ประพนธ์ นิลวัชรมณี หารือเกี่ยวกับกฎหมายเพิกถอนที่ดินหวงห้ามของรัฐ โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบ และเสนอแนะให้รัฐทุ่มเทงบประมาณในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการ และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการออกเอกสารสิทธิให้กับบุคคลที่มีสิทธิได้รับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประพนธ์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมคงยังไม่มีเงินไปซื้อที่ดินป์าสงวนไว้ที่ภาคใต้นะครับ ท่านประธานครับกฎหมายฉบับนี้ ออกมาก็เพื่อจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จริงอยู่กฎหมายออกมา ทุกฉบับก็คงไม่ได้เกิดประโยชน์ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่ากฎหมายฉบับใดที่ออกมาแล้ว ทําให้ผู้ที่เดือดร้อนทุกข์ยาก ผู้ยากจนจริง ๆ ผู้ด้อยโอกาสจริง ๆ นั้นได้รับการแก้ไขแม้เพียง ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็นับว่าเปึนบุญเปึนกุศลของพวกเราที่ได้ทําประโยชน์ให้กับผู้ด้อยโอกาส เหล่านั้นครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมาผมนั่งฟังตลอดเพราะว่าเรื่องนี้ผมสนใจมาก ก็เปึนประโยชน์กับคณะกรรมาธิการในวาระที่สองเปึนอย่างยิ่งครับ ขอให้นําการอภิปราย ของทุกท่านนั้นนําไปเปึนประเด็นที่จะทําให้กฎหมายฉบับนี้นั้นออกมาอย่างสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในการนําไปปฏิบัติจริง ๆ ครับ เพราะผมเปึนห่วงเรื่องของกฎหมายออกไป โดยเฉพาะฉบับนี้ออกมาแล้ว ในภาคปฏิบัติผมเปึนห่วงจริง ๆ ว่ามันจะมีปัญหาหลายสิ่ง หลายอย่าง ไม่ว่าเรื่องของการที่คณะกรรมการชุดนั้นจะกล้าประกาศเพิกถอนที่สงวน หวงห้ามเหล่านั้นในบางกรณีอย่างไรบ้างนะครับ ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายเปึนห่วงเรื่องนี้ มาแล้ว ผมถึงว่ามันเปึนประโยชน์ครับ ส่วนผมก็จะอภิปรายในส่วนที่คิดว่าเพื่อนสมาชิก ยังไม่ได้พูดถึงด้วยความเปึนห่วง ผมได้อ่านจากหลายร่างพระราชบัญญัติเพิกถอนที่ดิน หวงห้ามของรัฐนะครับ ส่วนใหญ่จะเน้นไปเรื่องของที่ดินหวงห้ามเพื่อใช้ประโยชน์ ทางราชการ ท่านประธานครับ มีที่ดินอยู่ชนิดหนึ่งที่ได้ประกาศไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทาง ราชการเปึนที่ประกาศไว้เปึนที่สาธารณะ เพื่อประชาชนใช้ร่วมกัน ตรงนี้ก็เปึนคําถาม ผมได้ถามเพื่อนผู้ร่างหลายฉบับก็บอกว่า คลุมไปด้วยครับ แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงมาตราต่อ ๆ มานั้นก็มักจะพูดแต่เรื่องว่าให้เพิกถอน ที่ที่ประกาศหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ราชการแล้วไม่ได้ใช้ แต่ที่ประกาศไว้เปึนที่สาธารณประโยชน์ ประชาชนใช้ร่วมกันนั้น มันไม่ใช่ มันไม่เข้าประเด็น ทีนี้เปึนห่วงว่าคณะกรรมการชุดที่ แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นจะตีความอย่างไรนะครับ เพราะว่าจะเพิกถอน ประชาชนผู้ใช้ร่วม สมมุติว่ามีอยู่ ๑,๐๐๐ คนอย่างนี้ มีคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วยจะเปึน ปัญหาไหม อันนี้พอดีมีประเด็นของพื้นที่ในท้องที่ผมอยู่ด้วย เดี๋ยวผมจะได้กราบเรียน