สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓

ประเกียรติ นาสิมมา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของที่ดินเป็นทรัพยากรสําคัญของชาติ และเรียกร้องการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ เพื่อให้ประโยชน์ให้กับประชาชนมากกว่าผู้ที่เปึนนายทุนรายใหญ่

นายประเกียรติ นาสิมมา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็กําลัง พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอยู่ทั้งหมด ๑๒ ฉบับ เปึนร่างพระราชบัญญัติกฎหมายพวง ซึ่งทั้ง ๑๒ ฉบับมีความแตกต่างกันเฉพาะชื่ออยู่ ๒ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ก็คือร่างพระราชบัญญัติการบริหารที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ พ.ศ. ....

ส่วนที่ ๒ เปึนร่างพระราชบัญญัติการยกเลิกการสงวนหวงห้ามที่ดิน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ พ.ศ. ....

ทีนี้ที่ดินนี่ก็เปึนเรื่องที่เปึนทรัพยากรสําคัญของชาติ ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องที่ดิน ทุกคนก็อยากจะมีส่วนร่วมและอยากจะมีส่วนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ต้องทําความเข้าใจ ก่อนนะครับว่าที่ดินคืออะไร ที่ดินถ้าดูตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้วหมายความว่า พื้นที่ทั่วไป และให้หมายความรวมถึงภูเขา ห้วย หนองคลอง บึง บ่าง ลําน้ํา ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลด้วย เพราะฉะนั้นที่ดินนี่หมายถึงน้ําด้วย นอกจากนั้นตามพระราชบัญญัติป์าไม้ ก็ยังบอกว่าป์าหมายความว่าที่ดินที่ยังไม่มีใครมีบุคคลใดได้กรรมสิทธิ์ไปตามกฎหมายที่ดิน คือที่ดินที่ไม่มีคนได้กรรมสิทธิ์ไปนั่นคือป์าเพราะฉะนั้นเมื่อทําความเข้าใจเรื่องคําว่าที่ดิน เสร็จแล้วเราก็มาดูว่าขณะนี้ที่ดินที่เรากําลังจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มันเปึนอย่างไร ผมเห็นว่ารายละเอียดในหลักการและเหตุผลนี่ผมเห็นด้วยที่จะให้รื้อฟุ๋นในเรื่องที่ดิน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของรัฐกลับไปสู่ราษฎรชาวไร่ชาวนาซึ่งไม่มีที่ดินทํากินก็หลายแห่ง อย่างจังหวัดนครราชสีมา เท่าที่ผมเคยตรวจสอบปรากฏว่าเปึนที่หวงห้ามสําหรับเปึน ที่ป์าไม้และทั้งจังหวัดเขาเรียกว่าเขตป์าทั้งนั้นและบางแห่งก็เสื่อมโทรม

ทีนี้พอดูไปตามร่างพระราชบัญญัติ ๑๒ ฉบับ ก็คงจะมีฉบับที่จะเปึน ฉบับหลัก ร่างพระราชบัญญัติหลักอยู่สักฉบับหนึ่ง ผมก็หยิบยกเอาฉบับการบริหาร จัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ ซึ่งมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเซ็นรับรองเข้ามา เพราะว่า น่าจะเปึนกฎหมายการเงิน ถ้าเปึนกฎหมายการเงินก็คงจะต้องมีการตั้งหน่วยงานของรัฐ ขึ้นมาเสนองบประมาณได้ นี่คือกฎหมายที่จะพูดถึงกันนะครับ เมื่อพูดถึงกฎหมายหลัก ฉบับนี้แล้ว ความสําคัญก็คือจัดตั้งองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการจัดการ ที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน พอดู เรื่องรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติแล้ว หน้าที่หลักจริง ๆ ที่จะต้องไปทําก็คือต้องไป จําแนกที่ดินของรัฐที่หวงห้ามอยู่ว่ามีกี่ประเภท เท่าที่ผมเช็กตรวจสอบออกมาก็น่าจะมี ประมาณ ๓ ประเภทใหญ่ ๆ นะครับ

อันที่ ๑ ที่ดินหวงห้ามที่เปึนเขตหวงห้ามโดยเฉพาะที่มีกฎหมายบังคับ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป์าและพันธุ์พืช อย่างนี้จะมีกฎหมายสําคัญหวงห้าม เอาไว้ เพราะฉะนั้นเขตเหล่านี้เปึนเขตหวงห้ามค่อนข้างจะถาวร เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าเขตนี้จะไม่เข้าข่ายในการที่จะเข้ามาบริหารจัดการ

อันที่ ๒ ก็คงจะเปึนที่หวงห้ามที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ หวงห้ามไว้แต่ไม่ได้ ใช้ประโยชน์อาจจะเปึนที่ทหารที่เวนคืนแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างนี้เปึนต้นนะครับ

อันที่ ๓ ก็คือที่หวงห้ามที่รัฐหวงห้ามเอาไว้แต่ปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า เสื่อมโทรม เช่นป์าเสื่อมโทรมอย่างนี้เปึนต้น จนราษฎรเข้าไปบุกรุกเพื่อเปึนที่อยู่อาศัย หรือทํากิน แต่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเข้าไปตั้งหน่วยงานราชการนะครับ อันนี้คงไม่เกี่ยวกัน เปึนส่วนที่ราษฎรเข้าไปบุกรุกทํากิน

