แวมาฮาดี แวดาโอะ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะกรณีที่ดินที่รัฐยึดมาจากประชาชน โดยอ้างว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิ์ของประชาชน และให้เอกสารสิทธิ์ให้กับประชาชน รวมถึงเรียกร้องการออกเอกสารสิทธิให้กับเจ้าของที่ดิน และออกพระราชกฤษฎีกาถอดถอนที่ดินและคืนให้กับประชาชน และออกพระราชกฤษฎีกาเรื่องการคืนถิ่นของประชาชน และสิทธิในการใช้ที่ดินของตนเอง
ครับ มาจากพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ซึ่งมีปัญหาเรื่องที่ดินมากมาย โดยสรุปก็คือว่าประเด็นที่เรากําลังพูดถึงในกฎหมายฉบับนี้ มันเปึนที่ดิน ๒ ส่วน ก็คือส่วนที่ ๑ เปึนที่ดินที่รัฐไปยึดที่ของประชาชน หมายความว่า ประชาชนใช้ประโยชน์มาแล้วรัฐก็ไปยึดมากําหนดเปึนเขตต่าง ๆ เช่น ๑. เขตอุทยานแห่งชาติ ๒. ก็คือที่ดินของรัฐเก็บไว้ กั๊กไว้แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยกฎหมายฉบับนี้ก็พยายามที่จะ เอาที่ดินเหล่านี้คืนมาแล้วก็จะคืนให้กับประชาชนไปใช้ประโยชน์ ซึ่งบางกรณีก็จะให้ เอกสารสิทธิ แต่บางที่ก็จะใช้เอกสารเพื่อใช้ประโยชน์เพียงเท่านั้นนะครับ แต่มันมีเงื่อนไข ก็คือว่าการให้กรรมสิทธิ์ได้กําหนดไว้ว่า ผู้นั้นจะต้องได้ครอบครองหรือทําประโยชน์ในที่ดิน ที่ยึดคืนมาเปึนอย่างน้อย ๑๐ ป้ แต่ว่ามันมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ๓ จังหวัด ก็คือกรณี ที่ดินที่กฎหมายในฉบับนี้ได้กําหนดว่า กรณีที่ดินที่เปึนเขตอุทยานแห่งชาติไม่สามารถที่จะ ออกเอกสารสิทธิได้นะครับ เว้นแต่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าได้ครอบครองก่อนประกาศเปึน เขตอุทยานแห่งชาติ แต่ต้องเปึนหลักฐานตามกฎหมายว่าด้วยที่ดินหรือว่าที่ว่าด้วยการนั้น ๆ ซึ่งตรงนี้มันเปึนปัญหาที่ผมจะต้องหยิบยกขึ้นมาเปึนกรณีตัวอย่าง ก็คือเขตอุทยานแห่งชาติ บูโด-สุไหงปาดีที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดหลายแสนไร่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีปัญหาในขณะนี้นะครับ แต่ที่ผมพูดเปึนปัญหาเรื่องที่ทํากิน ไม่ใช่เปึนเรื่องของการแบ่งแยก ดินแดนนะครับ เหตุเนื่องมาจากเมื่อ ๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งสมัยนั้นมีรัฐบาลภายใต้การนํา ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเปึนเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ปรากฏว่าในการกําหนดแนวเขตนั้นไปทับที่ทํากินของประชาชน แล้วก็ที่อยู่อาศัยของ ประชาชน แล้วก็ชุมชนของประชาชนแล้ว ทับที่ไปทั้งหมด ๙๖,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ในบริเวณ ๒๓ ตําบล ๙ อําเภอ ที่ดินทั้งหมด ๙๖,๐๐๐ ไร่ เปึนผู้มีสิทธิหรือว่าเปึนเจ้าของก็คือ ๖,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ตอนนั้นก็เกิดปัญหาผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเมื่อป้ ๒๕๔๒-๒๕๔๓ มีการประท้วงที่บลูกาสนอ ตําบลตะปอเยาะ อําเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ในสมัยนั้นนะครับ แล้วก็มีความไม่พอใจมากเพราะมีเจ้าหน้าที่เริ่มไปปักหลักแนวเขต ปรากฏว่ามีผู้นํา คนหนึ่งได้ประกาศขึ้นมาซึ่งเปึนการประกาศที่น่ากลัวมาก ก็คือเขาบอกว่าถ้ารัฐบาล ไม่ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ที่ไปลิดรอนสิทธิที่ดินของประชาชนของเขา เขายินดีที่จะไป ร่วมกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนอีกครั้งหนึ่ง เพราะผู้นําคนนี้ได้มอบตัวประมาณ ๒๐ ป้แล้ว แต่เขาบอกว่าเขาก็หวังในความยุติธรรม ตามครรลองที่มีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้ารัฐไปลิดรอนสิทธิที่ดินของเขาและ ประชาชนของเขา เขาคงยอมไม่ได้ถ้าวิถีทางระบอบประชาธิปไตยใช้ไม่ได้เขาคงต้องต่อสู้ โดยอาวุธเหมือนกับที่เขาเคยต่อสู้มาแล้วนะครับ ตอนหลังพวกเราในฐานะที่ทํางาน ในภาคประชาสังคมก็เข้าไปคลี่คลาย แล้วก็บอกว่าขอร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยุติการปักหลักเขต แล้วก็ยุติไป ตอนหลังก็คือได้ไปร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ แนวทางในการแก้ปัญหาที่ดิน ที่รัฐได้ยึดมาจากประชาชน ผมคงไม่พูดถึงที่ดินที่รัฐมีอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ก่อน ทีนี้ตอนนั้นเราก็สรุปแนวทางแก้ปัญหา ๒ ลักษณะครับ ที่ผมต้องหยิบยกประเด็นเหล่านี้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ๒ แนวทางก็คือ
ข้อที่ ๑ สําหรับที่ดินที่อยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติ หมายความว่าไม่ได้อยู่ ในเขตที่รัฐบาลได้ขีดในกระดาษ แต่เนื่องจากว่าแนวเขตนี้ไม่ชัดเจน ทางเวทีชาวบ้าน เวทีประชาชนร่วมกับภาคประชาสังคมบอกว่าน่าจะให้กรมที่ดินไปออกเอกสารสิทธิให้เขา ในกรณีที่ ๑
ข้อที่ ๒ ก็คือที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่ตราเปึนกฎหมายแล้ว ประชาชนไม่สามารถที่จะไปใช้ประโยชน์ได้ แม้แต่ประชาชนได้อยู่ตั้งถิ่นฐาน ได้ครอบครอง ได้ทําประโยชน์จากที่ดินเหล่านี้มานานแล้วก็ตาม เช่นประชาชนมีมัสยิดตุโละมาโนะ อายุประมาณ ๓๕๐ ป้ ซึ่งแสดงว่าออกมาก่อนป้ ๒๕๔๒ มีสวนยางพารามีสวนผลไม้ ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าไร่ ซึ่งที่ดินส่วนนี้ถือว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐบาล เพราะฉะนั้น ขอร้องให้รัฐบาลนี้ออกพระราชกฤษฎีกาถอดถอนที่ดินเหล่านี้ แล้วก็มอบที่ดินเหล่านี้ให้กับ ประชาชนต่อไป แม้ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิเหมือนกับที่รัฐบาลต้องการก็ตาม ปรากฏว่า เรื่องยาวครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ จนถึงป้ ๒๕๕๑ ปรากฏว่าตอนนั้นด้วยความโชคดีของรัฐบาล สมัยนั้น ภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปรากฏว่า มท. ๓ ก็ออกนโยบาย ในการที่จะออกโฉนดให้กับประชาชนโดยนําร่องที่หมู่บ้านมาแฮ ตําบลบาเระเหนือ อําเภอ บาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ปรากฏว่าตอนนั้นท่านรัฐมนตรีอนงค์วรรณ เทพสุทิน ก็ไปมอบ เอกสารสิทธินั้นไป แต่ว่าในตอนนั้นทางรัฐมนตรีก็รับปากกับประชาชนว่าสําหรับที่ดินที่อยู่ ในเขตนั้นจะเสนอกับคณะรัฐมนตรีเพื่อตราพระราชกฤษฎีกาถอดถอนที่ดินเหล่านั้นแล้วก็ จะคืนให้กับประชาชนทั้งหมด ๙๖,๐๐๐ ไร่ แต่โชคไม่ดีเพราะว่ารัฐบาลสมัยนั้นต้องออก จากการบริหารประเทศไป เปลี่ยนรัฐบาลครับ มาถึงรัฐบาลภายใต้การนําของพรรคประชาธิปัตย์อีก ก็คือมีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ปรากฏว่าไม่ได้สานต่อแนวทางการปฏิบัติการแก้ปัญหา มันก็เลยเกิดปัญหา ทั้ง ๆ ที่ดินของเขามีก่อนหน้านี้ จริง ๆ แล้วการแก้ปัญหาที่ดินในส่วนนั้น ไม่ต้องรอกฎหมายฉบับนี้ก็ได้ เพราะประชาชนได้ร่วมกับ ศอ.