อนันต์ วรธิติพงศ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีองค์กรที่ควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าถึงคลื่นความถี่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องอายุกรรมการ กสทช. การให้คลื่นความถี่แก่โทรทัศน์ชุมชน การนำเงินส่งรัฐจากบริษัทที่ภาครัฐควบคุม และการแข่งขันของหน่วยงานโทรคมนาคมทั้งสองฝ่าย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม อนันต์ วรธิติพงศ์ กรรมาธิการร่วมกันนะครับท่านประธานครับ หลายข้อที่ทาง ท่านสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นมานั้น แล้วก็ได้ยกประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชนมา เปึนสิ่งที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเห็นด้วยครับ และเปึนสิ่งที่คณะกรรมาธิการร่วมกัน ใช้ในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเปึนปัญหาเรื่องวิทยุชุมชนที่ต้องการ จะได้รับใบอนุญาต วิทยุชุมชนที่ต้องการจะอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็วิทยุ ชุมชนที่มีการรบกวนประชาชน ปัญหาของทีวีชุมชนซึ่งเปึนปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ในขณะนี้ ที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหารายการโทรทัศน์ที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้พูดแล้วว่ามอมเมาประชาชน ปัญหาผู้ประกาศข่าวซึ่งมีลักษณะอาการที่ไม่พึงประสงค์ ปัญหาการประมูล ๓ จี ปัญหาใบอนุญาตใหม่ของวิทยุและโทรทัศน์ และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะต้องถูกดําเนินการแก้ไข จริง ๆ แล้วเรามีกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเปึนพระราชบัญญัติที่จะออกมาควบคุมการกํากับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๑ แล้ว จะควบคุมวิทยุชุมชน จะควบคุมรายการโทรทัศน์ จะควบคุมการออก ใบอนุญาตใหม่ของวิทยุและโทรทัศน์ แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะไม่มีองค์กรขึ้นมา กํากับดูแลและบังคับใช้ เราหวังจะมี กสช. ตาม พ.ร.บ. องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ ป้ ๒๕๔๓ ก็ล่าช้ามา ๑๐ ป้แล้ว ก็เลยมองว่า พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งกําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้จะสามารถ แก้ปัญหานี้ได้ ท่านสมาชิกเปึนห่วงว่าถ้ามีแล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร ผมในฐานะ ของกรรมาธิการร่วมกัน ขอให้ท่านดูไปที่อํานาจหน้าที่ของกรรมาธิการร่วมกันที่อยู่ใน ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ จะมีอํานาจหน้าที่ในการพิจารณากํากับดูแลการใช้คลื่นความถี่ จะมีอํานาจหน้าที่ในการกํากับการประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม จะมีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดมาตรการให้มีการกระจายบริการ ด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน จะมีอํานาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน อันนี้เปึนคร่าว ๆ ที่ผมได้คัดลอกออกมาจากอํานาจหน้าที่ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าโดยอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้ใน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. .... ที่เราพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ประกอบกับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วก็พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์จะสามารถเปึน เครื่องชี้นําเปึนตัวกําหนดให้คณะกรรมการที่จะมาเปึนกรรมการ กสทช. นั้นทําประโยชน์ เพื่อประชาชนในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากการประกอบกิจการ คุ้มครองสิทธิส่วนตัว โดย กสทช. จะมีมาตรการให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ได้เท่าเทียมกัน คณะกรรมาธิการร่วมกันมีการพิจารณาถึงการให้ใช้ความถี่ในการทํา กิจการโทรทัศน์ในช่วงที่ยังไม่ได้ทําเปึนระบบดิจิตอลด้วย อันนี้ก็คือหลักในการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการร่วมกันว่าทําอย่างไรกฎหมายฉบับนี้จะได้เปึนประโยชน์ต่อ ประชาชน
ต่อข้อที่ท่านสมาชิกมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอายุของผู้สมควรได้รับการคัดสรร เปึนกรรมการ กสทช. นั้น กรรมาธิการร่วมกันพิจารณาอย่างนี้ครับ
ประเด็นที่ ๑ คือว่าใน พ.ร.บ. กสทช. เดิม คือ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกํากับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เดิม กําหนดอายุสูงสุดของผู้เปึนกรรมการไว้ที่ ๗๐ ป้ นั่นก็คือประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เราก็มองว่าในการคัดเลือกนั้น ถ้าเรามีโอกาสที่จะมีผู้ที่มา เสนอตัวให้คัดเลือกได้มากขึ้น ก็น่าจะเปึนประโยชน์ต่อการคัดเลือกและเปึนประโยชน์ ต่อกิจการโดยรวม ก็เลยมองว่าถ้าเป่ดโอกาสให้มีตัวคัดเลือกมากขึ้นจะเปึนประโยชน์ มากกว่า
