อภิรดี โพธิ์พร้อม หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลเด็กและเยาวชน โดยเรียกร้องการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ และให้ศาลมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิเด็ก
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน อภิรดี โพธิ์พร้อม ขออนุญาตชี้แจงไปพร้อมกันทั้ง (๖) และ (๗) ในมาตรานี้เลยได้ไหมคะ ในมาตรา ๔๑ เป็นเรื่องอํานาจหน้าที่ของผู้อํานวยการสถานพินิจที่จะดําเนินการกับเด็ก และเยาวชนที่อยู่ในความควบคุม ใน (๖) เป็นเรื่องที่เด็กต้องคําพิพากษาของศาลแล้วศาล มีคําพิพากษาหรือคําสั่งเด็ดขาดแล้วให้เด็กเข้าไปอยู่ในความควบคุม ไปฝึกอบรม ในสถานฝึกและอบรม แต่ว่าหลักการในเรื่องนี้เป็นไปตามหลักการในกฎหมาย จริง ๆ แล้ว ในกฎหมายเดิมก็มีหลักการเรื่องนี้อยู่ แล้วกฎหมายเดิมในเรื่องนี้เขียนชัดเจนว่า การที่ผู้อํานวยการสถานพินิจจะอนุญาตคือเปลี่ยนแปลงคําพิพากษาของศาล โดยส่งเด็ก ออกไปรับการศึกษาอบรมนอกสถานที่จะทําได้ก็โดยได้รับความเห็นชอบจากศาล ในเรื่องนี้ในหลักสากลทั่วโลกเมื่อเด็กและเยาวชนเข้ามาสู่กระบวนการที่ศาลได้เข้าไป ดูแลคุ้มครองเด็กหรือกําหนดมาตรการในการแก้ไขเด็กอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตรการที่ศาลกําหนดก็เป็นเรื่องที่ต้องมาพูดคุย ต้องมาให้ศาล ร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นกลไกในการคุ้มครองสิทธิเด็ก เป็นหลักประกันของเด็ก ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และหลักประกันตามกฎแห่งกรุงปักกิ่งในเรื่องของ มาตรฐานในการปฏิบัติต่อเด็กในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการปรับปรุงหลักการดังกล่าวให้เบี่ยงเบนไปเล็กน้อย จริง ๆ แล้วทางศาลเอง ก็ไม่สู้เห็นด้วย แต่ว่าคิดว่าทําให้ไม่เกิดความเสียหายแก่เด็กมากเกินไปก็เลยปรับร่าง มาเป็ นว่าทางผู้อํานวยการสถานพินิจอนุญาตให้ออกไปศึกษานอกสถานที่ได้ แต่ต้องรายงานให้ศาลทราบ ศาลก็จะทําหน้าที่ของตัวเองในการดูแลคุ้มครองสิทธิเด็กว่า ถ้ากรณีพบว่าการอนุญาตเช่นนั้นไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก ศาลก็จะลงมา ช่วยกันดูแลแล้วก็มีความเห็นเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นใน (๗) ก็เช่นเดียวกัน ตามข้อสงวนของผู้สงวนทุกท่านที่เสนอมาก็คือให้ตัดมาตรการเงื่อนไขทางกฎหมาย ที่ให้ศาลเข้ามาทําหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลเด็ก มีการเปลี่ยนแปลงคําพิพากษาของศาล โดยที่ศาลไม่สามารถเข้ามาดูแลคุ้มครองที่จะดูแลประโยชน์สูงสุดของเด็กได้เลย ในเรื่องแรกในเรื่อง (๖) เป็นเรื่องของการอนุญาตให้ออกไปศึกษานอกสถานที่ และใน (๗) เป็นเรื่องของการที่ย้ายเด็กออกไปควบคุมในสถานที่อื่นที่ศาลมีคําสั่งหรือคําพิพากษา ให้เด็กเข้าไปอยู่ในสถานที่หนึ่งสถานที่ใดตามที่กฎหมายกําหนดแล้ว ตามร่างเอง เขียนชัดเจนว่า ถ้าเป็นกรณีจําเป็นก็ไปขออนุญาตศาลเพื่อที่จะย้ายได้ถ้ามันมีความจําเป็น อย่างเช่น