สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องกฎหมายนี้มีปัญหาทางการเมือง และขอให้พิจารณาใหม่โดยมีกรรมการที่มีความเป็นอิสระ พวกเขายังพูดถึงการแก้ไขมาตรา 17 เพื่อให้วุฒิสภาเลือกกรรมการวุฒิสภาโดยไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร และเรียกร้องให้ใช้ระบบการเลือกที่เป็นอิสระและยุติธรรม นอกจากนี้ พวกเขายังหารือเรื่องมาตรา 15 ที่เขียนไว้ในกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาในการตีความ และอาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธรจากพรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนท่านประธานว่ากฎหมายนี้ผมเองก็มีความสนใจที่จะร่วมพิจารณา แต่น่าเสียดายว่ามันเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น ทําให้ฝ์ายค้านไม่ได้อยู่ร่วมการพิจารณา กฎหมายนี้ในวาระที่สอง และวาระที่สามนะครับ แต่อย่างไรก็ตามวันนั้นผมก็ได้เป่ดวิทยุ ฟังการพิจารณาของสภา เมื่อที่ประชุมยังอยู่ครบท่านก็พิจารณาไป ซึ่งก็ปรากฏว่า ผ่านกฎหมายนี้ไปอย่างรวดเร็วมาก มีหลายมาตราที่สภาควรจะได้พิจารณาทําความเข้าใจ กันอย่างถ่องแท้ในวันนั้น เท่าที่ฟังดูจากการถ่ายทอดทางวิทยุก็ไม่ได้มีการพูดกัน ในหลายประเด็นนะครับ นอกจากนั้นผมเองก็ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดว่ากฎหมายนี้ เนื่องจากเปึนเรื่องที่เราพวกเรามีประสบการณ์มากพอสมควร มีคนที่มีผลประโยชน์ อยู่เบื้องหลังกฎหมายนี้ก็เยอะ ไม่น้อยนะครับ ผมเองได้พยายามอ่านบทความของบางท่าน ที่บังเอิญคราวนี้เปึนนักวิชาการที่มาร่วมเปึนกรรมาธิการอยู่ด้วย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน คือท่านสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ซึ่งท่านก็ได้เขียนเรื่องนี้ไว้เยอะแยะ แล้วผมก็ติดตาม อ่านข่าวดูว่าเบื้องหลังการออกกฎหมายนี้มีใครได้ประโยชน์ มีใครเสียประโยชน์ หรือมีใคร ที่จะได้รับประโยชน์มากมายจากการผ่านกฎหมายอย่างนี้ออกไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ เท่าที่ได้ติดตามฟังการอภิปรายมา แล้วก็เมื่อกลับมาอีกที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เห็นด้วยกับร่างที่ผ่านไปจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ผมคิดว่ายังมีบางประเด็น ที่ผมดูจากรายงานของคณะกรรมาธิการร่วมกันแล้วเปึนประเด็นข้อกฎหมายที่ดูเหมือน กรรมาธิการไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็มี ๓ มาตราที่ผมอยากจะเรียนถามคณะกรรมาธิการ และอยากจะทราบคําตอบด้วยนะครับว่าท่านจะให้ความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร ผมคิดว่า มันเปึนเรื่องที่สําคัญก็คือมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๗ ในเรื่องของมาตรา ๑๒ ท่านประธานครับ ก็คือการเลือกและแต่งตั้งกรรมการ เราใช้ระบบวิธีให้สมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนเปึนผู้เสนอรายชื่อบุคคลมา นี่คือวิธีการ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ กําหนดว่าองค์กรนี้จะต้องมีความเปึนอิสระก็เลยมีการให้องค์กรเหล่านี้เปึนผู้เสนอรายชื่อ บุคคลมานะครับ เสร็จแล้วก็จะมีการเลือกโดยวุฒิสภาแล้วก็แต่งตั้ง ในมาตรา ๑๒ ที่มันแปลก ก็คือว่าเมื่อมีครบกําหนดระยะเวลาการเสนอชื่อแล้วถ้ารายชื่อยังไม่ครบ แม้วุฒิสภา มีการขยายเวลาออกไป