่วนของคณะกรรมการชุดนี้ในเรื่องของ สุขภาพนั้น ดู ๆ แล้วจะมีแค่ ๔ ท่านเท่านั้นเองจาก ๓๐ ท่าน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ทราบว่า มันจะครอบคลุมในเรื่องของความเชี่ยวชาญประสบการณ์ของคนที่มีความคิดความเห็น เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมากน้อยแค่ไหนและเพียงพอหรือไม่ อันนี้คือประเด็นที่อยากจะฝากให้ คณะกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณานะครับ

ประเด็นที่ ๓ คือเกี่ยวกับเรื่องของการที่เราจะป่ดช่องว่างให้มันมี ประสิทธิภาพนะครับ ถ้าเราดูเรื่องของอํานาจหน้าที่ของกรรมการชุดนี้ครับ ก็เพียงแต่ว่า ให้ความเห็นประกอบโครงการที่อาจจะก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงนะครับ ตรงนี้ครับ ผมก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านว่าเพียงแต่ เสนอความคิดเห็นเท่านั้นหรือ ถ้าองค์กรหรือเจ้าพนักงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับความเห็นไปแล้วละเลย หรือไม่ให้ความสําคัญจะทําอย่างไรครับ ในร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ว่า ถ้าเปึนโครงการ กิจกรรมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาครัฐ หรือว่าภาครัฐร่วมกับเอกชนก็จะส่งให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ที่มีอํานาจรับไปพิจารณาดําเนินการ แค่นี้มีหลักประกันอย่างไรว่าพนักงาน เจ้าหน้าที่ภาครัฐผู้มีอํานาจนั้นเขาจะปฏิบัติตามคําแนะนําขององค์การอิสระนี้มากน้อย แค่ไหน อีกทั้งก็ไม่มีระบบการที่ว่าจะให้คณะกรรมการองค์การอิสระนี้ได้ติดตามผล การดําเนินการแต่ประการใดเลย ไม่มีมาตราใดระบุไว้เช่นนั้นเลย จึงเปึนห่วงในส่วนที่ว่า จะนําผลของการให้ความคิดเห็น ผลของการศึกษานี้เอาไปใช้ครับ

ประเด็นที่ ๔ เปึนห่วงในเรื่องของการทํางานของคณะกรรมการองค์การอิสระนี้ด้วย ในแง่ที่ว่าเมื่อทํางานแล้วท่านจะใช้การมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่ หรือนักวิชาการ ในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าหากว่าการมีส่วนร่วมไม่ทั่วถึง แน่นอนครับถึงแม้ว่า ท่านจะเปึนความคิดเห็นที่ ๓ ก็อาจจะไม่เปึนประโยชน์ในการที่จะทําให้เกิดความเข้าใจ ในการดําเนินโครงการกิจกรรมที่อาจจะเปึนอันตราย หรือว่าไม่เปึนอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพได้ ซึ่งมันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรในการที่มีองค์การที่จะเสนอความเห็นที่ ๓ นี้ ให้กับระบบที่เกี่ยวข้องตรงนี้ต่อไป อาทิเช่นในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เปึนต้น ในเรื่องของการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็ก ซึ่งถึงแม้จะไม่มีองค์การอิสระนี้ชาวบ้าน เขาก็ดูแลกันเอง จนให้ความเห็นว่าจําเปึนจะต้องเสนอรัฐที่จะระงับการก่อสร้างโครงการ ที่ไม่แน่ใจเช่นนี้ก่อน ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า ถ้ามีองค์การอิสระแล้วจะรับฟัง ความคิดเห็นชาวบ้านมาประกอบในการที่เสนอความคิดเห็นได้ดีมากน้อยแค่ไหน หรือที่อําเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปัญหาเรื่องฝุ์นจากมันสําปะหลัง เพราะว่ามันสําปะหลังจากทางทิศเหนือหรือทิศอื่น ๆ ก็จะมารวมกันที่จะขึ้นเรือใหญ่ เพื่อจะนําไปส่งสู่ท้องทะเลที่เกาะสีชังออกไปสู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นฝุ์นละออง ก็จะเปึนปัญหาที่อําเภอนครหลวงไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว แต่บัดนี้ปัญหานั้นก็คาราคาซัง ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างนี้ครับ องค์การอิสระนี้จะมีบทบาทอย่างไร สิ่งที่ผมเข้าใจนั้น หรือหลาย ๆ ท่านเข้าใจจะมุ่งเน้นไปสู่เรื่องของในบริเวณอุตสาหกรรมหนัก เช่น มาบตาพุด แหลมฉบัง อย่างนี้เปึนต้น แล้วในพื้นที่อื่นมีตรงไหนที่ว่าจะครอบคลุม ในพื้นที่อื่นทั่วประเทศไทยที่อาจจะมีปัญหาตรงนี้บ้าง แล้วแม้แต่เรื่องของโรงงานไฟฟัา ที่จะสร้างกันใหม่ ๆ นี้

ประเด็นสุดท้ายครับ ผมมีความเปึนห่วงครับว่าการที่จะป่ดช่องว่างในอดีต แล้วให้การดําเนินการขององค์การอิสระเปึนประโยชน์ต่อส่วนรวมจริง ๆ เราจะทําอย่างไร ที่จะทําให้เรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลอย่างจริงจังต่อประชาชน ประเด็นที่ ๒ จะมีการพิจารณาอย่างโปร่งใส ประเด็นที่ ๓ ผู้ประกอบการหรือระบบเศรษฐกิจ ก็สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ๓ อย่างนี้จะทําอย่างไรที่จะให้เกิดความสมดุล แน่นอนครับ คงจะต้องมีกระบวนการ วิธีการ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น ในการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ อันนี้ก็เปึนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากต่อ คณะกรรมาธิการว่าเราจะทําให้เกิดระบบเหล่านี้ได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