ท่านประธานเพื่อให้คณะกรรมาธิการในวาระที่สองต่อไปนะครับ อย่างที่ผมกล่าวแล้วว่า เรื่องของคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อจะพิจารณาเพิกถอนที่ดินตามหลักเกณฑ์ที่ท่าน ได้กล่าวไว้ ๒ ประเด็นว่า ๑. เปึนที่ดินที่ราชการประกาศหวงห้ามไว้แล้ว ไม่ว่าประกาศ หวงห้ามใช้ในราชการทหาร หรือประกาศหวงห้ามไว้ให้เปึนป์าสงวน เปึนป์าอนุรักษ์ ก็แล้วแต่นะครับ นั่นเปึนประเด็นที่ว่าคณะกรรมการชุดนั้นคงไม่ง่ายในการที่พิจารณาว่า จะยกเลิก เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วมันหลากหลายเรื่องปัญหาของแต่ละที่
อีกอันหนึ่งเรื่องของการประกาศไปทับที่ที่ราษฎรอยู่ก่อน ก็ให้ประกาศ ยกเลิกนะครับ อันนี้ผมจึงว่าน่าจะให้มีหลักเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์เพื่อกรรมการเหล่านั้น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เปึนหลักเกณฑ์ในการที่จะประกาศ เพิกถอนในทั้ง ๒ กรณีนี้ เพราะไม่อย่างนั้นผมคิดว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติครับ ความจริงเรื่องของการประกาศหวงห้ามไปทับซ้อนที่ชาวบ้านที่มีสิทธิอยู่แล้ว โดยข้อเท็จจริงแล้ว การประกาศอย่างนั้นมันไม่เปึนธรรม ถ้าร้องศาลขึ้นมาผมว่าศาลก็คงตัดสินว่าราษฎรนั้น มีสิทธิเหนือทางข้าราชการที่ไปประกาศทีหลังนะครับ เรื่องนี้เพราะว่าโดยปกติแล้ว หน่วยงานทั้งหลายนั้นน่าจะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องออกกฎหมาย
อีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านประธานในทางปฏิบัติร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้น ให้อํานาจโดยทั่วไปที่ผมอ่านมาหลายฉบับ ให้อํานาจคณะกรรมการที่ทางจังหวัดได้ แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาตามกฎหมายฉบับนี้ในการเพิกถอนให้เวลา ๙๐ วัน แล้วถ้าไม่เสร็จ ให้ต่ออีก ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน ผมยังเปึนห่วงว่ากรณีที่ดินที่มีปัญหากับราษฎร เหล่านี้แต่ละจังหวัดนั้น ผมว่ามีกันเปึนร้อย ๆ ที่ ถ้าราษฎรยื่นพร้อมกันคณะกรรมการ ชุดนั้นจะทําทันหรือไม่ นั่นประเด็นหนึ่ง
อีกประเด็นหนึ่ง คือถ้าหลักเกณฑ์ไม่แน่ชัดกรรมการชุดนั้นก็ไม่กล้าที่จะ ตัดสินใจ ในเมื่อครบกําหนดตามเวลาที่กําหนดแล้วยังไม่แล้วเสร็จ มันจะมีผลอย่างไรครับ ถ้ากําหนดไว้ว่าให้กรรมการชุดนั้นมีความผิด ผมว่ากรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งก็พยายาม ที่จะหนี ไม่มีใครอยากมารับผิดชอบ เพราะว่าการประกาศยกเลิกที่ดินเหล่านี้ มันเปึนปัญหา ทางกฎหมาย อันนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวว่ารัฐควรจะทุ่มเทงบประมาณในการที่จะ ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้ทํางานกันอย่างมีกําลังใจนะครับ
