สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓

อภิรดี โพธิ์พร้อม หารือเรื่องร่างกฎหมายเกี่ยวกับเด็กที่มีพฤติกรรมร้ายแรงและเรียกร้องให้ไม่ควรนำหลักการของศาลปกครองมาใช้ในการดูแลเด็กและเยาวชน

นางอภิรดี โพธิ์พร้อม กรรมาธิการ

ขอบพระคุณค่ะ อภิรดี เลขานุการ คณะกรรมาธิการ จริง ๆ หลักการเรื่องนี้มีอยู่ในกฎหมายเดิมในมาตรา ๓๘ (๔) อันนี้เป็นเรื่องชัดเจนเลยค่ะ กฎหมายมาตรานี้จะเขียนไว้ชัดว่ากรณีที่เด็กประพฤติตัว เป็นภัยต่อเด็กหรือเยาวชนอื่น อนุญาตให้ผู้อํานวยการสถานพินิจส่งตัวเด็กไปจัดไว้ ในที่เฉพาะ คือส่งไปอยู่ในสถานพินิจแล้วถ้าเด็กคนนั้นเป็นภัยต่อเด็กคนอื่นก็ให้ส่งตัว ไปยังเรือนจําหรือสถานที่อื่นโดยเฉพาะได้โดยได้รับอนุญาตจากศาลก่อน อันนี้หลักการ ที่มีอยู่ตามกฎหมายเก่าที่มีเดิม เว้นแต่กรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งจะส่งเด็กและเยาวชนไปยัง เรือนจําก่อนก็ได้แล้วรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว หลักการนี้เรื่องของการที่เป็นภัยร้ายแรง หรือฉุกเฉินอย่างยิ่ง มีการใช้และถือปฏิบัติในศาลเยาวชนและครอบครัวมาตลอด แล้วเราก็ทํางานกันมานานแล้วค่ะ ไม่เคยมีปัญหาในข้อขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น เกิดเหตุบ่อย ๆ เพราะว่าเด็กหนีออกจากสถานพินิจเป็นประจํา มีเด็กทําร้ายกัน ตีกัน ดิฉันเป็นผู้พิพากษา ศาลเยาวชนและครอบครัวมานานหลายปี แล้วก็ทํางานเกี่ยวข้องกับศาลเยาวชนและ ครอบครัวมาตลอด แล้วก็เจอเหตุการณ์อย่างนี้อยู่เป็นประจําแล้วก็เนือง ๆ เพราะว่า มันจะเกิดกรณีอย่างนี้ เหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งเกิดเรื่องเด็กตีกัน เด็กทําร้ายกันเมื่อไม่นาน ทุกท่านก็คงจะติดตามข่าวกัน เพราะว่าสถานการณ์บ้านเราก็รู้กันอยู่นะคะว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเหตุการณ์อย่างนี้ศาลที่ทํางานร่วมกันมายาวนานแล้วเป็นหลักการที่เรา เคยทํางานร่วมกัน แต่ว่าดิฉันอยากขออนุญาตกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วศาลเยาวชนและ ครอบครัว ---------------------------------------------------------- เมื่อสักครู่ท่านรองวัลลภได้พูดประเด็นเรื่องบทบาทของฝ่ายบริหารกับบทบาทของศาล ดิฉันว่าเราคงต้องมองประเด็นให้ตรงกันว่าการที่ศาลมีการวินิจฉัยสั่งการอย่างหนึ่ง อย่างใดเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของศาลเยาวชนและ ครอบครัว แล้วกฎหมายเยาวชนต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านว่ากฎหมายเยาวชนไม่ได้จบแค่ศาลตัดสิน การทํางานของศาลเยาวชนและครอบครัวไม่ได้จบแค่ว่าเมื่อเด็กมาสู่ศาล ศาลพิจารณา พิพากษาไปแล้วแล้วจบกันนะคะ ศาลเยาวชนและครอบครัวมีหน้าที่ดูแลเด็ก จนกระทั่งเด็กสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้อีกครั้ง ทําไมดิฉันถึงได้กราบเรียนอย่างนี้ ในบทบัญญัติมาตรา ดิฉันจําเลขมาตราไม่ได้ ขอประทานโทษนะคะ คือเมื่อศาลมี คําพิพากษาไปแล้วถ้าพบว่าพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ศาลสามารถเปลี่ยนแปลง คําพิพากษาเกี่ยวกับตัวเด็กและเยาวชนนั้นได้อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่ โดยตรงของศาลเยาวชนและครอบครัวในการดูแลเด็กและเยาวชนตลอดสายค่ะ แม้จะมีคําพิพากษาไปแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องบทบาทของฝ่ายบริหารหรือบทบาทของศาล อะไรอย่างใดทั้งสิ้น แล้วศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่มีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปดูแล แล้วก็คุ้มครองสิทธิให้เด็กและเยาวชนให้ได้รับการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐาน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งประเทศไทยเราเองเข้าไปเป็นภาคี แต่ว่าในร่างฉบับนี้ เริ่มนําแนวคิดเรื่องศาลปกครองเข้ามาใช้ คือเมื่อศาลมีคําพิพากษาไปแล้วให้ฝ่ายบริหาร ที่มีหน้าที่บังคับตามคําพิพากษาไปดําเนินการตัดสินใจ ดําเนินการเกี่ยวกับตัวเด็กได้ โดยฝ่ำยบริหารเอง แล้วให้ศาลมาตรวจสอบการกระทําของฝ่ำยบริหารภายหลัง อันนี้ไม่ใช่หลักในศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วประเทศที่เขาทํากันนะคะ นี่เป็นหลัก ในศาลปกครอง คนละหลักการกัน หลักในการดูแลเด็กและเยาวชนจะนําหลักให้ ฝ่ายบริหารไปทําอะไรโดยที่ศาลไม่ได้รับรู้รับเห็นแล้วมาให้ศาลตรวจสอบภายหลัง จริง ๆ ไม่ใช่หลักการที่เขาใช้กันในศาลเยาวชนทั่วโลก ต้องขอกราบเรียนท่านที่เคารพ แต่ว่าในเรื่องของการร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มีข้อถกเถียงกันยาวนาน แล้วก็บางอัน ที่มันพอเป็นไปได้แล้วไม่เกิดความเสียหายกับเด็กและเยาวชนมากเกินไป ทางศาลก็ยอมรับ ในหลักการที่มีการเอาหลักการที่ไม่ตรงกับหลักการทํางานของศาล ของระบบงานเยาวชน และครอบครัวมาใช้ แต่อย่างไรก็ดีการที่ศาลเข้าไปมีบทบาทในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ การทํางานของฝ่ายบริหารนะคะ แต่ศาลทําหน้าที่ของศาลในการคุ้มครองดูแลเด็ก ตามบทบาทหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกออกแบบขึ้นมา กราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