สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓

ธีระ วงศ์สมุทร หารือเรื่องโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยเสนอแนะว่าเกษตรกรควรปลูกข้าว 2 ครั้ง และสนับสนุนให้ปลูกพืชหลังนา และยังหารือเรื่องการดูแลเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติ โดยขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม และเสนอให้รัฐช่วยเหลือเกษตรกรในอัตรา 55% ของต้นทุน

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้เปึนผู้มาชี้แจงตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดพิษณุโลก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ต่อปัญหาโครงการประกันรายได้เกษตรกร ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าต่อคําถาม ของท่านนั้น เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ก็เปึนที่ทราบดีอยู่แล้วว่าโครงการที่รัฐบาลดําเนินการ ประกันรายได้ประกอบกับปัญหาในการปลูกข้าวต่าง ๆ มีปัญหาเกิดจากโรคระบาด ของศัตรูพืชและการขาดแคลนน้ําในการทํานา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้คิดว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถ้าสมมุติว่าเรามาจัดระบบปลูกข้าวกันใหม่เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ในเรื่องของศัตรูพืชก็ดี ในเรื่องของการขาดแคลนน้ําทํานาก็ดี แล้วก็ให้การบริหาร จัดการน้ําได้สะดวกก็ดี จึงมีความคิดว่าป้หนึ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวน่าจะทํานาป้ละ ๒ ครั้ง เว้นจากนั้นก็จะสนับสนุนให้มีการปลูกพืชหลังนา ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้เสนอ ครม. ก็อนุมัติ ในหลักการต่อโครงการดังกล่าวแล้ว แต่ว่าการทําอาจจะทํานาติดกัน นาป้ นาปรัง แล้วก็ ปลูกพืชหลังนา หรือทํานาป้แล้วก็ปลูกพืชหลังนาแล้วก็ทํานาปรัง ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ ของพี่น้องเกษตรกรชาวนา ตอบปัญหาที่ถามเมื่อสักครู่ได้เรียนว่าในเรื่องของข้าวนาป้นั้น เราก็กําหนดว่าช่วงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรปลูกก็ควรจะเปึน ๑ พฤษภาคม ถึง ๑ ตุลาคม ส่วนข้าวนาปรังหรือรอบที่ ๒ ช่วงเวลาที่ปลูกก็คือ ๑ พฤศจิกายน ถึง ๑ เมษายน ซึ่งในหลักการ โครงการประกันรายได้เราก็ไม่ได้พูดนาป้หรือพูดนาปรัง เราพูดว่าครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ แต่เรา กําหนดระยะเวลาเอาไว้ว่าต้องปลูกในระยะนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อสนับสนุนเหตุผลตามที่ผม กล่าวไปเมื่อสักครู่ ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้รับร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกร ได้รับแจ้งจากจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งก็มีหลายจังหวัดไม่ใช่เฉพาะ จังหวัดพิษณุโลกเท่านั้นที่เกิดปัญหาซึ่งเห็นปัญหาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากว่าพี่น้องเกษตรกร จะต้องจัดระบบปลูกข้าวตรงนี้เร็วขึ้นเพื่อหนีน้ํา น้ําท่วมตามที่ท่านว่า ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของข้าวรอบ ๒ นาปรัง ซึ่งเรากําหนดว่าจะต้องปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึง เดือนเมษายน แต่ถ้าพี่น้องเกษตรกรปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนก็จะเก็บเกี่ยวประมาณ เดือนมีนาคม พอเดือนเมษายนก็ปลูกเลย พอเดือนเมษายนจะปลูกเลยก็ไม่สามารถที่จะ ใช้สิทธิตรงนั้นได้ ตรงนี้เห็นครับ เห็นปัญหาของพี่น้องเกษตรกร แต่เนื่องจากว่าระยะเวลา มันผ่านมาแล้วในป้นี้ เนื่องจากว่าเราไม่ได้มีข้อมูลว่าพี่น้องเกษตรกรรายนี้ได้ขึ้นทะเบียน เอาไว้อย่างไร แล้วก็ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้แล้ว ผลผลิตก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ ไม่สามารถที่จะทําประชาคมได้เนื่องจากว่าได้เก็บเกี่ยวไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้นํามาสู่ การประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ซึ่งเราก็เห็นปัญหาเหล่านี้ แต่คิดว่าการที่จะผ่อนผันในป้นี้ก็คงจะไม่ได้เพราะว่ามันไม่มีข้อมูลหลักฐาน แต่อย่างไรก็ตามก็มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน กรมการข้าวและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสํารวจพื้นที่ที่มีลักษณะเช่นนี้ทั้งหมดว่ามันมีอยู่ที่ไหน อย่างไร เพื่อที่จะมาทบทวนในการดําเนินการในป้ต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็เปึนการยุติอยู่ที่ คณะอนุกรรมการ ซึ่งคณะอนุกรรมการก็จะเสนอปัญหานี้ต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าจะทบทวนในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร ก็คงไปอภิปรายพูดจาและแสดง ความคิดเห็นกันในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่ในชั้นนี้ ทางคณะอนุกรรมการด้านการผลิตเห็นว่าเนื่องจากว่าเราไม่มีข้อมูลที่จะผ่อนผันเหล่านั้น อย่างไร แต่ยืนยันว่าในป้ถัดไปตรงนี้จะต้องได้รับการดูแลอย่างแน่นอนนะครับ

