พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก และแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขที่อาจทำให้กระบวนการทำงานช้าลง และอาจไม่เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข จากพรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธรครับ ท่านประธานครับ มาตรานี้ใคร ๆ ที่มาอ่าน ดูกฎหมายก็บอกว่ามันยาวมาก หน้าครึ่งเลยนะครับ นาน ๆ ทีถึงจะเห็นกฎหมายอย่างนี้ คือท่านเขียนบรรยายเรื่องอะไรต่อไปเสียเยอะแยะเลยครับ แต่ว่าก็พอจะเข้าใจได้ว่า ผู้ร่างต้องการที่จะดูแลเด็กอย่างเต็มที่มันก็เลยยาวเหยียดอย่างนี้แหละ แล้วพอมาดู ความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย และผู้สงวนคําแปรญัตติ ก็เห็นแนวคิดอีกหลายคนว่าทุกคนอยากจะดูแลเด็กอย่างเต็มที่ จึงกําหนดเป็นมาตรการ พิเศษไว้ว่าถ้าจะต้องไม่ดําเนินคดีแล้วจะต้องทําอย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไร จากการทําแผน ฟื้นฟูในวรรคหนึ่งซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบและความยินยอมจากผู้เสียหายแล้วก็ เด็กด้วย ยังมาถึงขั้นอัยการ ถึงขั้นอัยการยังไม่พอ ยังโยงไปถึงศาลอีก ผมก็เลยคิดว่า กว่าแผนฟื้นฟูมันจะออกมาได้คงใช้เวลานานมากจริง ๆ เด็กคงต้องรอ ไม่รู้ รออยู่ที่ไหน นี่คือกระบวนการ คือคงไปคิดมากนะครับ กลัวว่าคนนั้นจะเป็นอย่างนี้ กลัวว่าคนนั้น จะเป็ นอย่างนี้ก็เลยยาวเหยียดกันไปเลยนะครับ ที่จริงถ้าดูตามร่างเดิมก่อนที่จะ มีการแก้ไข ผมคิดว่ามันก็น่าจะโอเค น่าจะเรียบร้ อยผ่านไปนะครับ แต่ว่า พอมีความพยายามจะมีการแก้ไขเกิดขึ้นมามันทําให้เห็นกระบวนการอย่างที่ผมว่านะครับ ยาวเหยียดมาก เมื่อดูของเสียงข้างมาก ของผู้สงวนไว้ ของผู้ต้องการแก้ไขนะครับ ผมคิดว่าตอนท้ายมันจะมาต่างกันตรงที่จะมาศาลนี่แหละที่จะเป็นหลักสําคัญ ในร่างของ ฝ่ายกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไปเพิ่มเป็นวรรคใหม่ขึ้นมาว่าในการที่ศาลจะไปแก้ไข แผนฟื้นฟูนั้น (๑) บอกว่า จะต้องมีความจําเป็นอย่างยิ่งอันมิอาจดําเนินการตามแผน แก้ไขฟื้นฟูนั้นได้ เนื่องจากจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเด็กหรือเยาวชน ผมก็มานั่งคิดกว่าจะผ่านวรรคหนึ่งมา มาวรรคสอง แล้วยังมาเจออย่างนี้อยู่อีกหรือ ก็ทําไมไม่ไว้ใจคนที่เขาทํางานกันบ้าง ไม่ใช่ว่านึกจะทําอะไรก็ทํานะครับ ไม่ใช่ สถานพินิจก็มี ผู้เชี่ยวชาญก็มี และยังจะมาเจออยู่วรรคสามอีกว่า จะต้องจําเป็นอย่างยิ่งอันมิอาจ ดําเนินการตามแผนนี้ได้ ก็จะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเด็ก ถ้ามันมีอย่างนี้ ทําไมไม่เจอตั้งแต่วรรคแรก จะมีรอดมาถึงขณะนี้หรือครับ ถ้ามันรอดมาได้นี่ผมว่าก็ไป วรรคหนึ่ง วรรคสอง มันไม่น่าจะเชื่อได้แล้วนะครับ พอเป็นอย่างนี้ผมก็เลยคิดว่าถึงแม้ จะโยงมาที่ศาล เฉพาะข้อที่แก้ไขเพิ่มเป็ น (๑) ของวรรคสามของเสียงข้างมาก ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เขียนมาอย่างไรนะครับ ฉะนั้นเมื่อดูเหตุผล ของทุกฝ่ำยแล้วนี่ เมื่อกี้ท่านประธานก็ให้ความเห็นไปแล้วว่าจะยอมรับข้อเสนอ ตามการแก้ไขของท่านวัลลภ ผมดูแล้วก็เห็นด้วยนะครับว่ามันน่าจะเพียงพอขนาดนี้ ก็เอาเป็ นว่าเมื่อผ่านวรรคหนึ่งมา ซึ่งก็ดูกันหลายฝ่ำยแล้ว เด็กและผู้เสียหาย เขายินยอมด้วย อัยการตรวจสอบ แล้วอัยการนี้ก็ต้องดูอย่างว่ามันเป็นประโยชน์สูงสุด ของเด็กแล้ว เอาน่า ให้ทําไปได้และรายงานให้ศาลทราบ แต่ว่าพอไปรายงานแล้วนี่ครับ ที่ท่านเขียนมา ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ากระบวนการจัดทํานี่ ตรงนี้ผมคิดว่า ถูกต้องแล้วครับ ทําไมครับ คือถ้าท่านไปแก้ไขว่าให้ศาลไปแก้ไขแผนฟื้นฟูอีกก็แปลว่า อะไร ศาลซึ่งไม่ใช่ผู้ทําแผน ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทําแผน ศาลจะเข้าไปยุ่งไปถึง เรื่องกระบวนการจัดทําแผนอีก เอาแค่เป็นว่าให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว นี่คือการปฏิบัติของศาลครับ แต่ว่าถ้าเขียนวรรคสามเหมือน เสียงข้างมากนี่ แปลว่าท่านให้ศาลลงไปทําแผนฟื้นฟูอีก ผมคิดว่าเกินบทบาทของศาล มันน่าจะหยุดแค่วรรคหนึ่งนะดีแล้ว มาถึงวรรคสองก็ช่วยกลั่นกรองอีกทีหนึ่ง วรรคสามคือ ถ้าจะให้ศาลเข้ามายุ่ง ก็มาช่วยตรวจสอบแค่กระบวนการจัดทําว่ามันชอบหรือไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย อันนี้ก็จะเป็นการจํากัดบทบาทของศาลว่าควรจะอยู่แค่นี้นะ ถ้าเห็นว่า มันไม่ชอบก็สั่งให้มีการแก้ไขแล้วทําใหม่ คนทําคือใคร ก็คือผู้เชี่ยวชาญนั่นละครับ ผลสุดท้ายก็ยังต้องให้เด็กเขาดูด้วย อย่างน้อยก็ทําให้กระบวนการมันดูน่าจะปฏิบัติได้เร็ว ขึ้นหน่อย ก็เข้าใจดีว่าทุกท่านก็เจตนาดีมาก แต่บางทีเจตนาดีมากไปจนกระทั่งมันอ่านดู กฎหมายแล้วบอกว่าแล้วจะทําอย่างไรตามอย่างนี้ถ้าเอาตามเสียงข้างมากนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