สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ หารือเรื่องกฎหมายประกันสังคมที่อาจจะขัดกันทางกฎหมาย โดยกล่าวหาว่าการเขียนกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ชัดเจนและทำให้เกิดปัญหา และเรียกร้องให้ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีแก้ไขเพื่อให้เหมาะสม

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ในประเด็นแรก ก็อยากจะบ่นดัง ๆ เหมือนกันให้ท่านประธานทราบว่าจริง ๆ สถานะกฎหมายที่เรากําลังพิจารณานั้นก็เปึน สถานะเดียวกัน ทีนี้ผมเกรงว่ามันจะขัดกันทางกฎหมาย เพราะว่ากฎหมายประกันสังคมนั้น มันก็ยังคงอยู่ถ้าหากไม่มีการแก้ไข เพียงแต่ท่านอาจจะใจร้อนอยู่นิดหนึ่งว่าเมื่อไม่มีการแก้ไข ในกฎหมายประกันสังคม ป้ ๒๕๓๓ และการแก้ไข (ฉบับที่ ๒) ป้ ๒๕๓๗ ในมาตรา ๔๑ (๓) (๔) ก็หมายความว่ามันก็จะมีบทบัญญัติว่า ผู้ประกันตนไม่ส่งเบี้ยประกันสิทธิตรงนั้น จะสิ้นสุดลง มันยังมีบัญญัติไว้ในกฎหมายประกันสังคมเปึนตัวกฎหมายหลักของตัวนี้อยู่ กฎหมายฉบับนี้ดูเหมือนประหนึ่งว่าเปึนกฎหมายนิรโทษกรรมเกี่ยวกับเรื่องของให้ผู้ประกันตน กลับเข้ามาเปึนผู้ประกันตนตามกฎหมายทั้ง ๆ ที่กฎหมายหลักมันยังไม่ได้มีการแก้ไข ท่านประธานครับ ประเด็นนั้นก็คงจะต้องผ่านไป เพราะว่าท่านก็คงจะยืนยันในการเสนอ

ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะพูดต่อท่านประธานว่าการประกันตนของสมาชิก ของผู้เอาประกันสังคมนั้นก็คงจะมีข้อจํากัด ไม่ว่าสภาพการทํางานหรือในท้ายที่สุดคือ ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดก็คงไม่มีเงินที่จะส่งเบี้ยประกัน ในกรณีที่ไม่มีเงินส่งเบี้ยประกัน ท่านก็อุตส่าห์ว่าเอาละพวกนี้ให้กลับเข้ามาทํางาน ผมอยากให้ท่านประธานหลับตานึกถึงว่า เอาละมาตรา ๕ เขียนว่า เมื่อสํานักงานได้รับคําขอตามมาตรา ๔ ให้ดําเนินการตรวจสอบคําขอ โดยไม่ชักช้า ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะดูดีละครับท่านประธาน เขียนต่อไปว่า ในกรณีที่เห็นว่า ผู้ยื่นคําขอมีสิทธิกลับเปึนผู้ประกันตนให้แจ้งให้ผู้ยื่นคําขอทราบ ท่านประธานครับ การเขียน กฎหมายทํานองนี้มันเขียนไม่สะเด็ดน้ําเลย คนเขียนก็ไม่สะเด็ดน้ํากันจริง ๆ คําว่า ในกรณีที่เห็นว่าผู้ยื่นคําขอมีสิทธิกลับเข้าเปึนผู้ประกันตนให้แจ้งให้ผู้ยื่นคําขอทราบ แล้วทําอย่างไร ในกรณีที่ให้ดําเนินการตรวจสอบคําขอโดยไม่ชักช้าแล้วต้องมีการอนุมัติ หรือการอนุญาตให้กลับเปึนผู้ประกันตนถึงจะอยู่ในมาตรา ๕ เขียนไว้ว่า ถ้ามีสิทธิแล้ว แจ้งให้ผู้ยื่นคําขอทราบแล้วอย่างไร สภาพบังคับมีปัญหานะครับ จึงฝากผ่านท่านประธาน ไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการเขียนนี่เขียนให้มีบทบังคับใช้บังคับได้ ไม่ใช่เขียนครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ ในวรรคสองคงจะไม่มีปัญหาแต่จะมีปัญหากันจริง ๆ ในมาตรา ๖ การกลับเข้าเปึนผู้ประกันตน ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ในวรรคหนึ่งซึ่งจริง ๆ แล้วก็ยังไม่มีสิทธิ เพียงแต่ว่ามีสิทธิขอเข้ามา เท่านั้นให้เริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ยื่นคําขอ ท่านประธานครับ ท่านหลับตานึกถึงจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ตัวนี้ เอาตุ๊กตามาสิครับ สมมุติว่าในกรณีที่ผมยื่น ผมเปึนผู้ประกันตนที่ขาดไปแล้ว ผมยื่นคําขอในปลายเดือนตุลาคม ท่านเขียนว่า ให้เริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ยื่นคําขอ แปลว่าเดือนหน้าผมจะต้องเสียเบี้ยประกัน ไม่เช่นนั้นผมก็จะเสียสิทธิไป เพราะว่ามีเวลา ค่อนข้างจะจํากัดในกรณีอย่างนี้ ผมคิดว่าการเขียนอย่างนี้มันไม่ถูกต้องถ้าจะเขียนให้ถูกต้อง ให้เริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ได้รับสิทธิกลับเข้ามาเปึนผู้ประกันตนยังพอรับได้ แต่นับตั้งแต่เดือนที่ยื่นคําขอ สมมุติว่าในกรณีพิจารณาคําขอเดือนสองเดือนล่ะครับ ท่านประธานเอามาตรฐานฐานะของท่านประธานหรือสมาชิกของพวกเราเปึนตัวเกณฑ์ เปึนตัววัด เปึนตัวกําหนดนั้นก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าเมื่อไรก็ได้ ท่านคิดเมื่อไรก็ได้ ท่านคิดเดือนไหนก็ได้ แต่ท่านประธานต้องคิดถึงคนยากคนจนสิครับว่ากว่าเขาจะมีเงิน ท่านเริ่มนับแล้วถัดจากเดือนที่ยื่นคําขอ คําว่า ยื่นคําขอ ในที่นี้ถ้าหากท่านพิจารณาไป เดือนสองเดือนเขาก็ต้องเริ่มเสียเบี้ยประกันแล้ว เขาจะมีปัญหานะครับ ถ้านับตั้งแต่ วันที่ได้รับแจ้งว่าท่านมีสิทธิแล้วเดือนถัดไปให้เขาเสียไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมาย ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพวกเราเอาตัวเราเปึนตัวกําหนดว่าไม่มีปัญหาหรอก ยื่นคําขอเดือนนี้เดือนหน้าก็สามารถนั่นได้ แต่ท่านบอกได้หรือเปล่าว่าท่านจะพิจารณาว่า เขาเปึนผู้มีสิทธิเมื่อไร ถ้าเดือนสองเดือนแล้วแต่เบี้ยประกันเขาเริ่มคิดแล้ว จะก่อให้เกิดปัญหาว่า เขาไม่มีความสามารถในการที่จะส่งเบี้ยประกันเพราะมันสมทบกันหลายเดือน เพราะฉะนั้น จึงอยากจะบอกท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งนะครับว่าผมอยากจะแก้ไขว่า เปึนการนับตั้งแต่เดือนที่ได้รับการแจ้งสิทธิกลับเปึนผู้ประกันตน ผมว่ามันจะมีความเหมาะสม มากกว่านับตั้งแต่เดือนที่ยื่นคําขอครับท่านประธาน