สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอความคิดเห็นและขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับหลักการที่สำคัญของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติเงินทดแทน และยังแสดงความยินดีในการสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ แต่ยังมีข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงที่จะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ โดยเน้นย้ำถึงความไม่ชัดเจนในข้อบังคับของพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทน และขอให้ประธานสภาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อจะบอกกับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกแล้วก็ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงว่า กระผมจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติเดิม เปึนร่างพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ความหมาย ตรงนี้ก็คือว่าถ้ามีการประกาศใช้ก็เติมเข้าไปว่าฉบับที่เท่าไร พ.ศ. ที่เท่าไร เปึนร่างแก้ไขเพิ่มเติม หลักการที่ท่านรัฐมนตรีเสนอมีทั้งหมด ๑๔ หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด ๒๘ มาตรา แก้ไขมาตราเดิม

กระผมจะขออนุญาตท่านประธานให้ความเห็นหลักการที่สําคัญ ๆ บางหลักการ เพราะหลักการโดยรวมแล้วที่มีประเด็นที่จําเปึนต้องอภิปรายในสภาแห่งนี้ซึ่งเปึนสาระสําคัญว่า สมควรจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ถึงแม้ผมจะเปึนฝ์ายค้านเสียงข้างน้อยใช้สิทธิในการตรวจสอบ แต่สิ่งไหนที่เปึนประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกฎหมายเฉพาะที่มีผลกระทบต่อภาคแรงงานโดยตรง ผมเองยินดี ที่จะให้การสนับสนุน แต่ก็มีข้อเสนอแนะและมีข้อท้วงติงที่จะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ที่จะต้องพิจารณาในรายละเอียดในวาระที่สอง ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ผู้ที่จะ รับผลประโยชน์โดยตรงคือภาคประกันสังคม ทั้งหมด ๘,๐๐๒,๒๙๓ คน ตามสถิติของ สํานักงานประกันสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน นายจ้างที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ๓๓๐,๒๙๙ นายจ้างหรือผู้ประกอบการ นี่เฉพาะสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียน หรือมีลักษณะการประกอบการที่ชัดเจน ไม่นับบุคคลธรรมดา

ท่านประธานครับ ใน ๑๔ หลักการ หลักการที่ผมขออนุญาต ในหลักการที่ ๑ เปึนการแก้ไขขอบเขตการใช้บังคับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ความหมายในหลักการนี้ ทางคณะรัฐมนตรีผู้เสนอร่างได้เพิ่มขอบเขตการที่จะไม่ใช้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ กรณีเปึนกฎหมายและเพิ่มมาอีก ๓ อนุมาตรา ท่านประธานครับ เดิมกฎหมายฉบับนี้ ไม่ให้ใช้บังคับ ใช้คําว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับหน่วยงานราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น แล้วก็ข้าราชการและลูกจ้างประจําอันนี้ไม่ใช้บังคับ รัฐวิสาหกิจที่ว่าด้วย กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นายจ้างซึ่งประกอบธุรกิจโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะส่วนที่เปึนครูกับครูใหญ่นี่คือไม่ใช้บังคับ นี่คือร่างเดิมหรือกฎหมายเดิม อันนี้ใหม่ท่านประธานครับนายจ้างซึ่งประกอบกิจการ โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลเฉพาะลูกจ้างที่เปึนนักเรียนพยาบาล นิสิต นักศึกษา หรือแพทย์ฝ๊กหัด ซึ่งเปึนลูกจ้างซึ่งทํางานในสถานศึกษาที่กําลังศึกษาอยู่ กฎหมายฉบับนี้ไม่บังคับใช้กรณีเขาเปึนลูกจ้างลักษณะนั้นองค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศใช้บังคับไม่ได้ นายจ้างซึ่งมีสํานักงานในประเทศและส่งลูกจ้าง ไปทํางานในต่างประเทศ เฉพาะลูกจ้างซึ่งไปทํางานต่างประเทศ ประเด็นนี้ผมมีข้อสงสัย นิดหนึ่งท่านประธานครับ จริงอยู่ครับ การที่ลูกจ้างที่ไปทํางานในต่างประเทศเสมือนลูกจ้าง ที่มาจากต่างประเทศต่างด้าวมาทํางานในประเทศเราเราเองต้องคุ้มครองเขาในเรื่องภาระ ที่ต้องเปึนสวัสดิการในการดูแลเกี่ยวกับสิทธิที่เขาจะได้รับค่าทดแทนหรือเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เราบังคับกับนายจ้างที่จ้างลูกจ้างเหล่านั้นเข้าสู่กฎหมายฉบับนี้ ท่านเขียนบอกว่ากรณีส่งไปทํางานต่างประเทศนะครับนายจ้างที่อยู่ในประเทศไม่ต้อง รับภาระ ผมฝากเปึนประเด็นสักนิดหนึ่งครับ มันมีภาระที่นายจ้างซึ่งเราออกกฎหมาย จัดหางาน เพิ่งตราพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ในชั้นของกรรมาธิการนะครับ เพิ่งตั้งเข้าไป กรณีถ้าสมมุติเขาประสานกับคนรับช่วงงานที่อยู่ในต่างประเทศที่เปึนบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล สภาพบังคับจะเปึนอย่างไร ท่านจะประสานกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างไร เพราะว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการหลักการหนึ่งท่านประธานครับ ขยายความครอบคลุมถึงผู้รับช่วงครับ เดิมผู้รับช่วงไม่ต้อง แต่กฎหมายฉบับนี้หลักการใหม่คือแก้ไขให้นายจ้างซึ่งไปพบผู้ประกอบกิจการถึงแม้จะให้ มีผู้รับช่วงผู้รับแทนไปทํางานแทน นายจ้างต้องรับภาระตามกฎหมายฉบับนี้ที่จะต้อง จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทน กรณีถ้าผู้รับช่วงไม่จ่าย นี่ผมเห็นด้วยนะครับ ท่านประธาน ฝากประเด็นนี้ในกรณีที่ ๑

ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการที่กระผมเองต้องกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ผมมีเวลาเหลืออีก ๖ นาที ในเรื่องบทนิยามคําว่า ทุพพลภาพ เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ต้องเติมมาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่า เดิมมีเขียนตัวบทมาตราขึ้นมารองรับก็มีปัญหาในเชิงปฏิบัติคําว่า ทุพพลภาพ ใครจะเปึน คนประกาศกําหนด อย่างไรถึงจะถือว่าเปึนผู้ทุพพลภาพที่จะได้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ ท่านเองมอบให้คณะกรรมการการแพทย์เปึนผู้ประกาศกําหนดว่าลักษณะใดจะเปึน ผู้ทุพพลภาพที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ เขียนในบทมาตราเปึนหน้าที่ของ กรรมการการแพทย์ ท่านก็เขียนโยงไปเรื่องของหน้าที่กรรมการการแพทย์ที่จะให้ความเห็นด้วย ในการจ่ายค่าทดแทนเข้าไปในกรณีทุพพลภาพ ประเด็นนี้ผมจะพูดในเรื่องที่ ๓ ครับ กรณีการตั้งคณะกรรมาธิการ ผมขอข้ามไปเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ความชัดเจนตรงนี้ ควรต้องมี

ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการสําคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาต ที่จะต้องพูดในตรงนี้ ก็คือว่าการให้สํานักงานประกันสังคมเปึนผู้ประกาศโรคที่เกี่ยวเนื่อง กับการทํางานจากเดิมที่เปึนกระทรวงกําหนดในกฎกระทรวงเลยว่ากระทรวงแรงงาน เปึนผู้ประกาศท่านก็บอกว่าทําให้ยุ่งยาก ทําให้ไม่สอดคล้องเลยแก้เปึนสํานักงาน ประกันสังคม ผมขอเปึนคําถามผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานท่านกรุณา ช่วยชี้แจงว่าข้อดีข้อเสียระหว่างสํานักงานประกันสังคมซึ่งเปึนหน่วยงานหนึ่งอยู่ใน กระทรวงแรงงานมีความคล่องตัว มีความสะดวกอย่างไร มีความรวดเร็วอย่างไร ในการที่จะกําหนดลักษณะของโรคที่เกิดจากการทํางาน ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้มันคุ้มครองสําหรับผู้ที่ประสบภัยคือโรคที่เกิดจากการทํางาน โรคที่ไม่เกี่ยว เนื่องจากการทํางานกฎหมายประกันสังคมรับไป เปึนการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขที่เอาเงิน ภาษีอากรราษฎรเข้าไปใส่ไว้ด้วยในกองทุนนั้น รัฐจ่าย ๑ ส่วน ผู้ใช้แรงงานจ่าย ๑ ส่วน นายจ้างจ่าย ๑ ส่วน นั่นคือประกันสังคม ถ้าคุณเจ็บป์วยที่ไม่เกี่ยวกับการทํางาน คุณไปใช้กองทุนโน้น แต่ถ้าคุณเจ็บป์วยเนื่องจากการทํางานคุณต้องมาใช้กองทุนนี้คือ กองทุนทดแทน เงินทดแทนต้องมาใช้ตรงนี้ ประเด็นที่ผมเปึนห่วงเช่นท่านสถาพรได้พูดไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกตัวอย่างประกาศของกระทรวงแรงงานที่ประกาศรายชื่อ โรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทํางาน เดิมเปึนประกาศของกระทรวงแรงงาน มีสิ่งที่ผมต้องตั้ง ข้อสังเกตเหมือนท่านสถาพร มณีรัตน์ ขออนุญาตท่านครับไม่เสียหาย โรคที่เกิดจาก สาเหตุทางกายภาพอื่นซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีสาเหตุเนื่องจากการทํางาน เขียนไว้ ถามว่า มีประโยชน์ไหมครับ มีประโยชน์ครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้จะเปึนลักษณะส่งเสริมไม่กีดกัน ผู้ที่จะรับประโยชน์ แต่สิ่งที่ผ่านมา ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้เสมือนเป่ดโอกาส ให้เกิดการกีดกัน คุณอยากได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้น การวินิจฉัยโรคคือการให้ความเห็นเปึนเรื่องโรค ถึงแม้ผมเปึนแพทย์โดยตรง พวกผม มีความอึดอัดมากในฐานะเปึนแพทย์ที่ตรวจอยู่ เราเองทําหน้าที่แพทย์ตรวจวินิจฉัย ไปตามความรู้ความสามารถของแพทย์ตามหลักวิชาการของแพทย์ที่มี ส่วนเรื่องสาเหตุ จะมาจากเรื่องการทํางาน อย่าได้ให้แพทย์เข้าไปเกี่ยวข้องนะครับในฐานะที่เปึนผู้วินิจฉัย เบื้องต้น ท่านต้องมีคณะกรรมการ คณะทํางาน คณะกรรมการการแพทย์ท่านมีช่องทาง ที่จะพิสูจน์ว่าสาเหตุมาจากการทํางานหรือไม่ บางทีทํางานพักไปแล้วครับ ๕ ป้เกิดโรค เช่น ปอดใยหิน แอสเบสทอส (Asbestos) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อย่างนี้ท่านประธาน เขียนไว้มันไม่ได้ตราไว้ในกฎหมาย แต่กฎหมายให้อํานาจฝ์ายบริหารไปตรากฎกระทรวง ผมฝากประเด็นนี้ก็แล้วกัน ท่านจะเขียนลักษณะอย่างนี้หลายส่วน เช่น โรคระบบหายใจ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทํางาน (๑๐) โรคระบบหายใจอื่น ซึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีสาเหตุเนื่องจาก การทํางาน