จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๗ โดยเสนอให้ทั้งสองสภาก่อตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาทั้งร่างพระราชบัญญัติ ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่แตกต่าง พร้อมทั้งชี้แจงข้อขัดแย้งระหว่างมาตรา ๒๗๒ กับมาตรา ๒๘/๒ ในร่างกฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๖ เนื่องจากเปิดกว้างเกินไป จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ชี้ว่าการพิจารณาในประชุมครั้งที่ 3 และ 4 ขัดต่อข้อบังคับการประชุมเนื่องจากจำนวนสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม จึงเรียกร้องให้ตรวจสอบบันทึกเสียงและรายงานชวเลขเพื่อพิสูจน์ความชัดเจนในการดำเนินการต่อไป
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะกรรมาธิการร่วมกันในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ สาเหตุที่ผมได้ทําหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภาก็ด้วยเหตุที่ว่าร่างพระราชบัญญัติ เปึนร่างพระราชบัญญัติที่มีความสําคัญ องค์กรอิสระแห่งนี้เปึนองค์กรที่มีความสําคัญ เปึนอย่างยิ่ง อย่างที่พวกเราได้เห็นกันนะครับว่ามีปลัดกระทรวงการคลัง มีท่านผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติที่มีการตัดสินแล้วท่านต้องออกจากตําแหน่งโดยทันทีนะครับ ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมไม่ได้บอกว่าการตัดสินนั้นถูกหรือผิด เพียงแต่เน้นย้ํา ให้เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสําคัญจริง ๆ ดังนั้นพวกเราควรที่จะได้รับ การพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด สง่างามที่สุดนะครับ เพราะว่าในอนาคต ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องบังคับใช้เปึนการทั่วไป และมีผลกระทบในวงกว้าง
ประเด็นที่ ๑ ที่ผมทําหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภา ก็เนื่องจากว่า ตามมาตรา ๑๔๗ ของรัฐธรรมนูญได้เขียนว่า ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม (๓) ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติ ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับ การแก้ไขเพิ่มเติม ให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ แต่ถ้าเปึนกรณีอื่นให้แต่ละสภา ตั้งบุคคลซึ่งเปึนหรือมิได้เปึนสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจํานวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎร กําหนดประกอบเปึนคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างนั้น และให้คณะกรรมาธิการ ร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ต่อสภาทั้งสอง ขั้นตอนที่พวกเรากําลังทําอยู่ตอนนี้คือขั้นตอนนี้นะครับ ถ้าสภาทั้งสอง เห็นชอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นก็ให้ดําเนินการต่อไปตามมาตรา๑๕๐ แต่ถ้า ไม่เห็นชอบด้วยก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นไว้ก่อน ผมขออนุญาตนะครับว่า ประกอบเปึนคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างนั้น รัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่า พิจารณาร่างนั้น มิได้บอกว่าให้พิจารณาเฉพาะส่วนที่มีการแก้ไขหรือส่วนที่มีการต่างกันเท่านั้น ดังนั้นในการพิจารณาจึงต้องเปึนการพิจารณาทั้งร่าง แต่ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการร่วมกัน เห็นว่ามาตรา ๑ ถึงมาตรา ๒๐ ไม่ต้องแก้ไขก็ไม่ต้องแก้ไข ก็บันทึกไว้ว่าไม่ต้องแก้ไข แต่มีความจําเปึนต้องพิจารณาทั้งร่าง เปึนประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ เปึนเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในการประชุมชั้นกรรมาธิการ ในวันนั้นเปึนการประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมมีบันทึก การประชุมอยู่ทั้งหมด คณะกรรมาธิการนี้ประชุมทั้งสิ้น ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๔ ผมยังไม่ได้รับ บันทึกการประชุมครับ กําลังรออยู่ ส่วนครั้งที่ ๓ บันทึกไว้อยู่ในหน้า ๗ จะมีความเห็น ของท่านประยุทธ์ ท่านได้มีการกําหนดประเด็นว่าจะแก้ไขในบางส่วน