บต. ได้ร่วมกับ พอช. ได้ร่วมกับ อําเภอและจังหวัด ได้มีการพิสูจน์สิทธิว่าประชาชนได้ครอบครองที่ดินเหล่านี้มาเปึนระยะเวลา ไม่น้อยกว่า ๕๐ ป้มาแล้ว แสดงว่าประชาชนครอบครองมาก่อนได้ทําสวนมาก่อน ได้ทํา ทุกอย่าง ได้ทําประโยชน์ ได้ตั้งถิ่นฐาน มีบ้านเรือน มีสุสาน มีกูโบร์ มีมัสยิด มีสุเหร่ามากมาย รวมทั้งพิสูจน์ได้โดยอายุของต้นไม้ ไม้ยางพาราบ้าง ต้นมะพร้าวบ้าง และสวนต่าง ๆ ต้นไม้อื่น ๆ ด้วย พิสูจน์ได้ว่ามีอายุมากกว่า ๕๐ ป้แน่นอน เพราะฉะนั้นที่ดินส่วนนั้น น่าจะเปึนสิทธิของประชาชน แต่เสียดายครับ รัฐบาลนี้ไม่ยอมสานต่อแนวปฏิบัติที่ ท่านรัฐมนตรีอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้กําหนดไว้ ถ้าได้ออกพระราชกฤษฎีกาถอดถอน ป์านนี้ผมคิดว่าที่ดินส่วนนั้นคงไม่มีปัญหาแล้ว และประเด็นนี้ละครับมันเปึนประเด็น ขยายความที่ฝ์ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนพยายามที่จะปลุกระดมให้ประชาชนบอกว่า นี่คือรัฐสยามที่เอาเปรียบเขาไป แม้กฎหมายฉบับนี้เข้าสภาก็ตาม ผมก็เปึนห่วงเพราะว่า ที่ดินนอกเขตอุทยานแห่งชาติผมไม่เปึนห่วง เพราะอย่างไรใช้กฎหมายที่ดินออกเอกสารสิทธิได้ แต่ในเขตอุทยานแห่งชาตินั้นปรากฏว่าในกฎหมายฉบับนี้ตอนแรกผมเห็นด้วยกับกฎหมาย ฉบับนี้ พอไปดูในมาตรา ๒๐ กับมาตรา ๒๑ นั้นมันถูกล็อกครับ เขาเขียนไว้ว่า ในกรณี ที่เปึนเขตอุทยานแห่งชาติห้ามเอาไปจัดสรร เว้นแต่ได้ครอบครองก่อนที่จะประกาศเปึนเขต อุทยานแห่งชาติ หมายความว่าประชาชน ๖,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ๒๓ ตําบล ๙ อําเภอ ๓ จังหวัด ที่ดิน ๙๖,๐๐๐ ไร่ ไม่มีสิทธิที่จะกลับคืนไปทํามาหากินในที่ดินของเขา ในขณะนี้ เขาลําบากครับ จะโค่นต้นยางก็ไม่ได้เพราะทางราชการไม่ยอม เพราะถือว่าอยู่ภายใต้ กฎหมายเขตอุทยานแห่งชาติที่ยังบังคับใช้อยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะฝากกับ คณะกรรมาธิการรวมทั้งรัฐบาลไว้ด้วยว่ามาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ ในเรื่องของการจัดการ ที่ดินที่ยึดคืนมานั้น ที่ยกเลิกการสงวนนั้น ผมก็ไม่เห็นช่องทางในการที่จะคืนที่ดิน ในเทือกเขาบูโดและสุไหงปาดีที่ครอบคลุม ๓ จังหวัดนั้นให้เขาได้สิทธิในที่ดินของเขา ผมในฐานะที่เปึน ส.ส. ในพื้นที่ที่มีวิถีของชุมชนตามแนวอิสลามนั้นอยากจะเรียนกับ ท่านประธานในเวลา ๓๐ วินาทีว่าชุมชนใน ๓ จังหวัดนั้นเขายึดถือวิถีชุมชนตามแนว อิสลามดังนี้ครับ
ข้อที่ ๑ หลักไม่ละเมิดสิทธิครับ ท่านศาสดาก่อนเสียชีวิต ๑ ป้ ได้สั่งเสียไว้ ๘ ข้อครับ
ข้อที่ ๒ บอกว่าเจ้าจงอย่าละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพราะฉะนั้นที่ดิน ๙๖,๐๐๐ ไร่เปึนที่ดินของประชาชนที่นั่น เขาไม่ได้เรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน แต่เขา เรียกร้องขอสิทธิที่ดินทํากินของเขาคืน กฎหมายฉบับนี้ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ ก็ไม่มีสิทธิ ที่จะคืนให้กับเขาครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดถ้ารัฐบาลนี้แม้การเสนอ กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่กล้า ท่านไปออกพระราชกฤษฎีกาเสีย ถอดถอนที่ดิน ๙๖,๐๐๐ ไร่
ข้อที่ ๓ อีกสักครึ่งนาทีครับ หลักไม่เห็นแก่ตัว คือรัฐไม่ควรยึดครองที่ดิน มากเกินไปจนไม่ได้ใช้ประโยชน์ ควรคืนที่ดินนั้นให้กับเขาเพื่อเขาจะได้ไปใช้ประโยชน์ แล้วก็เศรษฐกิจของพื้นที่ก็จะเกิดขึ้น
สุดท้ายเพื่อเปึนสิริมงคล เพื่อเปึนบะเราะกะห์ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้หยิบยกคําสั่งเสียของท่านศาสดาในภาษาอาหรับว่า “มันอะฮฺยาอัรฎอน มัยตาตัน ฟาฮียา ลาฮู” หมายความว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ได้ชีวิต ให้ชีวิตแก่ผืนแผ่นดินที่ตายไปแล้ว ที่ดินนั้นย่อมเปึนสิทธิของเขา หมายความว่าเน้นในเรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ที่ว่างเปล่าเหมือนกับกฎหมายฉบับนี้ได้พูดถึง เพียงแต่ว่าอยากจะฝากมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ ให้กับคณะกรรมาธิการลองไปพิจารณาดูเพื่อคลี่คลายปัญหาใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