สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเลือกกรรมการที่อิสระจริง ๆ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล และเรียกร้องการความชัดเจนในการเลือกกรรมการองค์การอิสระ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมเอง ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งจะคิดได้ว่าควรจะเสนอกฎหมาย องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ผมขอบคุณที่ท่านเพิ่งจะคิดได้นะครับ มันช้ามากท่านประธาน ท่านประธานคงจําได้ ๗๖ โครงการที่มาบตาพุดถูกให้ระงับกิจการหรือระงับการดําเนินงานนั้น มันตั้งแต่ป้ ๒๕๕๒ ท่านประธานดูสิครับ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอกฎหมายฉบับนี้ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรช้าไหมครับ ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนับเปึนจํานวนเงินมหาศาล ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นได้ชัด โรงแยกแก๊สธรรมชาติของการป่โตรเลียม แห่งประเทศไทย โรงแยกแก๊สที่ ๖ ที่ถูกศาลปกครองระงับการดําเนินกิจการ ทั้ง ๆ ที่ โรงแยกแก๊สที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ก็อยู่ในบริเวณจังหวัดระยองนั่นแหละครับ สามารถดําเนินกิจการได้ แต่พอมีการร้องเรียน ไปร้องศาลปกครองขึ้นมาก็ทําให้ โรงแยกแก๊สที่ ๖ ซึ่งไม่ได้ทําหน้าที่อะไรที่แตกต่างไปจากโรงแยกแก๊สที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ เลยต้องถูกระงับ ทําให้ประเทศไทยต้องนําเข้าแก๊สธรรมชาติ และที่สําคัญที่สุด พอเรานําเข้าแก๊สธรรมชาติมา เราซื้อในราคาที่แพง เพราะรัฐบาลเอาเงินไปอุดหนุนทําให้ พี่น้องประชาชนคนไทยในประเทศใช้แก๊สหุงต้มหรือแก๊สรถยนต์ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด ถามว่าอันนี้เสียหายไหมครับ ถ้าโรงแยกแก๊สที่ ๖ ไม่ถูกระงับ ผมเชื่อว่าเราไม่ต้องนําเข้าแก๊ส เราสามารถประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนได้เปึนจํานวนมาก นี่แหละครับคือ ความผิดพลาด รัฐบาลก็รู้อยู่แล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ท่านเห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็รู้อยู่แล้วว่ามาตรา ๖๗ วรรคสองจะต้องมีองค์กรอิสระภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แหละครับ ที่พวกเพื่อนผมบอกว่าเปึนรัฐธรรมนูญโจร ต้องรีบดําเนินการ ให้มีองค์กรอิสระ เอาละครับถึงแม้จะช้าไป แต่อย่างน้อยวันนี้เราก็มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อที่จะให้มีองค์กรอิสระขึ้นมา ท่านประธานวันนี้องค์กรอิสระในประเทศไทย มีหลายองค์กรเหลือเกิน แต่ละองค์กรจะมีผู้มีความรู้ เปึนผู้อาวุโสมีญาติพี่น้องเยอะแยะ ทุกองค์กรอิสระที่เราตั้งขึ้นมา โดยสภาผู้แทนราษฎรโดยรัฐสภาจะถูกครหามาตลอดว่าไม่มีความโปร่งใส เล่นพรรคเล่นพวก เอาใจพรรคพวก ปฏิบัติหน้าที่จะอิสระจริงหรือไม่ ไม่สามารถจะบรรยายได้ท่านประธาน แต่รู้ ๆ กันว่ามีการวิ่งเต้นได้ทั้งนั้น แม้จากองค์กรอิสระคลื่นความถี่ องค์กรอิสระด้านศาล องค์กรอิสระด้านการเลือกตั้ง วิ่งเต้นกันได้หมด ถามว่าเราตั้งขึ้นมาแล้วเราจะได้รับประโยชน์ จริงหรือไม่ เราจะได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาวิเคราะห์ผลกระทบในด้านต่าง ๆ กับพี่น้องประชาชน กับประเทศชาติได้จริงหรือไม่ อันนี้เปึนคําถามที่ต้องฝากกันไว้ละครับ ท่านประธาน

