สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือเรื่องปัญหาการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาครูทั้งระบบและเพิ่มขวัญและกําลังใจของครู นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการพัฒนาพลเมืองไทยให้มีคุณภาพและใฝ่รู้ใฝ่เรียนเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก มีความเป็นพลเมืองดีและภาคภูมิใจในความเป็นไทย

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กระผมขอตอบ กระทู้ถามของนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ถามถึง ปัญหาเรื่องการศึกษา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณที่คุณหมอประสิทธิ์ได้ให้ความสนใจ ในเรื่องปัญหาการศึกษา ถึงแม้ว่าหมอยังไม่มีโอกาสไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ผมคิดว่าวันนี้ผมมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะใช้ ความมุ่งมั่นและใช้ความรู้ความสามารถในการที่จะแก้ไขปัญหาของการศึกษาตามที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณาให้ความคาดหวังไว้นะครับ ก่อนที่จะลงไปในคําถามก็อยากจะกราบเรียน ด้วยความปรารถนาดีที่ท่านได้เป็นห่วงในเรื่องของการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลา ที่มีสถานการณ์วิกฤติทางการเมือง ผมอยากจะให้ความมั่นใจกับเพื่อนสมาชิกในสภา แห่งนี้ว่าการบริหารจัดการศึกษานั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสําคัญ และคิดว่า เราจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนให้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าทางการเมืองอาจจะ มีปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามาเป็นตัวทําให้การพัฒนาทางการศึกษานี้อาจจะมีผลกระทบ ไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอกฎหมายบางส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ว่าในเรื่องของ การที่จะขับเคลื่อนในการบริหาร แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะให้ความมั่นใจว่าในช่วงที่ ผมเข้ามารับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการกําหนดกรอบและ นโยบายที่ชัดเจนที่ให้เพื่อนข้าราชการทุกองค์กรหลักได้มีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อน การพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ผมขออนุญาตที่จะแยกคําถาม เป็น ๒ ส่วนนะครับ

ส่วนแรก ก็คือท่านเป็นห่วงโดยภาพรวมว่ากระทรวงศึกษาธิการจะแก้ไข ปัญหาการศึกษาของประเทศให้เกิดความก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ต้องยอมรับความจริง เหมือนที่ท่านได้พูดถึงนะครับว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาที่เรามีการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๑ นั้น ส่วนใหญ่ก็จะมุ่งเน้นไปเรื่องของโครงสร้าง ไม่ได้ไปถึงตัวนักเรียน อย่างแท้จริง ตรงนี้ก็จะพบความเป็นจริงว่าเราก็มีความก้าวหน้าขึ้นมาในระดับหนึ่ง เช่น ในเรื่องของการจัดการศึกษาที่มีเอกภาพมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการกระจายโอกาส ทางการศึกษาที่ให้ประชากรในวัยเรียนได้มีโอกาสได้รับการศึกษามากยิ่งขึ้น ในเรื่องที่เรา ได้มีหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระและองค์กรในกํากับเข้ามามีส่วนในการพัฒนาทางด้าน การศึกษา ไม่ว่าจะมีในเรื่องของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือมีในเรื่อง ของสํานักงานมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาเหล่านี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการศึกษาของเราได้พัฒนาไปในระดับที่น่าพอใจในส่วนของ โครงสร้าง ในส่วนของเอกภาพ ในส่วนของการกระจายโอกาสทางการศึกษา แต่ว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพทางการศึกษานั้นก็ยังมี ปัญหา รัฐบาลนี้จึงให้ความสําคัญกับเรื่องการศึกษาเป็นอย่างยิ่งครับ เราจึงได้ประกาศ เป็นนโยบายชัดเจนว่าจะปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ที่เราจะปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๒ ก็เพราะว่าต้องการที่จะให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้นไปตรงเป้ำ ตามที่ท่านได้ถามก็คือไปสู่ตัวผู้เรียน ซึ่งก็มีหลักการใหญ่อยู่ ๓ ประการครับ

ประการที่ ๑ เราจะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต ก็คือเน้นไปที่ ตัวผู้เรียนในทุกระดับที่จะต้องให้ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ประการที่ ๒ คือเราจะต้องสร้างความเสมอภาคและโอกาสให้กับผู้เรียน

ประการที่ ๓ ก็คือว่าต้องให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา

ซึ่งก็มีเป้ำหมายที่ชัดเจนที่จะต้องดําเนินการในช่วง ๑๐ ปี คือตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปี ๒๕๖๑ นั่นก็คือเราจะต้องจัดการศึกษาเพื่อให้ได้พลเมืองยุคใหม่หรือให้ได้ พลเมืองที่มีคุณภาพ ในความหมายของผมที่ชัดเจนก็คือว่าต่อไปนี้การศึกษาในทุกระดับ เราก็จะมุ่งเน้นในการที่จะพัฒนาพลเมืองของเรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็พูดกันอย่างสั้น ๆ ว่าให้เก่ง ให้ดี และให้มีความสุข ความจริงคือเราอยากเห็นเด็กไทยของเรานั้นใฝ่รู้ใฝ่เรียนเท่าทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีจิตใจที่มีจิตสาธารณะ เคารพกติกา เคารพผู้อื่น มีความเป็น พลเมืองดี แล้วก็มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย นี่คือเป้ำหมายประการแรกครับ

แน่นอนครับคุณภาพของนักเรียนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เราก็มีเป้ำหมาย ประการที่สอง ก็คือว่าเราจะต้องดําเนินการในเรื่องของการที่จะต้องสร้างครูยุคใหม่ เช่นเดียวกัน ต้องสร้างครูที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน เราต้องยอมรับความเป็นจริงนะครับว่า ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาปัญหาของครูยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ส่วนใหญ่ก็จะ เป็นการแก้ไขในเรื่องของโครงสร้างและข้าราชการในระดับสูง แต่ว่าการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๒ นี้เรามุ่งเน้นที่จะพัฒนาครูทั้งระบบ ก็เริ่มต้นจากการที่เราจะมุ่งเน้น ในการผลิตครูที่มีคุณภาพนะครับ ในช่วง ๑๐ ปีต่อจากนี้ไปเรามีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ครูของเราต้องเกษียณไป ๑๘๐,๐๐๐ คนนะครับ และถ้าไปนับครูของครูก็คืออาจารย์ ที่สอนในมหาวิทยาลัยในคณะศึกษาศาสตร์และในคณะครุศาสตร์ก็ต้องเกษียณไปอีก ร้อยละ ๓๐ รวมแล้วประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นเราจําเป็นที่จะต้องมาวาง ระบบในการพัฒนาผู้บริหารและครู ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสําคัญที่จะทําให้การจัดการศึกษา อย่างมีคุณภาพ อันนี้เป็นผลการวิจัยและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกครับว่าถ้าเราได้ผู้บริหาร ที่มีคุณภาพ ได้ครูที่มีคุณภาพเราก็สามารถที่จะดําเนินการในการที่จะนําไปสู่หัวใจ ในการพัฒนาคุณภาพ ผลิตครูไม่พอครับเนื่องจากเรามีครูและบุคลากรอยู่ขณะนี้ ๗๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงศึกษาธิการโดยนโยบายของรัฐบาลเราก็ดําเนินการ ในการพัฒนาครูทั้งระบบในขณะนี้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในยุคที่ผ่านมาที่จัดให้มีการพัฒนา ครูทั้งระบบโดยกระทรวงศึกษาธิการได้ขอความร่วมมือกับทางสํานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา คือได้มีความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒเพื่อดําเนินการในการที่จะพัฒนาครู ทดสอบสมรรถนะของครู และหลังจากนั้นก็จะมีการประเมินผลเพื่อนําไปสู่การพัฒนาครูอย่างเป็นระบบต่อไป และควบคู่กันไปก็คือว่าจะต้องมาดูเรื่องขวัญและกําลังใจของครูด้วย ซึ่งในขณะนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็เตรียมการที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนที่ผมจะต้อง ขอความร่วมมือเพื่อนสมาชิกด้วยถ้าหากกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภา เพราะเพื่อนครูของเรา ไม่ได้ปรับโครงสร้างเงินเดือนอย่างต่อเนื่องมา ๔ ปีแล้วครับ ข้าราชการอื่นปรับไป ๒ ครั้ง ครั้งละร้อยละ ๔ ผมคิดว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้เข้ามาก็จะเป็นการสร้างขวัญและกําลังใจ นอกจากนั้นทางกระทรวงก็เตรียมการที่จะกําหนดในการที่จะทําเกณฑ์ในการเลื่อน วิทยฐานะของครูที่จะมุ่งเน้นในการประเมินผลของครูเพื่อเลื่อนวิทยฐานะไปสู่การชี้วัด ที่ผลงาน ก็คือถ้าในระดับผู้อํานวยการเขตก็จะดูผลงานที่สถานศึกษาเป็นเป้ำหมายหลัก ในระดับผู้บริหารโรงเรียนเราก็จะดูที่ห้องเรียนเป็นเป้ำหมายหลัก และในระดับครูที่จะได้ เลื่อนวิทยฐานะเราก็จะดูผลงานเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอย่างแท้จริง

เป้ำหมายประการที่สาม ก็คือในเรื่องของการที่จะต้องจัดสถานศึกษาและ แหล่งเรียนรู้ใหม่ อันนี้ผมคิดว่าจะมีความชัดเจนมากครับ จะเห็นได้ว่าในยุครัฐบาล โดยภายใต้การนําของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนี้เราได้จัดระบบสถานศึกษา ในทุกระดับชัดเจน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นเราก็จะมีโรงเรียนหรือสถานศึกษา ที่จะได้รับการดูแลตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็กที่จะต้องไปปรับปรุงคุณภาพ เพราะเรามี โรงเรียนขนาดเล็กถึง ๑๔,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบท ห่างไกลและมีปัญหาในเรื่องความพร้อม ปัจจัยในการที่จะใช้ในการเรียน การสอน แม้แต่ตัวนักเรียนเองก็มีปัญหาถึงความไม่พร้อมมากกว่าโรงเรียนในเมือง นอกจากนั้น ก็จะดําเนินการในการที่จะสร้างโรงเรียนดีประจําตําบล อันนี้เป็นโครงการที่สําคัญที่เราจะ ดําเนินการที่จะให้เด็กได้มีคุณภาพ เพราะโรงเรียนดีประจําตําบลแน่นอนครับ เป็นสิ่งที่ยากลําบากพอสมควรเพราะสวนทางกับสิ่งที่เราจะต้องทํา และผมกราบเรียนว่า ในระดับโรงเรียนที่มีความพร้อมแล้วก็มีการต่อยอดให้เป็นโรงเรียนดีระดับอําเภอ ให้เป็น โรงเรียนในฝันเดิมที่มีอยู่ก็จะสนับสนุนต่อไป และโรงเรียนดีระดับจังหวัดก็ได้ยกระดับ ขึ้นมาเป็นโรงเรียนสู่มาตรฐานสากลอีก ๕๐๐ โรง ซึ่งก็จะจัดปัจจัยที่เป็นตัวป้ อนเข้าไป ไม่ว่าประสิทธิภาพในการบริหาร ไม่ว่าในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ ในการจัดการศึกษา อันนี้ก็เข้าไปดูแลเพื่อจะให้มีมาตรฐานขึ้น และแน่นอนต้องไป เชื่อมต่อการพัฒนาระดับวิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยพลศึกษา ที่จะต้องมารองรับ นักเรียนที่จบระดับนี้ ตลอดถึงในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งผมจะตอบคําถามของท่าน ถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปนะครับ

และเป้ำหมายประการสุดท้ายก็คือเรื่องการบริหารจัดการใหม่ ผมคิดว่า เรื่องนี้มีความสําคัญมากนะครับ คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาได้มีมติอนุมัติให้มีการจัดตั้ง สสค. สสค. คือสํานักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ซึ่งเป็นองค์กร เหมือนกับ สสส. ในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมาดูแลในเรื่องของการสนับสนุน ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางการศึกษา และจะมาดูแลการศึกษาในระดับครอบครัว ในระดับสังคม ในระดับของสื่อมวลชน และองค์กรภาคส่วนอื่นในแนวราบ ที่จะต้องเข้ามาร่วม ในการที่จะพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาไปด้วยกัน อันนี้เป็นภาพรวมที่ผมขออนุญาต ที่จะตอบคําถาม และแน่นอนที่สุดครับตัวเลขที่ท่านได้พูดถึงว่าตัวชี้วัดในเรื่องของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวันนี้เราได้ไปกําหนดเป้ำหมายชัดเจนนะครับว่าในช่วง ๑๐ ปี ต่อจากนี้ไปอย่างน้อยสาระการเรียนรู้ นักเรียนจะต้องมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ตํ่ากว่า ร้อยละ ๕๐ และเราก็ไปเป็นตัวชี้วัดในเชิงคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้นที่ต้องการจะให้เด็กนั้น ได้รับการพัฒนาทางด้านคุณธรรม ทางด้านจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่าจะเป็น ยุคสําคัญที่เราจะมีการปรับรื้อหลักสูตรเพื่อให้สอดรับกับเป้ำหมายที่เราต้องการครับ ที่ผ่านมาเรามีหลักสูตรเฉพาะการเรียนรู้และเน้นในการสอนวิชาอย่างเดียว แต่ว่าไม่ได้ สอนในความเป็นคน ไม่ได้สอนในความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็จะมีการปรับรื้อ หลักสูตรนะครับ โดยจะให้มีกิจกรรมที่จะเรียนวิชาประมาณร้อยละ ๗๐ ของสาระ การเรียนรู้ และอีกร้อยละ ๓๐ นั้นก็จะเป็นกิจกรรมที่จะเข้าไปส่งเสริมให้นักเรียนนั้นได้มี คุณธรรม ได้มีจริยธรรม ผมจะดําเนินการในเรื่องของการใช้ศึกษาเพื่อสร้างความเป็น พลเมืองกับเรื่องของลูกเสือนี่มารวมเข้าด้วยกัน อันนี้เป็นภาพรวมทั้งหมด และมีการจัดตั้ง งบประมาณในการที่จะดําเนินการในส่วนเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อจะได้มีการขับเคลื่อน โดยภาพรวม

สําหรับในกรณีที่ท่านได้พูดถึงเรื่องที่เป็นประเด็นเฉพาะอยู่ ๒ เรื่องสําคัญ เรื่องแรก เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องการสอบ เข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักเรียนและพี่น้องประชาชน ผมจึงได้ พูดถึงว่าต่อไปนี้การที่เราจะรื้อหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน การประเมินผลนี่ มันจะมีการเกี่ยวโยงกันที่ต้องมองโดยองค์รวมนะครับ เพื่อที่จะนําไปสู่การพัฒนาผู้เรียน เข้าสู่ในระดับอาชีวศึกษาและเข้าสู่ในระดับมหาวิทยาลัย เราจะต้องมีการเตรียมการครับ ไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น เหมือนที่ท่านพูดได้ว่ามีการกวดวิชา นักเรียนต้องไปเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะระบบในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเรา เป็นระบบที่เราใช้การคัดเลือกแบบเอาคนเก่งทางวิชาการขึ้นมาด้านเดียว เพื่อต้องการ ที่จะให้เด็กได้มีโอกาสเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ความจริงระบบการศึกษานั้นต้องเป็นระบบ ที่ต้องจัดสรรคนนะครับ ตามความถนัด ตามความสนใจของคน เพื่อให้ได้มีโอกาสที่จะได้ ไปเลือกเรียนว่าถ้าคุณมีความสามารถ มีความถนัดขนาดนี้ คุณควรที่จะเรียนอาชีวศึกษา ถ้าระดับนี้ควรที่จะเรียนในระดับอุดมศึกษา เพื่อที่จะต่อในเรื่องของสายสามัญ ต่อระดับอุดมศึกษาต่อไป ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ เราก็มีระบบการสอบเอนทรานซ์ ซึ่งเป็นการสอบ ที่ใช้ข้อสอบกลางและเน้นการสอบที่เนื้อหาเป็นหลัก แล้วก็เป็นจุดสําคัญที่ทําให้ระบบ การศึกษาไทยไปยึดเน้นเอาเรื่องเนื้อหาเป็นหลักมาเป็นเรื่องของการสอบคัดเลือก ซึ่งท่านก็คงทราบดีสมัยที่ผ่านมาสายวิทยาศาสตร์ก็จะมีสอบ ๕ วิชา เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ สายศิลปศาสตร์ก็จะมีเน้นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และต่อมาระบบการสอบเอนทรานซ์ก็ได้มีการปรับปรุงรายวิชา แต่ว่าก็ยังเน้นเนื้อหาเหมือนเดิม ท่านคงจําได้ในสภาแห่งนี้เราเคยอภิปรายเรื่องการสอบ เอนทรานซ์ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเรียนที่เป็นผู้สอบ เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าเป็นการสอบครั้งเดียว เป็นการไม่ให้โอกาสกับนักเรียน มีปัญหาก็คือว่าทําให้ การตัดสินอนาคตในการสอบเพียงครั้งเดียวนั้นจะเป็นปัญหากับนักเรียน และนักเรียน มุ่งเน้นในการไปสอบเรื่องเนื้อหาวิชามากเกินไป มุ่งเน้นในเรื่องของการกวดวิชา มากเกินไป ประกอบกับในปีนั้นมีปัญหาเรื่องข้อสอบรั่วก็เกิดมีปัญหาขึ้นมา ทําให้ ทางกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นจึงคิดว่าเราควรจะใช้ระบบการสอบคัดเลือกกลาง ที่เราเรียกว่าแอดมิชชัน (Admission) นะครับ โดยยึดหลักของการนําผลการเรียน ในชั้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วยจีแพกซ์ (GPAX) ที่เขาเรียกคะแนนเฉลี่ย ที่ท่านบอกว่าจะต้องเอาคะแนนจากในชั้นเรียนมาด้วยนี่นะครับ คะแนนจากคะแนนเฉลี่ย ที่เรียกว่าจีพีเอ (GPA) ร้อยละ ๑๐ และจากกลุ่มสาระอื่น ๆ อีกนะครับ ซึ่งจะมีการทดสอบ ซึ่งเรียกว่าโอเน็ตอีกร้อยละ ๓๕ ถึงร้อยละ ๗๐ และมีการสอบเอเนต ร้อยละ ๐ ถึง ร้อยละ ๓๕ โดยคัดเลือกเป็น ๔ อันดับ อันนี้ก็ได้ดําเนินการมา ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ได้มี การปรับปรุงโดยให้มีการสอบคัดเลือกโดยข้อทดสอบที่เรียกว่าแกตและแพตเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าจริง ๆ ในระบบใหม่นี้ก็เป็นระบบที่มีข้อดีครับ ข้อดีก็คือว่า มีการเปิดสอบมากกว่า ๑ ครั้ง อันนี้ก็จะให้นักเรียนที่บางช่วงที่ไปสอบเอนทรานซ์อาจจะ เจ็บป่วยหรือมีความไม่พร้อมนี่ แต่ว่าถ้าสอบโดยระบบนี้เขาสามารถที่จะสอบได้มากกว่า ๑ ครั้ง และผู้เรียนรู้คะแนนสอบก่อนที่จะยื่นเลือกคณะสาขาวิชา และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า สถาบันหรือสาขาวิชานี่สามารถที่จะกําหนดค่านํ้าหนักได้ตามความเหมาะสม อันนี้ก็จะ เป็นเรื่องที่จะทําให้มีการคัดเลือกนักเรียนตรงกับความถนัดและตรงกับความสนใจ มากยิ่งขึ้นนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าแน่นอนที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะต้อง สร้างความชัดเจนในเรื่องของการสอบระดับแบบข้อสอบกลางนี้ขึ้นมา ซึ่งในปี นี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็เตรียมการที่จะอํานวยความสะดวกของนักเรียนในการสอบ โดยจะให้มีสํานักงานกลางเพื่อที่จะประมวลในการสอบทั้งหมด และผมหวังว่าในขณะนี้ ถ้าหากเราได้ใช้ระบบการสอบนี้อย่างต่อเนื่อง และอาจจะต้องมีการปรับปรุงในบางส่วน เช่น มีการปรับปรุงในเรื่องที่นักเรียนร้องเรียนมาก็คือว่าค่าลงทะเบียนในการสอบราคา จะแพงเกินไป แล้วก็กระบวนการสอบที่เดิมนั้นเป็นสอบ ๓ ครั้ง ให้สอบตั้งแต่ชั้น ม. ๕ ตอนนี้ก็จะมีการปรับลงมาให้สอบในระดับ ม. ๖ แล้วก็จะให้สอบเฉพาะหลังจาก เดือนสิงหาคมไปแล้ว เพื่อตัดปัญหาในเรื่องของการที่นักเรียนไปมุ่งเน้นของการกวดวิชา มากเกินไป อันนี้ในเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ว่าอยากให้ท่านสมาชิกได้เกิด ความมั่นใจครับว่าในขณะนี้ทางสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาก็ได้มีการเตรียมการ ที่จะให้นักเรียนได้สามารถที่จะตรวจสอบผลการสอบของตัวเองได้อย่างชัดเจน และผมเข้าใจว่าจากกระบวนการสอบในปีนี้จะเห็นการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนี้ก็จะมีส่วนสําคัญที่กระผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าเราจะต้องดําเนินการ ในการที่จะให้สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นได้เป็นส่วนกลางในการที่จะ อํานวยความสะดวกให้กับนักเรียนในการที่จะใช้การคัดเลือกตรงอีกส่วนหนึ่ง และการสอบจากการที่สอบกลางอีกส่วนหนึ่ง เพื่อจะอํานวยความสะดวกของนักเรียน ทั้งหมดในส่วนตรงนี้

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านได้พูดถึงเป็นประเด็นรายละเอียดที่ท่านฝากมา ก็คือการรับฝากเด็กนักเรียนในเรื่องของการรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา อันนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าจริง ๆ การดําเนินการในการรับนักเรียนในปีการศึกษา ๒๕๕๓ นั้นเราได้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนนะครับ กระทรวงศึกษาธิการได้กําหนดเกณฑ์ เพื่อจัดสรรนักเรียนในแต่ละโรงเรียนอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนแต่ละโรงเรียนจะมีโอกาส รับนักเรียนในพื้นที่โดยการจับสลากเท่าไร รับนักเรียนจากการสอบเป็นจํานวนเท่าไร ชัดเจน และในกระบวนการในการดําเนินการสอบก็ได้มอบหมายให้กับสถานศึกษาที่จะ ดําเนินการในการคัดเลือกนักเรียนที่จะเข้าเรียน อันนี้เป็นส่วนที่มีความสําคัญที่สุด แน่นอนที่สุดครับ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าคุณภาพของโรงเรียนไม่เท่ากัน ก็ยังมี โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงเหมือนที่ท่านพูด ซึ่งนักเรียนและผู้ปกครองก็ให้ความสนใจ ที่จะไปเข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าวเพิ่มมาก อันนี้ก็ต้องใช้วิธีการสอบ เช่นโรงเรียน ในระดับเตรียมอุดมศึกษาเหล่านี้ก็สอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้อง ดําเนินการเพื่อรักษาคุณภาพของโรงเรียนด้วย นอกจากนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่า การแก้ไขปัญหานี้เราก็ต้องแก้ไขปัญหาระยะยาวไปพร้อมกันด้วยครับ แก้ไขปัญหา ระยะยาวคืออะไรครับ แก้ไขปัญหาระยะยาวก็คือ เราจะต้องดําเนินการในการที่จะสร้าง ความเสมอภาคหรือคุณภาพของโรงเรียนให้ใกล้เคียงกัน นี่คือที่มาที่ผมเรียนท่าน ในเบื้องต้นว่าเราได้พัฒนาระบบโรงเรียนในการที่จะต่อยอดให้โรงเรียนมีคุณภาพ เท่าเทียมกันกับโรงเรียนในกรุงเทพฯ หรือโรงเรียนในเมือง

