วรงค เดชกิจวิกรม อภิปรายสนับสนุนการผลักดัน พ.ร.บ. กองทุนเงินทดแทน เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต่อผู้ใช้แรงงาน แม้จะมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการรับผิดชอบของนายจ้างเมื่อเทียบกับประกันสังคม วรงค เดชกิจวิกรม หารือประเด็นความซ้ำซ้อนของคำศัพท์ "สูญเสียสมรรถภาพ" และ "ทุพพลภาพ" ในกรณีลูกจ้างทุพพลภาพ โดยชี้ให้เห็นว่าทั้งสองคำมีความหมายใกล้เคียงกันแต่มีระยะเวลาการจ่ายเงินชดเชยต่างกัน จึงเสนอให้ใช้คำว่า "ทุพพลภาพ" เพียงคำเดียวเพื่อเป็นภาษาสากลและป้องกันความสับสนในการตีความของนายจ้าง วรงค เดชกิจวิกรม หารือประเด็นระเบียบวาระการประชุมเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทน โดยชี้ว่าสาระหลักของกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับลูกจ้างและกรณีทุพพลภาพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. กองทุน เงินทดแทน เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าอดีตที่ผ่านมาผู้ใช้แรงงานมักจะเปึนเบี้ยล่าง อยู่เสมอ เวลามีปัญหาเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ การทํางาน เจ็บไข้ได้ป์วยหรือว่าสูญเสีย สมรรถภาพในการทํางาน หลาย ๆ ครั้งก็อาจจะถูกทอดทิ้งโดยนายจ้าง และการที่รัฐบาล ได้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา จริงอยู่ พ.ร.บ. ตัวนี้มีมาตั้งแต่อดีตครับ เพียงแต่ว่า มันก็มีข้อขาดตกบกพร่องบ้าง และวันนี้ท่านรัฐมนตรีเองก็ได้มีการเสนอเพื่อมีการแก้ไข เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผมจึงขออนุญาตอภิปรายเพื่อจะ สนับสนุนท่านรัฐมนตรีในการผลักดัน และอย่างน้อยให้กับผู้ใช้แรงงานได้รับทราบว่า มันมีประเด็นสาระที่สําคัญอยู่หลายประเด็นที่คิดว่าเปึนประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงาน และสามารถที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมายฉบับนี้ ถ้าผมจะสรุปเปึน ประเด็นสั้น ๆ ก็คือกฎหมายฉบับนี้ได้คุ้มครองแรงงานโดยหลัก ๆ ดังนี้ครับ
ก็คือคุ้มครองกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป์วย ซึ่งได้เขียนไว้ชัดเจน ว่าให้นายจ้างรับผิดชอบในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ที่จะดูแลลูกจ้าง ในกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป์วย เพราะท่านประธานคงจะทราบว่าอดีต ที่ผ่านมาในเวลาลูกจ้างเจ็บป์วยบ้างครั้งนายจ้างเองก็จะพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ผมฝากเปึนข้อสังเกตไปยังท่านรัฐมนตรีว่าในบางครั้งในมาตรานี้ก็อาจจะสัมฤทธิผล ไม่เต็มที่ เหตุผลที่พูดอย่างนี้ เนื่องจากว่าขณะนี้ผมเชื่อว่าลูกจ้างทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ในหน่วยงานต่าง ๆ มักจะทําประกันสังคมตามที่กฎหมายประกันสังคมกําหนดไว้ และกฎหมายประกันสังคมก็ได้ครอบคลุมเรื่องการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว ดังนั้นประโยชน์ เต็มที่ถึงเกิดขึ้นตามมาตรา ๑๓ ที่มีการแก้ไข ก็ลองดูสิครับว่าเราจะเพิ่มเติมอย่างไร ให้นายจ้างมีส่วนในการรับผิดชอบมากกว่าประกันสังคม อันนี้เปึนข้อสังเกตไว้เฉย ๆ ครับ เพราะอย่างน้อยประกันสังคมคุ้มครองการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว
ในประเด็นที่ ๒ ที่อยากเรียนท่านประธานเผื่อมีลูกจ้างหลาย ๆ ท่าน ได้เป่ดรับฟังว่ากฎหมายฉบับนี้ได้คุ้มครองในการทําหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่และประสบ อันตรายแล้วก็ได้รับเงินชดเชย หรือว่าพูดง่าย ๆ คือเงินชดเชยในกรณีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทํางานได้ คือต่อไปนี้ลูกจ้างเมื่อปฏิบัติหน้าที่ แล้วมีปัญหาเกิดขึ้นจนไม่สามารถปฏิบัติหรือทํางานได้ นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยให้ โดยที่กําหนดเปึนขั้นต่ําไว้ว่าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างรายเดือน
กรณีที่ ๒ คือกรณีที่ลูกจ้างทํางานแล้วต้องสูญเสียสมรรถภาพ ซึ่งผมถือว่า มันจะมีความรุนแรงมากกว่าขั้นต้นครับ ขั้นต้นอาจจะทํางานไม่ได้เฉย ๆ อาจจะแค่ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงหรือแค่บาดเจ็บเล็กน้อยแล้วทํางานไม่ได้ก็อาจจะได้เงินชดเชยส่วนหนึ่ง แต่ถ้าสมมุติว่ามีการต้องสูญเสียสมรรถภาพก็จะมีการกําหนดไว้ในการจ่ายเงินชดเชย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน โดยที่กําหนดไว้ไม่เกิน ๑๐ ป้
กรณีที่ ๓ ที่กําหนดไว้ว่าแต่ถ้าลูกจ้างทุพพลภาพ ซึ่งอันนี้ก็คล้าย ๆ กับ สูญเสียสมรรถภาพ แต่กําหนดการจ่ายเงินชดเชยได้ยาวถึง ๑๕ ป้ เพียงแต่ว่าเมื่อถึงในมาตรา ๑๘ ที่ผมพูดนี่มันก็จะมีข้อสังเกตอยู่ ๒ กรณีคือ อันที่ ๑ คําว่า ลูกจ้างสูญเสียสมรรถภาพ กับอันที่ ๒ คือคําว่า ลูกจ้างต้องทุพพลภาพ เพราะว่า คําว่า สูญเสียสมรรถภาพ โดยสามัญสํานึกของเรามันดูคล้าย ๆ กันครับ คนเราสูญเสีย สมรรถภาพก็คือประสิทธิภาพในการทํางานมันลดน้อยลง คําว่า ทุพพลภาพ ก็จะคล้าย ๆ กัน ก็คือประสิทธิภาพในการทํางานลดน้อยลง หรือแม้แต่การสูญเสียอวัยวะ คําว่า สูญเสีย สมรรถภาพโดยคํานึงถึงการสูญเสียอวัยวะ ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่า ๒ ประโยคนี้ผมดูแล้วมันจะคล้าย ๆ กัน มันค่อนข้างจะซ้ํากันมากเลย คําว่า สูญเสีย สมรรถภาพกับทุพพลภาพ แล้วมีการโยงถึงการสูญเสียอวัยวะคล้าย ๆ กัน แต่มันก็เปึนจุด ในการจ่ายเงินที่ต่างกันครับ คือสูญเสียสมรรถภาพจ่ายเงิน ๑๐ ป้ แต่ทุพพลภาพจ่ายเงิน ๑๕ ป้ ในเมื่อภาษามันซ้ําซ้อนและคล้าย ๆ กันมาก แม้แต่ในคําจํากัดความเขาเขียนไว้ ชัดเจนว่า ทุพพลภาพ หมายความว่า การสูญเสียสมรรถภาพตามหลักเกณฑ์ที่กรรมการ กําหนด มันก็เลยกลายเปึนเรื่องเดียวกัน ทุพพลภาพกับการสูญเสียสมรรถภาพดูแล้ว กลายเปึนเรื่องเดียวกัน จุดที่เปึนเรื่องเดียวกันผมเกรงว่าจะทําให้นายจ้างมองว่าจะจ่ายแค่ ๑๐ ป้ แทนที่จะจ่าย ๑๕ ป้ เขาจะไปตีความว่าอันนี้คือสูญเสียสมรรถภาพ บางคนตีความ ว่าอันนี้คือทุพพลภาพ ดังนั้นผมฝากเปึนข้อสังเกตว่ามันควรจะเลือกอันใดอันหนึ่ง ถ้าเอา เปึนภาษาที่เปึนสากลหน่อยก็คือใช้คําว่า ทุพพลภาพ คําเดียวพอเลย เพราะว่าไปใช้คําว่า สมรรถภาพด้วย ทุพพลภาพด้วย มันดูแล้วมันจะเปึนเรื่องเดียวกัน ซึ่งฝากเปึนข้อสังเกต ให้กับทางท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