ท่านประธาน เมื่อกี้ที่ผมได้กล่าวเรื่องของกฎหมายว่าในเมื่อประกาศยกเลิก ที่สงวนหวงห้ามนั้นด้วย ๒ กรณีดังกล่าว คือว่ารัฐได้ใช้ประโยชน์แล้วกับที่ที่รัฐออกประกาศแล้วไปทับที่ที่ราษฎรใช้ประโยชน์อยู่ก่อน หรือมีเอกสารก่อนนั้น แล้วจึงให้บุคคลดังกล่าวนั้นมีสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตรงนี้ละครับท่านประธานยังมีปัญหาอีกครับ แม้จะประกาศยกเลิกแล้วครับ ราษฎร ดังกล่าวมีสิทธิได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตรงนี้จะเปึนปัญหาอีก โดยข้อเท็จจริง กรณีของการที่รัฐประกาศไปทับที่ชาวบ้านที่มีสิทธิอยู่แล้ว ที่จริงถึงไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ออกมา รัฐที่ประกาศนั้นกฎหมายฉบับนั้นมันควรจะเปึนโมฆะ เพราะว่าประชาชนมีสิทธิ อยู่ก่อน แต่ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วบอกว่าบุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้ตามประมวล กฎหมายที่ดิน ตรงนี้มีปัญหา ถ้าเขามีสิทธิอยู่ก่อนมันก็ไม่ต้องออกกฎหมายฉบับนี้ แต่ถ้าเขาไม่มีสิทธิ ถ้าเขาไม่มีสิทธิตรงนี้มันคืออะไรที่ที่ดินจะออกเอกสารสิทธิให้ มีปัญหา แน่นอนครับเพื่อนสมาชิกก็ตั้งข้อสังเกตไว้เยอะครับ ก็กลัวว่าคนที่มีเงินที่เปึนนายทุน ก็สามารถจะออกได้ คนที่จนก็มีปัญหาอีกว่ากว่าจะพิสูจน์สิทธิว่าควรจะได้รับเอกสารสิทธิ จากเจ้าหน้าที่ที่ดินนั้น เพราะว่าบางทีที่ดินมันอยู่ในเขตของกรมป์าไม้ อยู่ในเขตของ หน่วยราชการอื่น เพราะฉะนั้นข้อปัญหาตรงนี้ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดแล้วว่าเราควร จะมีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในการที่จะออกเอกสารสิทธิให้กับบุคคลเหล่านั้นว่ามีกรณีอย่างใด บ้างครับ มันมีปัญหาที่ผมกล่าวว่ามันมีที่ดินสาธารณะที่ประกาศเปึนที่สาธารณะ ให้ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งผมได้เคยร้องเรียนกับทางท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน สมัยนั้น อดีตท่านประธาน พลเอก ธีรเดช มีเพียร มีที่ดินที่หมู่บ้านในตําบลปากแพรก อําเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปึนที่ดินที่ไม่มีเจ้าของ คือไม่มีหน่วยงานเปึนเจ้าของ รัฐก็ออกประกาศให้เปึนที่สาธารณะ ประชาชนใช้ร่วมกัน ท่าน พลเอก ธีรเดช มีเพียร ท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินสมัยนั้นอุตส่าห์เดินทางไปกับผม เดินกลางแดดกลางแจ้ง ตรวจที่ดินกัน แล้วก็สั่งให้ทางจังหวัดดําเนินการตรวจสอบ ในการออกประกาศเปึนที่ สาธารณะนั้นว่าได้ประกาศถูกต้องหรือไม่ ประกาศเมื่อไร ป้หนึ่งแล้วครับท่านประธาน ทั้งที่เรื่องง่าย ๆ เพราะที่ดินนั้นไม่มีเจ้าของ เปึนที่สาธารณะซึ่งไม่มีหน่วยงานใด แล้วก็ มันแน่ชัดว่าราษฎรอยู่มาตั้ง ๓๐ กว่าป้แล้ว ๔๐ ป้แล้ว ทางจังหวัดควรจะตรวจสอบและ เพิกถอนได้ แต่แค่นี้ครับทางคณะกรรมการของจังหวัดยังไม่กล้าเลย กระผมจึงยกตัวอย่าง ว่าปัญหาเหล่านี้ที่ออกกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์แน่ชัด คณะกรรมการ ก็จะลังเลในการที่จะประกาศเพิกถอน ที่จริงที่บ้านในนั้นเพิกถอนได้เพราะไม่มีหน่วยงาน แล้วแน่ชัดว่าเขาอยู่มาก่อนนั้น เพราะผมเคยให้หลักฐานไว้ทั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเคย ไปนอนที่นั่นเมื่อ ๓๐-๔๐ ป้ที่แล้ว มีประชาชนเขาอยู่กันแล้ว เพราะฉะนั้นกรณีอย่างนี้ จึงเปึนเรื่องที่ผมขอให้คณะกรรมาธิการในวาระ ๒ ได้นําไปพิจารณาครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงมีวาระประเด็นที่ไม่ซ้ํากับคนอื่น ขอบคุณครับ