สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓

ทศพล เพ็งส้ม หารือเรื่องมาตรา 82 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในคดีเด็กและเยาวชน และอ้างถึงความไม่เท่าเทียมกันในการดำเนินคดีระหว่างคดีเด็กและคดีผู้ใหญ่

นายทศพล เพ็งส้ม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ มาตรา ๘๒ นั้นถ้าดูเผิน ๆ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าดูละเอียด ในหมวด ๗ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นก็คงติดใจในวรรคสาม ท่านประธานครับ มาตรา ๘๒ เป็นแนวความคิดกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นกระบวนการ ยุติธรรมที่ไม่ฟ้ องคดี ท่านประธานครับ มาตรา ๘๒ อํานาจผู้อํานวยการสถานพินิจ ถ้าเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้ องคดี หลักมาตรา ๘๒ ต้องไม่มีการฟ้ องคดีเสียก่อน โดยมีเหตุผลไม่ว่าคํานึงถึงการศึกษาอบรม สภาพร่างกาย อาชีพ และฐานะ มีการจัดทําแผนครับท่านประธาน การจัดทําแผนแก้ไขบําบัดฟื้นฟู หลักง่าย ๆ มีการจัดทําแผนโดยความยินยอมจากผู้เสียหาย เด็ก และเยาวชน คนที่เป็น องค์ประธานหลักจริง ๆ ก็คือพนักงานอัยการ เราต้องยอมรับก่อนครับว่ามาตรา ๘๒ เป็นเรื่องที่ยังไม่มีคดีขึ้นสู่ศาลก็คือไม่มีการฟ้ องคดี แต่ที่ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยติดใจครับ ติดใจในวรรคสามที่จะขอให้ตัดออก ก็คือว่าในการจัดทํา แผนฟื้นฟูของศาล ศาลอาจดําเนินการได้ ตรงนี้ละครับที่มีปัญหา ก็คือว่าในเมื่อการจัดทํา แผนฟื้นฟูนั้นผู้อํานวยการสถานพินิจเขาไม่ฟ้ องคดี พนักงานอัยการเขามาทําแผนฟื้นฟู แต่ศาลบอกว่าศาลไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ตรงนี้แหละครับจะทําให้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อคดีมันไม่สู่ศาลแล้ว ศาลทําไมต้องหยิบขึ้นไปดู เราไม่ต้องการฟ้ องคดีครับ เพราะว่า ให้โอกาสเด็กและเยาวชนนั้นกลับตนเป็ นคนดี แล้วถ้าการจัดทําแผนฟื้นฟูเขา เด็กหรือเยาวชนอาจจะมีการชดเชยค่าเสียหายกัน เช่น เด็กผู้หญิง เด็กผู้ชายอาจจะ ไปเที่ยวกัน พ่อแม่ฝ่ำยหญิง ฝ่ำยชายพร้อมจัดทําแผนฟื้นฟูกันให้อยู่กินได้ ชดเชย ค่าเสียหายให้ วันดีคืนดีศาลเห็นเอง จะเห็นด้วยวิธีใดผมไม่ทราบ แต่ถึงเวลาศาลเห็นเอง ศาลบอกว่าเอาแผนฟื้นฟูมาทําใหม่ ในระหว่างที่แผนฟื้นฟูทําใหม่นั้น ปรากฏว่า คนที่ให้ความยินยอม ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย เด็กหรือเยาวชนก็ดีไม่เอาแล้ว อย่างนั้น ไม่ทําแล้ว ท่านประธานครับ เด็กกลับไปถูกฟ้ องคดีใหม่ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ จําได้ไหมครับ เด็กขี่จักรยานชนแท็กซี่ติดคุกครับ คดีนั้นนะครับถ้ามีการทําแผนฟื้นฟู เด็กไม่เจตนามีการชดเชยให้ เสร็จแล้วศาลเห็นว่าแผนฟื้นฟูใช้ไม่ได้กลับไปทํามาใหม่ ผู้เสียหาย เด็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องบอกไม่เห็นด้วยล่ะครับ ทําอย่างไรครับ อุทธรณ์ก็ไม่ได้ เพราะในนี้ไม่ได้เขียนไว้ ฎีกาก็ไม่ได้ในนี้ไม่ได้เขียนไว้ ผมถามว่าใครจะรับรองเด็กและ เยาวชนว่าแผนฟื้นฟูที่พนักงานอัยการเขาทํากับดุลยพินิจที่ผู้อํานวยการสถานพินิจ เขามีคําสั่งที่ไม่ฟ้ องคดีนี่มันก็จะกลับไปสู่การฟ้ องคดี มาตรานี้ไม่เป็นผล ตรงนี้แหละครับ ที่กําลังบอกว่าถ้าอุทธรณ์ ฎีกาก็ไม่ได้ ศาลก็หยิบคดีที่เขาตกลงกันเรียบร้อยแล้วขึ้นสู่ศาล พอเขาไม่ตกลงใครรับผิดชอบ ในเมื่อกระบวนการตรงนี้เป็นกระบวนการไม่ฟ้ องคดี เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นก่อนที่จะนําคดีขึ้นสู่ศาล ผมไม่เห็นด้วยที่จะนําศาลนั้น เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทําแผนฟื้นฟูที่เขามีองค์ประกอบ มีพนักงานอัยการเข้ามาดูแล และผมถามครับ คดีผู้ใหญ่ปัจจุบันนี้อัยการเขาสั่งไม่ฟ้ อง ถ้าตามต่างจังหวัดเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีความเห็นกับพนักงานอัยการ ทําไมศาลไม่หยิบมาล่ะครับ ตรงนี้ เช่นเดียวกันครับ ในเมื่อผู้อํานวยการสถานพินิจนั้นเขาบอกคดีไม่ต้องฟ้ อง ส่งพนักงาน อัยการทําแผนฟื้นฟูเสร็จ ทําไมแตกต่างกันล่ะครับ กระบวนการพิจารณา เหมือนกันเลยครับ ก็คือพนักงานอัยการในคดีผู้ใหญ่ก็สั่งไม่ฟ้ อง ตรงนี้ที่ผู้อํานวยการ สถานพินิจเขาไม่ฟ้ องคดี ไม่แตกต่างกันเลยครับ แต่ในทางตรงกันข้ามคดีเด็กกลับยุ่งยาก แล้วทั้งที่เขาจะดึงออกจากศาลไม่ไปสู่ที่ศาลจะต้องพิพากษาเด็ก หรือให้เด็กทําประวัติ หรือแม้กระทั่งส่งไปสถานพินิจ ตอนนี้เรากําลังดึงเด็กออกจากสถานพินิจ ที่สถานพินิจบอกฉันไม่ฟ้ องคดี แต่ศาลบอกว่าถ้าไม่เห็นสมควรศาลไม่ให้ ผมถึงบอกว่า มาตรานี้ก็ไม่ได้เขียนชัดว่า ถ้าแม้กระทั่งผู้เสียหาย ผู้ที่ยินยอมก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี หรือผู้อํานวยการสถานพินิจก็ดี ถ้าไม่เห็นด้วยกับแผนที่ศาลกําหนดนั้นเขาทําอย่างไร ได้บ้าง อํานาจพนักงานอัยการอยู่ไหน อัยการเขาบอกแผนฟื้นฟูดีแล้ว เห็นสมควรให้ ดําเนินการทําแผน ศาลบอกแผนไม่เห็นด้วย เป็นการถ่วงดุลหรือครับ หรือเป็นการบอกว่า ถ้าฉันไม่เห็นด้วยกับพนักงานอัยการฉันก็แก้แผนฟื้นฟูแล้วฉันไปทําเอง ถ้าอย่างนั้นคดี ทุกคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้ อง ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นเช่นเดียวกับ พนักงานอัยการด้วย ศาลต้องเอากลับมาทุกคดีแล้วครับ นี่ถึงบอกว่าอย่าให้กฎหมาย ออกมาแล้วให้คนเขาบอกว่าเราออกกฎหมายแบบ ๒ มาตรฐาน มันอันตรายสําหรับ สังคมไทย ท่านอย่าลืมว่าพนักงานอัยการเขาก็มีดุลยพินิจของเขาตามพระราชบัญญัติ อัยการ แต่ในทางตรงกันข้ามเรื่องมาตรา ๕๒ คนที่มีอํานาจมีความเห็นสั่งไม่ฟ้ อง เป็ นผู้อํานวยการสถานพินิจครับ ท่านไม่เชื่อผู้อํานวยการสถานพินิจหรือครับ ถามท่านอธิบดีก็ได้ว่าพร้อมไหมที่จะใช้ดุลยพินิจนี้ ท่านอธิบดีก็เป็นกรรมาธิการด้วย ท่านถามสิครับว่าคนของอธิบดี คนของกระทรวงยุติธรรมนั้นมีความพร้อมในการใช้ ดุลยพินิจในการไม่ฟ้ องคดีไหม ถ้าท่านอธิบดีไม่พร้อมในการที่จะใช้ดุลยพินิจ ผมถึงเห็นด้วย ท่านอย่าลืมว่าตรงนี้เขาแยกแล้ว แยกว่ากระบวนการขึ้นสู่ศาลนั้น ควรจะมาดูแลเด็กเสียก่อน ไม่ให้เด็กมีความรู้สึกว่าต้องเดินไปศาล ไม่ต้องเด็กหรอกครับ ผู้ใหญ่เรานี่ละครับแค่เป่าตรวจแอลกอฮอล์ยังมีความรู้สึกไม่อยากไปศาล เช่นเดียวกัน เด็กอายุที่ไม่สมควรไปขึ้นสู่ศาลท่านอย่าจูงเด็กเข้าไปเลยครับ เด็กเขาก็ไม่อยากไปศาล เช่นเดียวกับผู้ใหญ่แหละครับ ฉะนั้นกระบวนการจัดทําแผนฟื้นฟูตามมาตรา ๘๒ เมื่อองค์ประกอบมันครบเขาใช้ ดุลยพินิจชอบแล้วท่านอย่าไปยุ่งเลยครับ เพราะในตอนท้ายของมาตรา ๘๒ วรรคท้ายเขาก็บอกแล้วว่า การจัดทําแผนฟื้นฟูแก้ไข บําบัดต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายและเด็กและเยาวชน องค์ประกอบตรงนี้ มันชัดอยู่แล้วครับ ถ้าเมื่อไรไม่ให้ความยินยอมทําไม่ได้ แล้วถ้าเกิดท่านไปแก้ไขแผนฟื้นฟู แล้วเขาบอกเขาไม่ยินยอมแล้ว ที่ทําไปเสียเปล่านะครับ เสียทั้งหมดเลย เสียโดยที่ ไม่ให้เด็กมีโอกาสแก้ตัว และโดยเฉพาะผมถึงบอกว่า อํานาจศาลเป็นเรื่องคดีที่อยู่ ในการพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการเขามีความประสงค์จะฟ้ อง แต่ตรงนี้ไม่ใช่ ตรงนี้ก็ยังไม่มีการฟ้ องคดี ท่านอย่าจูงเด็กขึ้นศาลโดยไม่จําเป็นครับ ขอบคุณครับ