ในวรรคสองกลับไปให้ฝ์ายบริหารคือปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงไอซีที ร่วมกันเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรเลือก เปึนกรรมการ เห็นไหมครับท่านประธาน คือความเปึนอิสระขององค์กรมันแสดงออกที่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือคุณสมบัติของบุคคลจะต้องเปึนคนที่มีความรู้มีความสามารถ ส่วนที่ ๒ ก็คือเมื่อเข้าสู่ตําแหน่งแล้วเขามีความมั่นคงในตําแหน่ง ไม่ต้องวิตกว่าจะถูกแทรกแซง จะถูกกลั่นแกล้ง อะไรต่ออะไร เพราะมีความมั่นคงในตําแหน่งก็สามารถที่จะทํางาน อย่างเปึนอิสระได้ และส่วนที่ ๓ ก็คือการสรรหาบุคคลที่เข้าสู่ตําแหน่งนี้ต้องมีความโปร่งใส มีความเปึนอิสระด้วย ฉะนั้นในหลักการของมาตรา ๑๐ ก็คือเพื่อความเปึนอิสระขององค์กร ให้สมาคมต่าง ๆ สมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชน ตามคุณสมบัตินะครับ ซึ่งเราก็เข้าใจได้ว่ากลุ่มนี้จะเปึนกลุ่มวิชาชีพ เปึนองค์กรที่ให้การศึกษา เปึนองค์กรเอกชน ที่เขาต้องทําด้านนี้ขึ้นมา ภาครัฐไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เมื่อท่านบอกว่าถ้าเสนอชื่อมาให้ครบ ขยายไปแล้วให้ครบ คราวนี้ฝ์ายบริหารเสนอชื่อมาเลยมันคนละระบบเลยครับ ไปคนละเรื่องเลย ไปคนละองค์กรเลย ทีนี้ก็จะมีความพยายามที่จะทําให้มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง มีปัญหา คือจะทําให้มันเสนอไม่ครบ ไม่ครบ ไม่ครบ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เรามี กสทช. ๔-๕ ป้เลือกกันไม่ได้สักที ตั้งกันไม่ได้สักทีพอจะฟัองมาก็ฟัองกันอยู่นั่นแหละ ผมเข้าใจว่า คนที่เขียนร่างกฎหมายนี้เห็นปัญหานั้นก็เลยเอาอย่างนี้ เมื่อคุณทําได้ไม่ครบ ฝ์ายบริหาร จะทําเอง คิดได้ครับ แต่ว่าระบบมันคนละระบบ ท่านประธานครับ นี่ผมก็ห่วงในเรื่องที่มา และวิธีการ

ไปมาตรา ๑๗ ท่านประธานครับ เมื่อวุฒิสภาเลือกแล้ว ให้วุฒิสภาเปึนผู้เลือก ตามรายชื่อที่เสนอมา วรรคสองท่านก็บอกว่า เมื่อล่วงพ้นกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้ายังมีผู้ได้รับเลือกเปึนกรรมการไม่ครบตามจํานวนที่กําหนดในมาตรา ๖ให้ประธานวุฒิสภา แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนําบัญชีรายชื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและดําเนินการเลือกให้มาครบ เอาอีกแล้วครับ ในการเลือกให้วุฒิสภา เปึนผู้เลือก เพราะเราเชื่อว่าวุฒิสภาไม่สังกัดพรรคการเมือง มีความเปึนอิสระ ไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกอะไรต่ออะไร เราจึงให้วุฒิสภาเปึนผู้เลือก ถ้าเมื่อวุฒิสภาเลือกไม่ได้ ฝ์ายบริหารเลือกนะ เห็นไหมครับ มันก็คนละองค์กร คนละแนวคิด ครั้งที่ ๒ นะครับท่านประธาน ถ้าอย่างนั้น จะมีหลักประกันอะไรที่บอกว่าฝ์ายบริหารจะไม่เข้าไปแทรกแซง และความเปึนอิสระ ขององค์กรจะเกิดขึ้นได้ไหม นี่เปึนปัญหามากครับ ผมยังคิดต่อไปว่าขอเพิ่มวรรคสาม หรือวรรคต่อไปดีไหม ก็ทราบว่าถ้าฝ์ายบริหาร ครม. ตั้งได้ไม่ครบ ถ้าอย่างนั้นให้ศาล เลือกมาให้ครบไป คิดอย่างนี้ก็ได้ครับ เพราะอะไร เพราะว่าเวลามีการสรรหาเมื่อท่านให้ วุฒิสภาเปึนผู้เลือกก็ต้องให้วุฒิสภานั้นรับผิดชอบในการเลือกต่อไป และผมเชื่อมันทําได้ครบ แต่การเป่ดช่องให้มีวรรคสองอย่างนี้ขึ้นมา ที่สุดก็จะมีคนไปขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ แมนิพูเลท (Manipulate) ในวุฒิสภา เพื่อให้กระบวนการสรรหาในวุฒิสภามันไม่จบ จะได้ใช้วรรคสองได้ แล้วมันก็จะเกิดปัญหาตามมาอย่างที่เราเห็นแล้วในความพยายาม ที่จะตั้ง กสช. ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ในวรรคนี้ผมมีความเปึนห่วงมากว่ามันขัดแย้ง มันเปึนคนละระบบ มันคนละเรื่องกัน เขียนขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้มาตราอย่างนี้ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๖ เปึนเรื่องที่ให้ฝ์ายบริหารเข้ามาแทรก มันไม่ควรจะมีครับ ผมคิดว่าถ้าวิธีการ คัดเลือกใช้ระบบไหนก็ควรใช้ระบบนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ไม่ใช่ว่าให้คนหนึ่งทํา คนนี้ทําไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นให้ผมทํา เห็นไหมเหตุผลมันไม่มีแล้ว ผมถามง่าย ๆ ว่าถ้าอย่างนั้นฝ์ายบริหาร มันไม่จบ เอาฝ์ายตุลาการเข้ามาอีกเปึนคนที่ ๓ ได้ไหม แต่ว่าถ้าออกแบบกฎหมายบอกว่า มีกรรมการ ๑๑ คน ให้วุฒิสภาหามาเท่านี้นะ ฝ์ายบริหารหามาเท่านี้นะ อีกคนหนึ่งหามา เท่านี้แล้วมาผสมกันเปึนกรรมการ อย่างนี้พอรับได้ แต่ว่าเมื่อท่านใช้เริ่มต้นอย่างนี้แล้ว ไปเปลี่ยนระบบกลางทาง มันไม่น่าจะถูกต้องตามหลักการครับท่านประธาน

มีมาตราอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๑๕ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๗ แล้ว ผมว่าเอาฝ์ายบริหารเข้ามาก้าวก่าย ในมาตรา ๑๕ วรรคท้าย นี่คือเหตุผล ที่จริงผมตั้งใจจะพูดในวาระที่สอง แต่ไม่มีโอกาสได้พูด เนื่องจากไม่ได้เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองดังที่ท่านประธานคงจะทราบอยู่แล้ว ในวรรคท้ายผมอาจจะ พูดง่าย ๆ ไปละเมิดตุลาการเขาอีกแล้ว ก็คือเขียนว่าถ้าผู้ได้รับความเสียหายจากการคัดเลือก อาจยื่นฟัองศาลปกครองได้ แต่ไม่เปึนเหตุให้ต้องระงับหรือชะลอการดําเนินใด ๆ ที่ดําเนิน กันไปแล้ว ถึงไม่เขียนไว้เขาก็ฟัองได้อยู่แล้ว เขียนไว้ทําไมครับ หรือจะตรงกันบอกว่า ถ้าไม่พอใจก็ไปฟัองศาล ถึงไม่บอกเขาก็ฟัองได้อยู่แล้ว แล้วแถมท่านที่เขียนบอกว่า จะไม่เปึนเหตุให้ระงับ แล้วถ้าผู้ฟัองเขาขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวล่ะครับ ท่านจะว่า อย่างไร ถ้าศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว ท่านบอกว่าไม่ได้ กฎหมายนี้ใหญ่กว่าไม่ใช่หรือครับ กลับจะเปึนการละเมิดทางอํานาจของตุลาการเข้าไปอีกแล้ว ก็เปึนปัญหาเหมือนกัน หรือตอนท้ายท่านบอกว่า หากศาลปกครองมีคําพิพากษาหรือคําสั่งอันเปึนเหตุให้บุคคลนั้น ต้องขาดคุณสมบัติ ก็ให้ผู้ได้รับเลือกพ้นตําแหน่ง มันก็เปึนอยู่แล้ว ถ้าศาลสั่งว่าขาดคุณสมบัติ เห็นไหมครับ เขาก็ต้องพ้นตําแหน่งไป ผมถึงถามว่ามาตรานี้เขียนไว้ทําไม เขียนไว้ก็ปฏิบัติ ไม่ได้ มีแต่จะก่อให้เกิดปัญหาในการตีความต่อไป นี่คือ ๓ มาตราหลักซึ่งเปึนข้อกฎหมาย เท่าที่ผมฟังดูแล้วยังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูด ก็หวังว่าคณะกรรมาธิการคงจะชี้แจงเรื่องนี้ ให้เปึนที่เข้าใจได้ ไม่อย่างนั้นมันก็เสร็จ ท่านประธานครับ มีคนเข้าใจว่า ๓ มาตรานี้อาจจะ ไม่ตรงกับมาตรา ๔๗ ของรัฐธรรมนูญ ก็คือมันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและอาจจะเปึน ช่องทางหนึ่งที่ทําให้กฎหมายนี้มันล่าช้าออกไป ก็คือจะมีคนนําขึ้นไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีมาตราที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณท่านประธานครับ