ส่วนประเด็นสุดท้าย ที่ท่านได้เรียนถึงคือประเด็นของโครงการเรียนฟรีว่า อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ทางโรงเรียนเรียกเก็บจากนักเรียนเพิ่มมากขึ้น ผมอยากกราบเรียนว่า ในปีนี้เราได้ปรับปรุงโครงการเรียนฟรี เรียนดีอย่างมีคุณภาพ ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ นั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการได้จัดงบประมาณทั้งหมดสําหรับโครงการเรียนฟรี เรียนดี ถึง ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท และเราก็ได้กําหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนนะครับว่าเราจะดําเนินการ เป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งประเภทสามัญและประเภทอาชีวศึกษา เพราะฉะนั้น กระบวนการและหลักเกณฑ์ที่เราจะดําเนินการในการให้เรียนฟรีนั้นก็มีทั้งหมด ๕ รายการ อันนี้ก็เป็ นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว คือค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรี ยน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน แล้วก็ มีรายละเอียดชัดเจนนะครับว่าในระดับต่าง ๆ นั้นเราจะส่งเสริมในเรื่องของค่าใช้จ่าย ในแต่ละระดับเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ผมยกตัวอย่างเลย ยกตัวอย่างที่ท่านพูดถึงว่าในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เป็ นเรื่องของอัตราค่าหนังสือ ก็กําหนดไว้ชัดเจนครับว่าระดับก่อนประถมศึกษาจะต้องจัดสรรให้ ๒๐๐ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษาปีที่ ๑ ๗๕๕ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษาปีที่ ๒ ๓๖๒ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษาปีที่ ๓ ๓๖๙ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษาปีที่ ๔ ๘๒๓ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษาปีที่ ๕ ๔๐๒ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษาปีที่ ๖ ๔๗๙ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๙๒๔ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๕๖๕ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ๕๖๐ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาปีที่ ๔ ๑,๔๕๑ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ๘๐๖ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ๗๖๓ บาทต่อคนต่อปี แต่ถ้าระดับ ปวช. ก็จะเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี เหล่านี้เป็นต้น แล้วก็มีในกรณี อุปกรณ์การเรียนก็เช่นเดียวกันครับ ก็จะได้มีการกําหนดไว้ในแต่ละระดับการศึกษา ไว้ชัดเจน เช่น ระดับก่อนประถมศึกษา ๑๐๐ บาทต่อภาคเรียน ระดับประถมศึกษา ๑๙๕ บาทต่อภาคเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น ๒๑๐ บาทต่อภาคเรียน มัธยมศึกษา ตอนปลาย ๒๓๐ บาทต่อภาคเรียน ปวช. ๒๓๐ บาทต่อภาคเรียน ก็เช่นเดียวกัน ที่ท่านบอกว่าในกรณีเครื่องแบบนักเรียนที่ไปรับใบเสร็จและไปเอาใบเสร็จทางร้ำนมาให้ โรงเรียน อันนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเราก็กําหนดไว้ชัดเจนและมีกลไก ที่จะควบคุม เช่น ก่อนประถมศึกษาก็ ๓๐๐ บาทต่อคนต่อปี ประถมศึกษา ๓๖๐ บาท ต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาตอนต้น ๔๕๐ บาทต่อคนต่อปี มัธยมศึกษาตอนปลาย ๕๐๐ บาทต่อคนต่อปี ปวช. ๙๐๐ บาทต่อคนต่อปี ทั้งหมดนี้ในกระบวนการก็จะดําเนินการโดยมีภาคี ๔ ฝ่ายครับที่เข้ามาดําเนินการคือ มีตัวนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน ครูและผู้บริหารโรงเรียนที่เข้ามาร่วมในการบริหาร จัดการในส่วนนี้ ผมจึงขออนุญาตที่จะตอบคําถามทั้งโดยภาพรวมและโดยละเอียดที่ท่าน ได้ซักถามมาในเบื้องต้น ขอบคุณครับ