การพิสูจน์ได้ว่าท่านมีกระบวนการอย่างไรรองรับ พี่น้องที่ได้รับผลกระทบ จากแม่เมาะกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเขาเปึนโรคจากการทํางานใช้เวลาหลายป้ บางพวกก็ตายไปแล้ว บางพวกก็พิการอยู่ บางพวกกําลังสูดเข้าไปใหม่อย่างนี้เปึนต้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ นี่คือข้อห่วงใยในเรื่องของการวินิจฉัยหรือการจําแนกประเภทโรคจากการทํางาน เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการแพทย์ที่จะให้ความเห็น ท่านเขียนไว้แล้วครับ กรรมการการแพทย์ จะให้ความเห็นกับสํานักงานประกันสังคม เพียงแต่ท่านตอบว่าการให้สํานักงาน ประกันสังคมทําตรงนี้เกิดประโยชน์ดีกว่ากระทรวงทําอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนหลักการข้ออื่น ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี หรือคณะกรรมาธิการ การกําหนดอัตราหรือหลักเกณฑ์วิธีการจ่ายเงินทดแทนในกรณีต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะทุพพลภาพ ตาย กฎหมายฉบับนี้ขึ้นครับ ท่านกําหนดให้ ร้อยละ ๗๐ ของค่าจ้างรายเดือน จากเดิมท่านให้ร้อยละ ๖๐ เปึนขั้นต่ําที่กฎของแรงงาน ระหว่างประเทศเขากําหนดไว้เลยว่าอย่างน้อยต้องร้อยละ ๖๐ ผมถามว่าประเทศมาเลเซีย ประเทศฟ่ลิปป่นส์ ประเทศญี่ปุ์น เขาให้อยู่ที่ร้อยละ ๘๐-๙๐ ร้อยละ ๘๐-๙๐ นะครับ ทําไมประเทศไทยเราไม่ยึดถือเอาแนวทางที่ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เขาทําไว้ ให้เขาไม่ต่ํากว่า ร้อยละ ๘๐ ทําไมทําไม่ได้ ท่านน่าจะมีเหตุผลที่จะมาชี้แจงต่อสภาว่าทําไมให้แค่ร้อยละ ๗๐ แก้ไขได้ครับ ในหลักการนี่ท่านเพียงเขียนว่าเปึนกําหนดอัตรา ตัวบทมาตรามารองรับว่า ร้อยละ ๗๐ ฝากกรรมาธิการเข้าไปดูแล ถ้ามันจะเปึนประโยชน์จริงกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ภาคประกันสังคมที่จําเปึนต้องพึ่งกองทุนเงินทดแทนน่าจะเอาประโยชน์นี้ให้กับพี่น้อง ประชาชน ในเรื่องของกองทุนครับ ผมเพียงแต่มีคําถามว่าเพราะท่านเขียนอย่างนี้ครับ แก้ไขคณะกรรมการมีอํานาจจัดสรรเงินกองทุนไม่เกินร้อยละ ๓๕ เดิมเปึนร้อยละ ๓๐ ของดอกผล เพื่อใช้เปึนค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมฟุ๋นฟูสมรรถภาพในการทํางาน ส่งเสริม ปัองกันความปลอดภัย ตรงนี้ต้องให้ชัด ความหมายของมันเปึนค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม วงเล็บขีดเส้นใต้เลยปัองกันความสับสน เพราะค่าใช้จ่ายในการที่จะทดแทนในการฟุ๋นฟู สมรรถภาพ นั่นเปึนเงินทดแทนที่ท่านจ่ายตามบทมาตราไปอยู่แล้ว มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ ที่ท่านเขียนไว้ ตรงนี้ต้องให้ชัดครับ เปึนค่าใช้จ่ายเพราะว่าท่านกันมา ร้อยละ ๓๕ นี่จ่าย ๓ ส่วน ส่งเสริมฟุ๋นฟูสมรรถภาพในการทํางาน ส่งเสริมมาตรฐาน ความปลอดภัย ซึ่งเรามีกฎหมายฉบับหนึ่งรองรับ และเปึนค่าใช้จ่ายในสํานักงาน ประเด็นนี้ ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี

เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ ความเห็นเรื่องของสาระสําคัญของกฎหมาย ฉบับนี้ เพื่อนสมาชิกได้ยกประเด็นไว้ผมขออนุญาตใช้เวลานี้อภิปราย ไม่อภิปรายในช่วง ตั้งกรรมาธิการ ท่านประธานครับสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ มาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ หรือไม่ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ขออนุญาตท่านประธานครับ เขากําหนดอย่างนี้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามีสาระสําคัญ เกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ หรือผู้ทุพพลภาพ ประโยคสําคัญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ประกอบด้วยผู้แทนองค์กร ภาคเอกชนที่เกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นขึ้นมาเปึนคณะกรรมาธิการหนึ่งในสาม ท่านประธานครับถ้าสมมุติว่าความเห็นของเพื่อนสมาชิกเราไม่ตั้งกรรมาธิการ ๑ ใน ๓ โดยตีความว่าไม่ใช่สาระสําคัญ ทุพพลภาพไม่ใช่สาระสําคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้ กรณีองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือร้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ และมีการวินิจฉัยในขั้นของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ช้า เหตุผลผมนะครับ ผมเองกลับสนับสนุนว่าการวินิจฉัยของท่านประธานที่วินิจฉัยบอกว่าสาระสําคัญ เรื่องทุพพลภาพในกฎหมายฉบับนี้เปึนสาระสําคัญในร่างกฎหมาย เพราะอะไรครับ เพราะการที่จะกําหนดว่าใครเปึนผู้ทุพพลภาพ เขาเปึนผู้ถูกกระทํา จริงอยู่เปึนการคุ้มครอง แรงงานแต่แรงงานนั้นทุพพลภาพไปแล้ว เขาจะได้สิทธิหรือไม่อยู่ที่กรรมการการแพทย์ จะกําหนดเขาว่าเปึนหรือไม่เปึนอัตราที่เขาจะได้รับอยู่ที่กระทรวงแรงงานจะเปึนผู้ประกาศ กําหนด เขามีส่วนได้เสียทั้งนั้นถามว่าสาระสําคัญไหมครับ ผมถือว่าเปึนสาระสําคัญ และที่สําคัญฝ์ายกฎหมาย ฝ์ายที่ทํากฎหมายมาเองเขียนประกอบกับร่างกฎหมายมา ให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๔๒ วรรคห้า บอกว่าต้องสรุปสาระสําคัญ มาให้พิจารณาด้วย เขียนว่าสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ

๒.๒ เพิ่มบทนิยามคําว่า ทุพพลภาพ และมีบทมาตรารองรับอีก ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพผมนะครับ กันไว้ดีกว่าแก้ ไม่ได้เสียหายใด ๆ เลย ที่จะมีตัวแทนขององค์กรเอกชนหรือภาคเอกชนที่เขาเกี่ยวข้องกับการทุพพลภาพเข้ามา เปึนคณะกรรมาธิการแล้วพิจารณากฎหมายก็ผ่านสภาไป เสียหายไหมครับ ถ้าเสียหาย เสียหายตรงไหน แล้วเปรียบเทียบถ้าไม่เข้ามาเกิดเขามีการร้องกฎหมายฉบับนี้ชักช้า ไม่เกิดประโยชน์ครับ แทนที่จะเปึนประโยชน์กับผู้ใช้แรงงาน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน กฎหมาย กลับล่าช้าต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ ที่สําคัญท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่ากระบวนการการตรากฎหมายฉบับนี้ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เปึนอันตกไปเนื่องจากเปึนสาระสําคัญ ท่านรัฐมนตรีจะรับผิดชอบอย่างไรครับ ต้องเสนอเข้ามาใหม่นะครับ นั่นคือกระบวนการครับ ผมคิดว่าเอาประโยชน์ส่วนใหญ่ เปึนหลัก เราไม่มีแพ้ ไม่มีชนะหรอกครับ เอาประโยชน์ส่วนใหญ่เปึนหลักแล้วให้มันเดินไปได้ ผมคิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์กับสภาแห่งนี้ เปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เราลดขั้นตอน การทํางานของเรา แล้วท่านรัฐมนตรีเองก็จะไม่มีมัวหมองในเรื่องของการทําหน้าที่ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