พีรพันธุ์ พาลุสุข แสดงความกังวลเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินทดแทน และหารือเรื่องการเขียนทะเบียนสมรสและบุตรในกฎหมาย รวมถึงการสรรหาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงและใช้ภาษาที่ชัดเจน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ตามที่รัฐบาลจะมีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมมีข้อสังเกตสั้น ๆ ที่จะกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกคือถ้าดูในเรื่องของ เหตุผล ท่านก็บอกไว้ชัดเจนว่ามันมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัจจุบันและไม่เอื้อประโยชน์ต่อการดําเนินการคุ้มครองลูกจ้างจึงต้องมีการปรับปรุง ส่วนที่มีการปรับปรุงที่จะเห็นได้ชัดก็ในเรื่องขอบเขตของการใช้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งก็จะอยู่ ในร่างของมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๔ นี่ก็คงเปึนการมุ่งแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้น เนื่องจากมีการร้องเรียนกันกรณีที่มีนักเรียนหรือแพทย์ฝ๊กหัดที่ทํางานในฐานะที่เปึน ลูกจ้างอยู่ด้วย กฎหมายนี้ไม่ครอบคลุมไปถึงนะครับ ผมมีข้อสังเกตในเรื่องที่สมาชิก บางท่านได้อภิปรายไปแล้ว การเขียนในมาตรา ๒๐ สมาชิกบางท่านได้บอกไปแล้วครับ คือถ้าเทียบกับของเดิมเดิมเขาบอกว่าบิดามารดาแล้วร่างใหม่แก้เปึนว่า บิดามารดา ซึ่งเคยให้ความอุปการะลูกจ้าง หรืออยู่ในความอุปการะของลูกจ้าง อันนี้ไม่แน่ใจว่าที่ทาง รัฐบาลเขียนความหมายขึ้นมาอาจจะเปึนเพราะมีปัญหาในสังคมอยู่หรือเปล่าว่า กรณีบิดา มารดาที่จะให้มีเงินได้ได้สิทธิตามมาตรานี้นั้นต้องเปึนผู้ที่เคยให้ความอุปการะ หรือจะเอา เปึนเพียงข่าวที่มันเกิดขึ้นว่าบิดามารดาที่ทําร้ายลูก อย่างนั้นก็เลยไม่อยู่ในความหมาย ในมาตรานี้ใช่หรือเปล่านะครับ คือมันไม่เคยมีการนิยามว่าบิดามารดาต้องเปึนคนที่เคยให้ ความอุปการะนะครับ
มาใน (๒) ที่แก้ไขใหม่ ก็คือเรื่องสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ผมเข้าใจว่าในสภาพสังคมปัจจุบันมีอยู่จํานวนมากนะครับที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จด ทะเบียนสมรส แต่ว่าก็มีพฤติการณ์ที่อยู่กินฉันสามีภรรยากันอยู่นะครับ แต่ว่าเมื่อเขียน อย่างนี้บุคคลที่มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าอยู่กินกันฉันสามีภรรยาเขียนไว้อย่างนี้ ผมก็เลยนึกตั้งคําถามขึ้นมาว่าแล้วถ้ามีหลายคน ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านที่อยู่กินกันสามี ภรรยาท่านจะนับอย่างไร คือการเขียนบางทีเขียนนิยามกันไปอย่างนี้นะครับ แต่ว่า ในภาคปฏิบัติที่มันเกิดขึ้นจริงในสังคมนี่นะครับ ถ้ามันเขียนไว้ไม่ชัดเจนขึ้นมันก็จะเกิด ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายต่อไปนะครับ