ตอนนั้นท่านประยุทธ์ ก็ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมนะครับ ผมก็ได้พิจารณาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ขออนุญาต ท่านประธานเป่ดครับ มาตรา ๒๗๒ ในวรรคห้าเขียนว่า ในกรณีที่อัยการสูงสุดเห็นว่า รายงาน เอกสาร และความเห็นที่คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่งให้ตามวรรคสี่ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดําเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุดแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบเพื่อดําเนินการต่อไป โดยให้ระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณีนี้ให้คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและอัยการสูงสุด ตั้งคณะทํางานขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนแต่ละฝ์ายจํานวนเท่ากันเพื่อดําเนินการรวบรวม พยานหลักฐานให้สมบูรณ์ แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟัองคดีต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมการ ดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดําเนินการฟัองคดีได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แห่งชาติ มีอํานาจฟัองคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟัองคดีเองก็ได้ อันนี้คือข้อความที่กําหนด ในรัฐธรรมนูญนะครับ ในขณะที่ร่างที่ประสงค์จะมีการแก้ไขกันนะครับ มาตรา ๒๘/๒ ขออนุญาตครับ ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมายอื่น ประโยคแรกก็มีปัญหาแล้ว ท่านประธานครับ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ บอกว่ากรณีเดียวเท่านั้นที่จะเกิดกรณีอย่างนี้ก็คือกรณีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคสี่ หรือกรณีมาตรา ๒๗๕ มาตรา ๒๗๒ วรรคสี่ ท่านประธานครับ จะเปึนเรื่องของการถอดถอน ออกจากตําแหน่ง ขณะที่มาตรา ๒๗๕ เปึนเรื่องการดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ท่านประธานครับ เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ให้ใช้เฉพาะ ๒ กรณีเท่านั้น แต่มาตรา ๒๘/๒ บอกว่าในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่น บัญญัติก็หมายความว่าถ้าหากมี พ.ร.บ. อะไรก็แล้วแต่ไปบัญญัติให้มีอํานาจก็มีอํานาจ ก็ถือว่าเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกําหนด เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าทําได้เฉพาะกรณีมาตรา ๒๗๒ กับมาตรา ๒๗๕ คือการถอดถอนออกจากตําแหน่งกับการดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเท่านั้น แต่การบัญญัติอย่างนี้ในประโยคแรกก็มีปัญหานะครับ
หลังจากนั้นต่อไปคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือประธานกรรมการท่านก็จะ สังเกตเห็นว่ามีการระบุให้อํานาจประธานกรรมการด้วย ขณะที่มาตรา ๒๗๒ ถ้าเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติมีรัฐธรรมนูญอยู่ในมือท่านเป่ดดูไว้มาตรา ๒๗๒ ไม่มีที่แห่งใดเลยจะพูดถึง ตําแหน่งประธานกรรมการว่ามีอํานาจเช่นนั้นอยู่ครับ อํานาจนี้เปึนอํานาจเฉพาะของ คณะกรรมการ จึงเปึนประเด็นที่ผมต้องทักท้วงต่อที่ประชุมของกรรมาธิการร่วมกันในขณะนั้น ต้องยื่นคําร้องต่อศาลหรือมีอํานาจฟัองคดีเอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือประธานกรรมการ แล้วแต่กรณีจะพิจารณามอบหมายให้พนักงานไต่สวนซึ่งมีคุณวุฒิการศึกษา มีการพูดถึง การพิจารณามอบหมายให้พนักงานไต่สวน ซึ่งประเด็นนี้ก็เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่มีปัญหา ท่านประธานครับ เพราะถ้าหากว่าท่านประธานได้ตรวจสอบรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งก็จะ เห็นว่ากรณีดังกล่าวให้ทําได้ ๒ อย่างเท่านั้นเอง
