สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ทศพล เพ็งส้ม หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีและแก้ต่างให้กับลูกจ้างที่มีทุพพลภาพ โดยขออนุญาตให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการออกระเบียบและวิธีปฏิบัติเพิ่มเติม และขอให้ระบุความหมายของคำว่า "ทุพพลภาพ" ในรัฐธรรมนูญ

นายทศพล เพ็งส้ม นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องแรกที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ในส่วนที่คิดว่า เปึนสาระสําคัญและโดยเฉพาะกฎหมายฉบับเดิมนั้นได้ประกาศใช้ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๗ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ

ประเด็นแรก ก็คือว่าในมาตรา ๘ เดิมทีเดียวนั้นให้กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคมมีอํานาจแต่งตั้งพนักงาน แต่ปรากฏว่าที่เปลี่ยนใหม่นั้นให้รัฐมนตรี มีอํานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านประธานครับ ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๘ นั้นสิ่งที่มีปัญหา กับลูกจ้างโดยเฉพาะการแก้ต่างและว่าต่างก็คือประสบการณ์ครับ เพราะว่าเนื่องจาก ผู้ที่มีประสบการณ์นั้นไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้ามาทําหน้าที่ในการฟัองคดีและแก้ต่าง ให้ลูกจ้าง แต่ศาลแรงงานมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเช่นเดียวกันในการทําหน้าที่ เข้าไปตรวจสอบ เข้าไปช่วยเหลือของลูกจ้างในการที่จะไม่เรียกร้องค่าทดแทนให้กับ นายจ้าง และเช่นเดียวกันครับ ก็ต้องทําหน้าที่ในการแก้ต่างที่นายจ้างฟัองลูกจ้างว่า ทําผิดสัญญาจ้าง สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือในระหว่างที่มีการดําเนินคดีอยู่นั้นนะครับ ก็อาจจะมีการเจรจาให้กับลูกจ้างหรือกับนายจ้าง แต่ปรากฏว่าเงื่อนไขโดยเฉพาะ ในเมื่อแก้ไขในมาตรา ๘ แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีครับ เปึนไปได้ไหมครับว่า ในมาตรา ๘ นั้นให้รัฐมนตรีมีอํานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ํากว่า ปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เพื่อมีอํานาจฟัองคดีและแก้ต่างคดีเกี่ยวกับเงินทดแทนนะครับ สิ่งที่สําคัญที่อยากจะฝากเพิ่มเติมไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่าให้ผู้ที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะในมาตรา ๘ นี้เพิ่มคําว่า ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีนั้นมีอํานาจออกระเบียบ และวิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะอาจจะมีการแต่งตั้งทนายความซึ่งเปึนบุคคลภายนอกเข้ามา ดําเนินคดีช่วยลูกจ้าง เพราะบางเรื่องนั้น บางโรงงานนั้น อาจจะฟัองให้นายจ้างชดเชย ค่าทดแทนนั้นเปึนร้อยเปึนพัน แต่ถ้าเกิดว่ารัฐมนตรีนั้นมีอํานาจในการแต่งตั้ง เจ้าพนักงานแล้ว ในการฟัองคดีแทน แก้ต่างคดีแทนแล้ว จําเปึนที่จะต้องมีคุณวุฒิ คุณสมบัติ มีประสบการณ์ และโดยเฉพาะค่าตอบแทนในการว่าความในการว่าต่างและแก้ต่าง แต่ปรากฏว่าในมาตรา ๘ ฉบับนี้ ที่แก้ไขใหม่นั้นไม่ได้ระบุไว้ให้ท่านรัฐมนตรีนั้นมีอํานาจในการออกระเบียบเพื่อหาบุคลากร มาเปึนเจ้าพนักงาน ซึ่งมีคุณวุฒิที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ในการทําหน้าที่ได้ดี มันก็จะเปึน การพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งในการที่จะให้ทนายความหรือผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้าน นิติศาสตร์นั้นมีความเชี่ยวชาญทางด้านแรงงานเข้ามาช่วยลูกจ้างได้อย่างเต็มที่ แต่มาตรา ๘ นั้นมีเพียงบอกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่มีคุณวุฒิไม่ต่ํากว่าปริญญาตรี ทางนิติศาสตร์เท่านั้นเอง ประสบการณ์ท่านก็ไม่ได้เขียนไว้ เปึนทนายความหรือไม่ ท่านก็ไม่ได้เขียนไว้ ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าเปึนไปได้ไหมที่อาจจะออกระเบียบ วิธีปฏิบัติเพิ่มเติมขึ้นมา

อีกเรื่องท่านประธานก็คือว่าในมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญนั้น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามีสาระสําคัญ เกี่ยวกับเด็ก สาระสําคัญนั้นผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ สาระสําคัญเกี่ยวกับเรื่องทุพพลภาพ เกี่ยวกับการใช้บทนิยามให้มีความหมายกว้างขึ้นไปเพื่อให้กรรมการการแพทย์กําหนดนั้น ซึ่งทุพพลภาพหมายความว่าการสูญเสียสมรรถภาพตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการแพทย์ ประกาศกําหนด อันนี้แหละครับ อันนี้เขาบอกว่าหมายความถึงการสูญเสียสมรรถภาพ และโดยเฉพาะสาระสําคัญที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือว่า สาระสําคัญตามมาตรา ๑๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญนั้นก็ควรจะเปึนที่กําหนดว่าทุพพลภาพนั้น หมายถึงอะไร สาระก็คือว่า เช่น นิ้วเท้า นิ้วมือขาดหรือไม่สามารถมีประสิทธิภาพ ในการทํางานเพิ่มขึ้นได้ อันนี้คือสาระสําคัญ แต่ในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องทุพพลภาพ ทั้งในมาตรา ๑๘ ที่แก้ไขเพิ่มเติมและในมาตรา ๒๐ นั้น เปึนเรื่องคุณสมบัติเพิ่มเติมขึ้นมา ยกตัวอย่างมาตรา ๒๐ (๕) บุตรที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ป้ และทุพพลภาพ ทุพพลภาพอย่างนี้ ไม่มีรายละเอียดที่จะบอกว่าเปึนอย่างไรบ้าง ซึ่งตรงนี้แหละครับ เปึนเพียงปลีกย่อยเท่านั้นเอง เพราะมิเช่นนั้นแล้วนี่เวลาออกกฎหมาย เวลาเขียนถึงคําว่า สตรี เยาวชนหรือผู้สูงอายุ ทุกเรื่องก็เปึนเงื่อนไขที่จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม แต่ผมยังเห็นว่าคําว่า ทุพพลภาพ ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ใช่สาระในมาตรา ๑๕๒ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