ท่านมาดูมาตรา ๕ เรื่ององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่กําหนดเขียนไว้ว่า จะต้องมิใช่องค์กรเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใด ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้เข้าใจว่าองค์กรนี้ต้องอิสระจริง ๆ เพราะว่าพูดถึงสิ่งแวดล้อม ถ้ามีบริษัทโรงงานใหญ่ ๆ กิจการใหญ่ ๆ มาทําความเสียหาย ต่อสภาพแวดล้อม ต่อสุขภาพ แล้วมีการวิ่งเต้นเหมือนอย่างที่ประธานรู้ดีนะครับ เมื่อก่อนนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรม เปึนผู้ดูแลสิ่งเหล่านี้ ผมได้ยินมาโดยตลอดว่า มีการวิ่งเต้นเอาเงินใต้โต๊ะไปให้รัฐมนตรีบ้าง ไปให้อธิบดีบ้าง ไปให้ปลัดกระทรวงบ้าง การอนุมัติโครงการต่าง ๆ ถึงได้สร้างความเดือดร้อน สร้างมลพิษมลภาวะทําให้น้ํา ในแม่น้ําลําคลองเสียหาย ความดูแลรับผิดชอบไม่ได้มีเลย เอาแต่ผลประโยชน์ เอาแต่กําไร

ท่านประธาน พอมาดูมาตรา ๖ วันนี้ผมตั้งใจที่จะอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจ ให้กับตนเองแล้วก็จะได้นําเสนอต่อสภาแห่งนี้ เผื่อว่าคณะกรรมาธิการไปพิจารณา จะได้เห็นประเด็นที่ผมมีข้อสังเกตที่จะฝากไปถึงคณะกรรมาธิการ ท่านประธานดูนะครับ มาตรา ๖ พูดถึงคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ กําหนดไว้ในนี้ว่าจะต้องมี ๑๓ คน มีประธานกรรมการ ๑ คน โดยเลือกมาจาก ผู้แทนจากองค์กรเอกชนหรือเลือกกันมาจากผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ประธานกรรมการ เลือกมาจาก ๒ กลุ่มนี้ โดยกลุ่มแรกผู้แทนองค์กรเอกชนจํานวน ๖ คน มาจากด้าน สิ่งแวดล้อม ๔ คน ด้านสุขภาพ ๒ คน กรรมการที่มาจากสถาบันอุดมศึกษา มาจากด้าน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านสุขภาพ ด้านละ ๒ คน ประธานกรรมการบอกว่า เอามาจาก (๒) และ (๓) ผมดูใน (๒) ก็มี ๖ คน (๓) ก็มี ๖ คน บวกกันแล้วก็มี ๑๒ คน แล้วเลือกประธานไปจาก ๑ คน มันจะเปึน ๑๓ คนได้อย่างไร แปลกแต่จริง ท่านประธาน ผมก็ดูตัวเลขไม่เข้าใจ

มาตรา ๖ (๑) เขียนว่า ประธานกรรมการซึ่งกรรมการตาม (๒) และ (๓) เลือกกันเอง เลือกจากกลุ่มที่ตัวเองเลือกขึ้นมาหรืออย่างไร ฝากไว้นะครับเขียนให้ชัดเจนหน่อย อ่านกฎหมายแล้วต้องไปตีความอีกเดี๋ยวก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน ผมฝากข้อนี้ไปถึง คณะกรรมาธิการนะครับ เดี๋ยวใครขึ้นไปกรรมาธิการก็หยิบเรื่องนี้ไปดูหน่อยเอาให้ชัดเจน เขียนภาษาไทยอย่าให้ต้องแปลไทยเปึนไทย

มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการจัดการคัดเลือก จํานวนสิบสี่คน คือคณะกรรมการ จัดการคัดเลือกจะไปเลือกคณะองค์การอิสระใช่ไหมครับ ก็มาจากผู้แทนภาคเอกชนอีกแล้ว ด้านสิ่งแวดล้อมจํานวน ๓ คน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และด้านสุขภาพด้านละ ๑ คน ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาเลือกกันเองให้ได้จํานวน ๓ คน แล้วก็มีผู้แทนจากกระทรวงพลังงาน ๑ คน กระทรวงมหาดไทย ๑ คน กระทรวงสาธารณสุข ๑ คน กระทรวงอุตสาหกรรม ๑ คน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจํานวน ๑ คน แต่ผมก็มีคําถามอีกว่า ผู้แทนองค์กรเอกชน ๓ คนที่เปึนคณะกรรมการจัดการคัดเลือกนี่ตัวเองจะเปึนกรรมการ องค์การอิสระได้หรือไม่ ไม่ได้พูดชัดเจนนะครับ คือจะเลือกตัวเองไปนั่งเปึนคณะกรรมการ องค์การอิสระได้หรือไม่