สถานที่ที่ศาลส่งไปอาจจะแน่น หรือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถรองรับเด็กได้ หรือเกิดเหตุเด็กหนีออกจากสถานพินิจ เกิดการเผาสถานพินิจอยู่ไม่ได้แล้วตรงนี้ ก็สามารถที่จะย้ายได้โดยได้รับอนุญาตจากศาล แต่ถ้ามันมีกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งร่างก็เขียนเปิดช่องทางไว้อย่างสะดวกในการปฏิบัติงานว่า สามารถดําเนินการได้ อย่างเช่นกรณีที่ดิฉันยกตัวอย่างว่าเกิดการเผาสถานพินิจอยู่ไม่ได้ แล้วก็จําเป็นต้องย้ายเด็กออกไป กรณีนี้ทางสถานพินิจสามารถดําเนินการได้โดยเร็วเลย โดยรายงานให้ศาลทราบ ทีนี้เมื่อรายงานมาแล้วก็เป็นหน้าที่ของศาลอีกเหมือนกัน ในการดูแลคุ้มครองเด็กว่าการดําเนินการเช่นนั้นมันสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุด ของเด็กหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเด็กมีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัดหนึ่งถูกควบคุมตัว อยู่ในจังหวัดหนึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองก็อยู่ในพื้นที่นี้ ทางผู้อํานวยการสถานพินิจมีคําสั่ง ให้ย้ายเด็กไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่งซึ่งห่างไกลเป็นระยะทางไกลมาก เด็กเหล่านี้ต้อง กราบเรียนท่านเป็นเด็กที่ด้อยโอกาส ยากจน ขาดแคลน กรณีนี้เมื่อรายงานมาศาลเห็นว่า การดําเนินการเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของเด็กก็จะเป็ นช่องทาง ให้ศาลเข้าไปดูแล อาจจะมีคําสั่งให้ย้ายกลับมาอยู่ที่เดิม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่กฎหมาย ได้ออกแบบการทํางานร่วมกันในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็กําหนดบทบาทของ ศาลเยาวชนและครอบครัวในการเข้ามาพิจารณาคุ้มครองสิทธิของเด็กให้ได้รับการดูแล ให้ได้รับประโยชน์สอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของเด็ก ดิฉันคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ จริง ๆ แล้วทางศาลเองก็มีหลายอันที่เราไม่สู้เห็นด้วย เพราะว่ามีการดําเนินการไปก่อน แต่เห็นว่ามีความเป็นไปได้ แล้วก็เป็นเรื่องที่อาจจะทําให้กระบวนการเร็ว อย่างเช่น (๖) เป็นเรื่องของการอนุญาตให้ออกไปศึกษานอกสถานที่ อาจจะไม่เป็นเรื่องที่เป็น ผลร้ายเกินไปนะคะ รายงานมาแล้วศาลก็มาพิจารณาภายหลัง ทางศาลเองก็เห็นพ้อง ให้มันเป็ นไปตามร่างที่เสนอมานะคะ แต่ถ้าเป็ นไปตามข้อสงวนนี้เท่ากับว่าวันนี้ กระบวนการยุติธรรมสําหรับเด็กและเยาวชนไทยก็จะเปลี่ยนโฉมหน้า เพราะว่ากลไก ในการกระทําหรือว่าปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนก็จะดําเนินการโดยฝ่ายบริหาร โดยที่ศาล ไม่สามารถที่จะยื่นมือเข้าไปดูแลแล้วก็ปกป้ องคุ้มครองเด็กได้อีกต่อไป ก็ต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านก็เป็นตัวแทนของ ประชาชน และดิฉันก็เชื่อเหลือเกินว่าท่านก็คงมองเรื่องของสิทธิเด็กเป็นเรื่องสําคัญค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