ประเด็นที่ ๑ ก็คือให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟัองคดีเอง เปึนอํานาจเฉพาะตัว ไม่สามารถมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือผู้หนึ่งผู้ใดไปรับอํานาจไปฟัองแทนได้ เปึนประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ทําได้ก็คือแต่งตั้งทนายความให้ฟัองคดีเอง ไม่ได้มีบอกว่าจะให้พนักงานไต่สวนไปฟัองคดีแทนได้ แล้วก็ว่าความได้ ดังนั้นจึงเปึนประเด็น ที่มีปัญหาในเรื่องของการเขียนเกินเลยกว่ารัฐธรรมนูญหรือขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ระบุชัดเจนว่า พระราชบัญญัติ หรือกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ถ้าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถที่จะบังคับใช้ได้นะครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นทําไมเราไม่ปล่อยให้ผ่านชั้นนิติบัญญัติก่อน แล้วไปปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนพิจารณาวินิจฉัยเอง แต่ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ เราเปึนฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ รับเงินเดือนจากประชาชนเพื่อที่จะบัญญัติกฎหมาย จึงมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนโดยทั่วไปที่จะบัญญัติกฎหมายด้วยความรอบคอบอย่างที่สุด เพื่อให้เปึนไป ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นด้วยเหตุแห่งผลทางวิชาการโดยแท้ไม่มีอคติหรือมีฉันทาคติต่อผู้ใด ผมจึงต้องทักท้วงต่อที่ประชุมในขณะนั้น ซึ่งถ้าหากท่านประธานทราบนะครับ การประชุม ในครั้งที่ ๔ ผมก็ได้ทักท้วงด้วยเช่นเดียวกัน แล้วก็ในวันถัดมาผมก็ได้ทําหนังสือถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการเพื่อขอคัดรายงานชวเลข และขอให้เก็บบันทึกการประชุมไว้ด้วย แต่จนถึงบัดนี้ ผมก็ยังไม่ได้รับนะครับ ซึ่งถ้าหากผมได้รับผมก็คงจะเอามาแจกให้กับท่านประธาน แล้วก็ เพื่อนสมาชิกได้ดูว่าในวันนั้นมีการอภิปรายกันอย่างไร ซึ่งในกรณีของมาตรา ๒๘/๒ ซึ่งมีการประชุมกันในครั้งที่ ๓ เปึนวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ในขณะที่มีการพิจารณา มาตรา ๒๘/๒ ด้วยความเคารพต่อท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ท่านไม่ได้อยู่ในที่ประชุมขณะนั้น ในที่ประชุมขณะนั้นมีเฉพาะ ส.ว. เท่านั้น ประมาณ ๗ ท่านครับท่านประธาน ผมก็ทักท้วงต่อที่ประชุมว่าขณะนี้องค์ประชุมของเราไม่ครบ ไม่น่าที่จะพิจารณาประเด็นนี้ ควรที่จะให้ครบองค์ประชุมเสียก่อนนะครับ ถ้าหากว่าผมได้รับบันทึกรายงานการประชุม ของชวเลข แล้วก็สามารถตรวจสอบจากบันทึกเสียงการประชุมก็จะสามารถยืนยัน ประเด็นดังกล่าวได้เปึนอย่างดีนะครับ ดังนั้นในบันทึกการประชุมในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ถ้าท่านตรวจสอบโดยละเอียดจะไม่มีการบอกว่าได้มีการลงมติในประเด็น มาตรา ๒๘/๒ แต่อย่างใด ซึ่งในการประชุม ครั้งที่ ๔ ต่อมาครับ ผมก็มีการอภิปรายประเด็นนี้ อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งท่านประธานในที่ประชุมในขณะนั้นคือท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ซึ่งท่านเปึนรองประธานคณะกรรมาธิการและปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุมในขณะนั้น ท่านก็ได้ยืนยันต่อที่ประชุมในขณะนั้นว่าในครั้งที่ ๓ ไม่ได้มีการลงมติอย่างใด ถ้าหากว่า ได้มีการตรวจรายงานชวเลขตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ ผมเชื่อมั่นว่าก็จะเปึนไปตามที่ ผมพูดนะครับว่ามาตรา ๒๘/๒ ตามที่ท่านประยุทธ์ได้แก้ไว้ยังไม่ได้มีการลงมติแต่อย่างใด นั่นเปึนประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ หลังจากที่ผมอ่านแล้วผมก็พบว่าถ้าหากเปึนไปตามที่ ท่านประยุทธ์เขียนนะครับ ก็มีประเด็นอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่มีปัญหาตามที่ได้เรียน ต่อที่ประชุมว่าเปึนการขยายอํานาจ มาตรา ๒๗๒ ให้เฉพาะกรณีตามมาตรา ๒๗๒ เท่านั้น แต่มาตรา ๒๘/๒ บอกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่น ให้ถือว่าขยายขอบเขตอํานาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ กับมาตรา ๒๗๕ กําหนด และยังขยายอํานาจให้ประธานกรรมการอีก และยังมอบอํานาจให้พนักงานไต่สวนได้ด้วย ซึ่งจริง ๆ มาตรา ๒๗๒ เขียนชัดเจนครับ ว่าเปึนอํานาจโดยเฉพาะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะฟัองเอง หรือถ้าไม่ฟัองเองก็แต่งตั้งทนาย ผมก็จึงขอแก้นะครับ ผมก็เสนอ ไปอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเสนอว่า