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเราพิจารณาจากองค์กรอิสระอื่น ๆ ก็จะเห็นว่าองค์กร อิสระอื่น ๆ นั้นก็กําหนดคณะกรรมการมีอายุถึง ๗๐ ป้ด้วยเหมือนกันนะครับ
อันนี้ก็เปึนการพิจารณาโดยรวมในส่วนของอายุ
ส่วนในเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประชาชน ซึ่งในกฎหมาย กําหนดไว้ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าถ้าเปึนของโทรทัศน์จะยังใช้ไม่ได้ แต่วิทยุภาคประชาชน สามารถนําไปใช้ได้เลย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าโทรทัศน์ยังนําไปใช้ไม่ได้ จะต้องรอจนกว่า เปึนระบบดิจิตอล น่าเสียดายอย่างยิ่งประเทศไทยการเตรียมพร้อมระบบดิจิตอลเราค่อนข้างจะช้า ในขณะที่เรามีการลงนามในสัญญาว่าจะเปึนระบบดิจิตอลแล้ว ถ้าผมจําไม่ผิดก็คือภายใน ป้ ๒๕๕๘ ป้ ๒๕๕๙ ประมาณนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากจะต้องรอไปถึงระบบดิจิตอล นั่นคือป้ ๒๕๕๘ ป้ ๒๕๕๙ แล้วถ้ากฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ในต้นเดือนมกราคม ป้ ๒๕๕๔ ต้องรออีก ๔ ป้ถึงจะมีโทรทัศน์ชุมชนออกมาได้คณะกรรมาธิการร่วมกันก็เลยพิจารณา ว่ามันมีปัญหาเรื่องคลื่นความถี่ ฉะนั้นถ้าหากพื้นที่ไหนมีความถี่ว่างอยู่ก็ให้เกิดโทรทัศน์ ชุมชนขึ้นมาได้ ไม่ควรจะไปรอกันถึง ๔ ป้ ๕ ป้ข้างหน้า จะได้เปึนการพัฒนาชุมชนไป ในเขตนั้นด้วยในตัวนะครับ โดยให้รอว่าถ้าหากมีการจัดสรรแผนความถี่แล้ว ซึ่งเปึนหน้าที่ ของกรรมการ กสทช. ก็ให้มีการพิจารณาให้ใช้คลื่นความถี่ในบางพื้นที่เพื่อดําเนินกิจการ วิทยุชุมชนได้เลยนะครับ
ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับที่ท่านห่วงกังวลกันมาก มาตรา ๘๔ นั้น ท่านรัฐมนตรี สาทิตย์ก็ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ และท่านรัฐมนตรีจุติก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมขอเสริมนิดเดียวสั้น ๆ ก็คือว่าในปัจจุบันทั้ง ๒ องค์กรได้มีการปันส่วนนํารายได้ส่งให้กับรัฐ อยู่แล้ว อย่างเช่นของ กสท. โทรคมนาคมก็มีการนําเงินส่งรัฐในป้ ๒๕๕๐ นี้ก็ประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ในป้ ๒๕๕๑ ก็ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ในป้ ๒๕๕๒ ก็ประมาณ ๙,๔๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่บอกว่าถ้าหากให้อายุ ๓ ป้แล้วจะทําให้ เสียประโยชน์ ทําให้เงินไม่มีนําส่งรัฐนั้น คณะกรรมาธิการขอเรียนว่าในเรื่องของเงิน เนื่องจากว่ากรรมการผู้กํากับดูแลทั้งบริษัท ทศท. โทรคมนาคม แล้วก็กรรมการที่กํากับ ดูแลบริษัท กสท. โทรคมนาคมนั้นเปึนกรรมการที่ภาครัฐส่งไปกํากับดูแล เพราะฉะนั้น การดําเนินการทั้งหมดจะต้องอนุมัติจากกรรมการที่กํากับดูแลบริษัททั้ง ๒ เพราะฉะนั้น กรรมการสามารถสั่งการอนุมัติ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของโบนัส ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเงินลงทุน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเงินนําส่งรัฐได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลต้องการเงินนําส่งรัฐ จํานวนเท่าไรที่อยู่ในวิสัยที่ทําได้ ก็ให้กรรมการของบริษัทสั่งการได้เลย อย่างที่ผมได้ ยกตัวอย่างไปแล้วนะครับว่าทั้ง ๒ องค์กรก็นําส่งเงินรัฐโดยตลอด
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าในภาวะปัจจุบันการแข่งขันของหน่วยงานทั้งสอง ต้องแข่งขันกับภาคเอกชน จะต้องมีการลงทุน แล้วในเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาลปัจจุบันก็ยังไม่ได้สร้างความชัดเจนให้กับหน่วยงานทั้ง ๒ ในประเด็นที่ว่า จะให้บริษัท กสท. โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) เปึนหน่วยงานของรัฐเพื่อบริการโทรคมนาคม เพื่อความมั่นคง หรือเปึนหน่วยงานของรัฐเพื่อบริการโทรคมนาคมเพื่อแข่งขันกับเอกชน ประเด็นนี้สําคัญ มากนะครับ เพราะถ้าหากว่าจะเปึนหน่วยงานของรัฐเพื่อความมั่นคงนั่นหมายถึงจะต้อง มีการลงทุนหลายเรื่องหลายอย่างกระจายไปในหลายพื้นที่ รวมถึงเขตพื้นที่ที่บริการไม่ทั่วถึง โดยจะให้หน่วยงานรัฐต้องให้บริการได้ทั่วถึง หากทําเช่นนั้นจะต้องใช้เงินจํานวนมาก ในการดําเนินการ แต่ถ้าหากจะให้เปึนหน่วยงานของรัฐเพื่อดําเนินกิจการเพื่อแข่งขัน กับเอกชนก็ต้องให้มีความคล่องตัวในการดําเนินการ ให้มีความอิสระในการลงทุน ในการดําเนินกิจการมากกว่านี้ซึ่งตรงนี้เปึนตัวสําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าหากเรานําเงิน ออกมาเลยภายใน ๑ ป้จะทําให้เขาปรับตัวไม่ทัน จะต้องมีการแก้ปัญหาให้เขาก่อนว่า จะเปึนหน่วยงานของรัฐเพื่อความมั่นคงหรือแข่งขันกับเอกชนโดยเสรี ถ้าแก้ปัญหานี้ ได้แล้วนะครับ การจะนําเงินออกมาแล้วให้เขาปรับโครงสร้างได้คณะกรรมาธิการร่วมกัน ก็คิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๓ ป้จึงเสนอเปึน ๓ ป้ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