(๔) สําหรับบุตรที่อายุ ๑๘ ป้ขึ้นไป แต่ไม่เกิน ๓๐ ป้ที่ยังเรียนอยู่ในระดับ ปริญญาตรี เด็กสมัยนี้ขยันเรียนครับ ปริญญาตรีเขาเรียนอยู่หลายฉบับ คําว่า ที่เรียน ไม่สูงกว่าปริญญาตรีนี่จะหมายถึงปริญญาตรี ฉบับที่ ๑ ใช่หรือไม่ อันนี้อาจจะต้องเขียน ให้มันชัดขึ้น ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมีปัญหาในการตีความ ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ เช่นเดียวกันนะครับ ผมเข้าใจว่าอาจจะมีในชั้นของการยกร่างภาษาที่มันใช้ คือในตอนท้ายของ มาตรา ๒๐ วรรคสุดท้ายที่ใช้คําบอกว่า เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้บุคคลที่แสดง หลักฐานหรือพิสูจน์ได้ว่าเปึนพ่อแม่หรือลูกของลูกจ้างมีสิทธิดังเช่นบิดามารดาหรือบุตร ผมดูคําที่ใช้ในกฎหมายนี้ ท่านรัฐมนตรีครับ เราใช้คําว่าบิดามารดาหรือบุตรตลอด ก็ไม่นึกว่าทําไมคํานี้มาใช้กับพ่อแม่ลูกขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันเข้าใจได้หมายถึงอะไร แต่ว่า ภาษาที่ใช้ในกฎหมายเมื่อใช้คําไหนก็ควรจะใช้คํานั้น ความหมายจะได้ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ฝากไปดูอีกหน่อยว่าการใช้คําอย่างนี้ในกฎหมายเดียวกันนี่ มันถูกต้องหรือไม่นะครับ
ผมมีข้อสังเกต ท่านประธานครับ ที่อยากจะฝากเรียนต่อไปก็คือเรื่องมี คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตรงผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ ท่านที่รัฐมนตรีจะเปึนผู้แต่งตั้ง คราวนี้ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าหลักเกณฑ์การได้มา ให้มีการพิจารณาแล้วก็กําหนดคุณสมบัติไว้ ในคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิมีด้านแพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การคลัง ประกันสังคม และการประกันภัย ถ้านับดูตามความต้องการระบุไว้มาอย่างนี้และมี จํานวน ๖ คน ผมก็เข้าใจว่าถ้าเปึนด้านละ ๑ คนก็คงจะเปึนพอดีไปตามนี้นะครับ ในร่างกฎหมายเดิมการตั้งผู้เหล่านี้ก็ให้รัฐมนตรีเปึนผู้แต่งตั้งนะครับ แต่พอมาในร่างใหม่ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก คือมาตรา ๓๑/๑ บอกว่า กรรมการเหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ ไม่มีเรื่องต้องห้ามด้วยนะครับ (๑) (๒) ไม่เปึนอะไรครับ แต่พอเปึน (๓) บอกว่า ต้องเปึนผู้มีความรู้ความสามารถ และผู้มีประสบการณ์ในด้านแรงงาน ซึ่งเดิมมันไม่มี เขียนอย่างนี้ ก็ทําให้ผมนึกย้อนกลับไปดูในเมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเราต้องการ บุคคลทั้ง ๖ ด้าน แต่พอท่านไปเพิ่มว่าคนเหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติคือเปึนผู้มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ด้านแรงงานด้วย ก็ทําให้ผมต้องตั้งคําถามว่าท่านที่เปึนแพทย์ เปึนนักเศรษฐศาสตร์ เปึนนักนิติศาสตร์ ที่จะมีความรู้ความสามารถหรือมีประสบการณ์ ด้านแรงงานนั้นคือใคร ผมก็เลยคิดว่าถ้ากําหนดคุณสมบัติไว้อย่างนี้ก็จะทําให้เปึน อุปสรรคในการที่จะสรรหาขึ้นมา เพราะจะไปตรงว่าคนเหล่านั้นอาจจะไม่มีความรู้ ประสบการณ์ในด้านแรงงานตามที่เขียนไว้เช่นนี้ได้ ก็จะฝากไว้ขอให้ไปดูในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่า การกําหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมขึ้นมา จะเปึนปัญหาในการสรรหาบุคคลที่จะมาทําหน้าที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่นะครับ ท่านประธานครับ นี่คือข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมอยากจะฝากไว้สําหรับที่จะไป พิจารณารายละเอียดกันต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