ในกรณีที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมตัดคําว่า ประธาน ออก ผมตัดคําว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น ออกนะครับ ผมแก้ไขเหลือเพียงแค่ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอํานาจฟัองคดีเอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณามอบหมาย ให้พนักงานไต่สวนที่มีคุณสมบัติ ก็ตามนั้นนะครับตามที่ปรากฏอยู่ในบันทึกการประชุม ถ้าหากท่านสมาชิกมีนะครับ ปรากฏว่าในการประชุม ครั้งที่ ๓ แม้ผมจะเสนอไปอย่างนั้น แต่เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ผมก็นั่งรอครับ รอให้ครบโดยท่านประธานในที่ประชุม ขณะนั้นก็พยายามจะเรียกให้เพื่อนสมาชิกเข้าร่วมประชุมนะครับ แต่ปรากฏว่าก็ไม่ครบ อยู่ดีครับ จึงไม่สามารถลงมติในครั้งที่ ๓ ได้ ก็มาต่อในการประชุม ครั้งที่ ๔ แต่ปรากฏว่า ในการประชุม ครั้งที่ ๔ ครับท่านประธาน มาถึงก็พิจารณาร่างรายงานเลยครับ ไม่ได้มี การลงมติในมาตรา ๒๘/๒ แต่อย่างใด ร่างรายงานที่อยู่ในมือเพื่อนสมาชิกทุกท่านขณะนี้ เปึนร่างรายงานที่มีการพิจารณาก่อนที่จะมีการลงมติตามมาตรา ๒๘/๒ ถ้าหากท่านประธาน ได้เรียกรายงานชวเลข แล้วก็ตรวจสอบจากบันทึกการประชุมจะพบว่าร่างรายงานมีขั้นตอน การพิจารณาก่อนมาตรา ๒๘/๒ ส่วนในมาตรา ๒๘/๒ นั้น เมื่อผมทักท้วงนะครับ ท่านก็ พยายามจะพิจารณาให้ผมในเรื่องมาตราอื่น ๆ เนื่องจากว่าท่านก็จนต่อ ขออนุญาตแก้ไข คําพูดก็แล้วกันนะครับ เนื่องจากในบันทึกการประชุม ครั้งที่ ๓ มติที่ประชุมมีการบอกว่า ให้คณะกรรมการลงมติเห็นชอบหรือไม่กับร่างที่นายจิตติพจน์เสนอมาในการประชุม ครั้งต่อไป บันทึกการประชุมมีเขียนอย่างนั้น แต่ปรากฏว่ากลับมีเพื่อนสมาชิกบางท่าน มาบอกว่าข้อบังคับการประชุมที่ประชุมมีมติบอกว่าไม่ให้พิจารณากรณีของผม แล้วก็ได้มี การเสนอให้มีการกลับมติที่เคยมีการบันทึกไว้ในรายงานการประชุม ครั้งที่ ๓ ที่บอกว่า ให้มีการพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับที่ผมเสนอมาในการประชุม ครั้งที่ ๔ ที่ประชุมก็ได้มีการลงมติครับท่านประธาน แต่แทนที่จะลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับร่างที่ผมเสนอ กับการแก้ไขของผมนะครับ กลับมีการลงมติว่าไม่ให้มีการพิจารณาครับ ท่านประธาน ซึ่งผมคิดว่าเปึนกระบวนการที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสภาของเรามาก่อน ผมก็ด้วย ความเคารพต่อท่านประธานในที่ประชุมขณะนั้นผมก็ยกมือขึ้น แล้วก็เรียนท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยกับท่านประธานในที่ประชุมในขณะนั้น แต่ผมไม่ขอลงมติครับ เนื่องจาก การลงมติไม่ให้พิจารณาการแก้ไขของกรรมาธิการเปึนการกระทําที่ขัดต่อข้อบังคับ แล้วก็ ขอให้มีการบันทึก เนื่องจากเปึนการลงมติโดยเป่ดเผยครับ ให้มีการบันทึกว่าผู้ใดเห็นชอบด้วยกับการไม่ให้ลงมติของผม ซึ่งผมคิดว่าบันทึกการประชุม ครั้งที่ ๔ ผมรอถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นนะครับ ถ้าหากมีก็คงจะเห็นนะครับว่ามีการลงมติ ไม่ให้พิจารณาร่างแก้ไขที่ผมได้เสนอเมื่อสักครู่นี้นะครับ ดังนั้นด้วยความเคารพจริง ๆ คือจริง ๆ ผมก็อยากจะให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้มีการประกาศใช้โดยเร็ว แต่ว่า เมื่อกระบวนการที่ดําเนินการมามีกระบวนการที่ยังขัดหรือแย้งกับข้อบังคับ และอาจจะเข้าข่าย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่จําเปึนต่อไปในอนาคตนะครับ ผมก็อยากจะให้ ที่ประชุมแห่งนี้ รวมทั้งท่านประธานรัฐสภาได้โปรดพิจารณาดูว่ามีมาตรการอย่างไร ที่จะแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือเพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ ก็ขอได้โปรดตรวจสอบ จากบันทึกเสียงการประชุมรวมทั้งรายงานการประชุมชวเลขซึ่งผมก็ได้ขอท่านประธาน คณะกรรมาธิการไปตั้งแต่เมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดีที่แล้วนะครับ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่ได้รับครับ ถ้าได้รับผมก็คงจะสามารถนํามายืนยันต่อที่ประชุมแห่งนี้ได้ครับ ผมขออนุญาตด้วยความเคารพต่อท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายเพียงเท่านี้ก่อน ในชั้นนี้ด้วยครับ