ส่วนนี้ทางคณะกรรมการชุดนี้ชุดที่ตั้งขึ้นก็จะต้องไปจําแนกออกมาตรวจสอบ เพื่อที่จะจําแนกให้ชัดเจน และสิ่งที่จะลงไปทําการตรวจสอบนั้นก็คงจะมีส่วนร่วมของ ประชาชนอยู่ด้วย โดยเฉพาะป์าชุมชนอย่างนี้ที่บอกว่ากําลังจะออกโฉนดให้ป์าชุมชน แท้ที่จริงแล้วกฎหมายทั้งหมดนี้นะครับ ผมยังมองไม่เห็นว่าความเปึนไปได้หรือความสําเร็จ มันจะเกิดขึ้น เนื่องจากร่างพระราชบัญญัตินี้มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๒ ด้วยว่าพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ให้สิ้นสุดลงเมื่อครบ ๑๐ ป้ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัตินี้มีอายุครบ ๑๐ ป้แล้วก็หมดไป ทีนี้ถ้าหากกว่าการบริหารจัดการ ที่ดินที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เปึนอยู่ในร่างพระราชบัญญัตินี้ก็เปึนไปตามปกติที่เคยจัดการอยู่ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการพิสูจน์สิทธิ เช่นการบุกรุกที่อุทยานแห่งชาติ ต้องมา พิสูจน์สิทธิว่าอยู่ก่อนประกาศหรืออยู่หลัง ถ้าอยู่ก่อนประกาศจริงก็ให้ไปดําเนินการตาม ประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อทําการออกโฉนด อย่างไรก็ตามในร่างพระราชบัญญัตินี้ เมื่อประกาศออกมา ประชาชนต่างลุกฮือเฮฮาดีอกดีใจว่าจะได้กรรมสิทธิ์เปึนโฉนด แต่ความจริงไม่ได้นะครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้ดูเหมือนจะดีแต่ก็ไม่ดี เพราะถ้าจะจัดสรร ให้ใครก็ให้ใช้ประโยชน์เท่านั้น เหมือน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เอาไปแล้วก็โอนได้เฉพาะทายาท จะไปจํานองจองจําอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น อันนี้คือที่ที่จะจัดสรรออกไป แต่ดูเหมือนว่าจะมี ลับ ลวง พราง อยู่บ้างนะครับ เช่นที่ดินหวงห้ามที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถ้าหากว่าจําแนก ออกมาแล้วก็เพิกถอนเพื่อมาบริหารจัดการ ถ้ากลับไปให้เอกชนหรือธุรกิจดําเนินการ อาจจะเปึนหลายหมื่นไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ ๕,๐๐๐ ไร่ หรือ ๑๐๐ ไร่ หรือเปึนแสนไร่ เมื่อครบ ๑๐ ป้แล้วนะครับ แต่ในระหว่างกฎหมายมีอยู่ห้ามโอนถ้าโอนแล้วจะติดคุก ผู้รับโอน ก็จะติดคุกด้วยเช่นเดียวกัน ในกฎหมายเขียนอย่างนั้นชัดเจน แต่ครบ ๑๐ ป้แล้ว กฎหมายนี้จะไม่มีโทษ เพราะฉะนั้นส่วนดีของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือว่าเมื่อได้ สิทธิทําประโยชน์ในพื้นดิน ถ้าบุกรุกอยู่ก็ไปพิสูจน์สิทธิเหมือนกัน เหมือนตามปกติที่มีอยู่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่จําแนกออกให้ชัดเท่านั้นเองว่าอะไรคืออะไร เมื่อจําแนกออกได้ ก็นําไปสู่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ถ้าจะเปึน ส.ป.ก. ก็ไปให้สํานักงานปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ถ้าจะไปออกโฉนดก็ไปกรมที่ดิน ไม่มีอะไรที่จะทําให้ประชาชน หรือผู้ที่ครอบครองที่ดินอยู่ได้กรรมสิทธิ์ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ แต่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่เปึนนายทุนรายใหญ่ อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า ในประเภทที่ ๒ ที่ดินหวงห้ามที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถ้าหากจัดการยกเลิกการหวงห้าม แล้วมอบให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ทําประโยชน์รายใหญ่ เมื่อพ้น ๑๐ ป้ไปแล้ว ตรงนั้นละเขามีสิทธิทันทีที่จะไปดําเนินการตามประมวลกฎหมาย ที่ดินเพื่อออกกรรมสิทธิ์เปึนโฉนด หรือเขาจะจําหน่ายจ่ายโอนให้กับใครก็ได้ ผลประโยชน์ มหาศาลครับตรงนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการที่อาจจะตั้งขึ้น ถ้าทันนะครับ กฎหมายฉบับนี้ถ้าทัน ก็ขอฝากในรายละเอียดพวกนี้ไปด้วย เพราะกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีความแตกต่างอะไรเลย ที่สํานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้คือการพิสูจน์สิทธิ แต่กฎหมายฉบับนี้กลับจะเปึนประโยชน์กับนายทุน เอกชน บุคคลรายใหญ่ซึ่งอาจจะ อาศัยช่องว่างตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองต่อไปในอนาคตเท่านั้น ผมจึงขอให้คณะกรรมาธิการช่วยโปรดระวังจุดนี้ไว้ด้วย และการปัองกันจะปัองกันอย่างไร ไว้ด้วย เนื่องจากเวลาสั้น ผมรู้และผมอยากอภิปรายยาวนานกว่านี้ เพราะผมจะชี้ให้เห็นว่า แท้ที่จริงกฎหมาย ๑๒ ฉบับเสนอเข้ามาในคราวเดียวกันเปึนกฎหมายพวง ในช่วง ระยะเวลาท้าย ๆ อย่างนี้ดูเหมือนว่าจะเปึนสัญญาณการหาเสียงกับประชาชนผู้ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ลึกในรายละเอียดของกฎหมาย แท้ที่จริงประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แม้กระทั่ง โฉนดชุมชนที่ว่าจะออกตามกฎหมายนี้ ฝันว่าจะได้โฉนด ไม่มีทางหรอกครับ ฝันค้าง ขอบคุณมากครับ