และอีกประเด็นที่อยากจะฝากเปึนข้อสังเกตคือ พอดีผมเห็นในระเบียบ วาระการประชุมได้กําหนดไว้ว่าร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทนเปึน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ หรือผู้ทุพพลภาพที่จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการโดยเปึนบุคคลภายนอก คือผู้ทุพพลภาพ ๑ ใน ๓ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสาระของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งผมเห็นสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกจากฝ์ายค้านว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้สาระหลัก เกี่ยวกับผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องการจะคุ้มครองแรงงาน ต้องการจะคุ้มครองลูกจ้าง ถ้าดูในร่างพระราชบัญญัติข้างล่างจะมีคําว่าทุพพลภาพ อยู่แค่ประโยคเดียวท่านประธาน ก็คือมีประโยคตรงที่ว่าในมาตรา ๑๘ (๓) ที่เขียนไว้ว่า ร้อยละ ๗๐ ก็คือจะจ่ายเงินให้ร้อยละ ๗๐ ของค่าจ้างรายเดือนสําหรับลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภทของทุพพลภาพตามระยะเวลาที่สํานักงานประกันสังคมกําหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ ป้ มีคําว่าทุพพลภาพนิดเดียวเท่านั้นเองครับ แต่พอดีทีมงาน ของทางท่านประธานอาจจะไปกําหนดว่าเห็นคําว่าทุพพลภาพปุ็บเลยต้องตีความ อย่างกว้าง เลยไปตั้งคณะกรรมาธิการโดยมีคนพิการเข้ามา ๑ ใน ๓ แต่สาระอย่างที่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเปึนสาระเรื่องอื่นทั้งหมดเกี่ยวกับลูกจ้างทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าลูกจ้างถ้าเกิดทุพพลภาพขึ้นมาเมื่อไรเราจะดูแลอย่างนี้ ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าเกิดไปตีความอย่างนี้ผมเกรงว่าอย่างก่อนหน้านี้มีกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ เข้าสู่สภา ในกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติก็มีคํานิยามของทุพพลภาพเหมือนกัน แล้วก็จะมีอยู่มาตราหนึ่งที่พูดถึงกรณีที่ประชาชนออมไปแล้วเกิดทุพพลภาพสามารถ ที่จะให้หยุดการออมได้ด้วยการขอเบิกเงินมาใช้ก้อนหนึ่ง อันนี้ก็เท่ากับว่ากฎหมาย ฉบับที่ผ่านมาก็ต้องตั้งผู้พิการ ๑ ใน ๓ ฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมเชื่อว่ากฎหมายเกี่ยวกับสุขภาพทั้งหมดจะมีคําว่า ทุพพลภาพ เพียงแต่สาระไม่ใช่ เปึนเรื่องของคุณภาพชีวิตของเขาแต่สาระเปึนเรื่องของคนปกติ เพียงแต่ว่าคนปกติ ไปเกิดความพิการหรือทุพพลภาพขึ้นมาเท่านั้นเอง จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมไม่อยากจะให้สภาเราเอาคนพิการหรือทุพพลภาพเข้ามาพิจารณาของคนปกติ และผมเชื่อว่าในสามัญสํานึกทุกท่านที่มีอยู่ถ้าอะไรไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง เขาจะมี ความรู้สึกว่าทําไมต้องเอาเขามานั่งทรมานตรงนี้ ผมคิดว่าการตั้งคณะกรรมาธิการตรงนี้ ควรจะเปึนการตั้งในเงื่อนไขปกติเพราะว่าสาระมันไม่ได้เกี่ยวข้องจึงอยากจะกราบเรียน ท่านประธานนะครับ แล้วท้ายที่สุดนี้ก็คงไม่มีอะไรมากครับ ก็ขอสนับสนุนท่านรัฐมนตรี ในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าจะเปึนประโยชน์กับผู้ใช้แรงงานครับ ขอบคุณครับ