ส่วนประเด็นคําถามที่ว่ากรณีพี่น้องเกษตรกรทําพืชไร่เดิมนั้นไม่ได้ขึ้นทะเบียน ปัญหานี้ก็เช่นกันทางคณะอนุกรรมการที่ดูแลในเรื่องพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสําปะหลัง ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะเหล่านี้เช่นกันครับ ก็มีความเห็นตรงกันกับที่ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นะครับ เนื่องจากว่าเรามีเจตนาที่ไม่ต้องการให้ บุกรุกที่ดินของรัฐเพิ่มเติม แต่ว่าที่ปลูกไปแล้วไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้จึงไม่มีข้อมูล ตรงนี้ ในความเห็นของคณะอนุกรรมการที่กําลังจะพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเสนอ กรรมการนโยบายต่อไป เรามองว่าพื้นที่เหล่านี้ถ้าสมมุติว่าคณะกรรมการในระดับจังหวัด แก้ไขปัญหาระดับจังหวัด ซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถพิสูจน์ชัดได้ว่าป้ที่แล้วเขา ปลูกแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือเขาปลูกพืชอื่นแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของจังหวัดที่จะเสนอเข้ามา นี่เปึนความเห็นของคณะอนุกรรมการซึ่งอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย

ต่อคําถามอีกประเด็นหนึ่งหรือว่าการดูแลพี่น้องเกษตรกรที่ผมได้รับโจทย์ จากคณะรัฐมนตรีมานั้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสําคัญเปึนอย่างยิ่ง เพราะว่าในรอบป้ที่ผ่านมาพี่น้องเกษตรกรได้ประสบปัญหา ภัยแล้ง ถัดจากภัยแล้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกร ให้เลื่อนการทํานาออกไปเพราะขณะนั้นไม่มีน้ํา ถ้าให้พี่น้องทําไปขณะนั้นก็จะเสียหาย จึงขอเลื่อน ถัดจากนั้นมาพี่น้องเกษตรกรประสบปัญหาอุทกภัยเลย เห็นตรงกันครับว่า การที่จะเยียวยาพี่น้องเกษตรกรโดยใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย เงินทดรองราชการคงจะไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่นข้าวในอัตราไร่ละ ๖๐๖ บาท ผมคิดว่า มันน้อยไปที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรในส่วนนี้ ซึ่ง ครม. ก็ได้กรุณาอนุมัติในหลักการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มาทบทวนในประเด็นนี้แล้วว่าเราจะดูแลพี่น้องเกษตรกร อย่างไรครับ สิ่งที่ผมไปดูอยากจะเรียนต่อสภาแห่งนี้ว่าเรามองดูว่าต้นทุนการผลิตของ พี่น้องเกษตรกรเปึนจํานวนเท่าไร ต้นทุนผันแปรเท่าไร แล้วก็เอาหลักการอ้างอิงที่เราเคย ดูแลพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยพิบัติเมื่อป้ ๒๕๔๙ ที่เราขอจ่ายเปึนกรณีพิเศษ มาเปึนอย่างไร ซึ่งขณะนี้ผมก็ได้ข้อยุติ ยุตินี่จากคณะอนุกรรมการกํากับดูแลการแก้ไข ปัญหาภัยพิบัติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนอกจากมีข้าราชการของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แล้ว มีคณะกรรมการจากส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้ ตั้งขึ้นตามคณะกรรมการที่เราแต่งตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อดูแลแก้ไขปัญหา ภัยพิบัติด้านธรรมชาติ ได้ข้อยุติว่าทั้งพืชไร่ พืชสวน แล้วก็ข้าวเราจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่จะนําเสนอ ครม. เศรษฐกิจในวันจันทร์นี้ในอัตรา ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน นี่คือสิ่งที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คิดในขณะนี้ แต่ผลเปึนอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะรัฐมนตรีก็จะได้พิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