อภิรดี โพธิ์พร้อม หารือเรื่องการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยมีใจความหลักเกี่ยวกับการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูในระบบเปิดและการฝึกอบรม ซึ่งเธอคิดว่ามาตรา ๓๓ ในกฎหมายฉบับนี้ไม่มีประโยชน์อันใด และจึงเสนอให้ตัดมาตรานี้ออก
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน อภิรดี โพธิ์พร้อม เลขานุการคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ค่ะ คงต้องอธิบายความนิดหนึ่งค่ะว่า บทบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อสร้าง กระบวนการยุติธรรมสําหรับเด็กและเยาวชน ศาลเยาวชนและครอบครัวก็จะเป็น ศาลที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการพิพากษาลงโทษ คือการพิพากษาไม่ได้มุ่งไปที่การลงโทษ แต่มุ่งไปที่การแก้ไขเด็กให้กลับตัวเป็นคนดี และในกระบวนการการแก้ไขเด็กให้กลับตัว เป็นคนดีอย่างที่มีคํานิยามที่เขียนไว้ชัดในมาตรา ๔ ก็คือใช้ในเรื่องของการแก้ไขบําบัด ฟื้นฟู การแก้ไขบําบัดฟื้นฟูในสากลทั่วโลกทําเป็น ๒ ระบบ ระบบหนึ่งคือการแก้ไข บําบัดฟื้นฟูในระบบเปิดซึ่งไม่จําเป็นต้องควบคุมตัวเด็กไว้ เด็กสามารถกลับไปอยู่กับ ครอบครัว ชุมชน แล้วส่งไปแก้ไขบําบัดฟื้นฟูโดยหน่วยงานภาคเอกชนหรือหน่วยงาน ราชการปกติ ซึ่งมีกระบวนการที่ทํางานกับเด็กทั่ว ๆ ไป ยกตัวอย่าง เช่น โรงเรียนเอกชน ที่เขามีความพร้อมที่จะรองรับเปิ ดพื้นที่ให้เด็กเหล่านี้เข้าไปรับการแก้ไขบําบัด หรือตามวัด ตามองค์กรเอกชนอื่น ๆ ที่มีความพร้อมโดยที่ไม่จําเป็นต้องควบคุมตัวเด็ก คือในมาตรา ๓๓ จะเป็นการพูดถึงกรณีที่ ดิฉันขออนุญาตเดี๋ยวค่อยลําดับตรงนี้อีกที ขออนุญาตชี้แจงเรื่องของการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูให้ชัดเจนออกจากกันก่อนนะคะ เพราะฉะนั้นกระบวนการการแก้ไข บําบัด ฟื้นฟูในระบบเปิดจึงเป็นกระบวนการที่ศาล แสวงหาทางเลือกที่มีอยู่ในสังคมอย่างกว้างขวางเพื่อให้เด็กได้รับโอกาสที่จะได้รับ การแก้ไขได้อย่างแท้จริง ส่วนกระบวนการการแก้ไขอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นการแก้ไขเด็ก ที่มีปัญหามาก จําเป็นต้องมีการเอาเด็กเข้ามาควบคุมไว้เรียกว่า การฝึกอบรม ซึ่งท่าน จะเห็นในคํานิยาม จะมีนิยามอีกคําหนึ่งว่าการฝึ กและอบรมเป็นการแก้ไขบําบัดฟื้นฟู ที่มีการควบคุมตัวเด็กเอาไว้ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ก็จะเขียนบทบัญญัติในเรื่องของ การแก้ไขเด็กแยกต่างหากจากกัน กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านว่า ในมาตรา ๓๓ เขียนไว้ชัด ในกรณีที่ศาลเขียนมาตรานี้ จริง ๆ แล้วเป็นเรื่อง วัตถุประสงค์ในการร่างกฎหมายซึ่งเป็นร่างที่ตรงกันกับของรัฐบาลนะคะ เพียงแต่ว่า มีวัตถุประสงค์เพียงที่ว่าทุกวันนี้ศาลเองดําเนินการในเรื่องการแก้ไขบําบัดฟื้นฟู ส่งตัวเด็กไปรับการบําบัดโดยได้รับการอนุเคราะห์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งภาครัฐ เราเองไม่มีกําลังความสามารถที่จะทําได้ ในกรณีที่เด็กมีปัญหาไม่มากเราทําอยู่ เป็นประจําอยู่แล้ว โดยถ้าสมมุติเป็นวัดก็เป็นมาตรฐานที่ทางกรมการศาสนาดูแลอยู่ หรือถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนก็เป็นมาตรฐานที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ดิฉันยกตัวอย่างให้ดูเฉพาะบางอันนะคะ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อยู่ในสังคมที่เขามี การกําหนดมาตรฐานในการดูแลกันอยู่แล้ว ซึ่งศาลเยาวชนทั่วประเทศใช้มาตรการนี้ กับเด็กที่มีปัญหาไม่มากและเป็นจํานวนเด็กประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กกระทํา ความผิดทั่วประเทศ การบัญญัติบทบัญญัติมาตรา ๓๓ มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เพียงแต่ว่า เราอยากรู้ว่าจะมีองค์การเอกชนไหนบ้าง ที่ทํางานด้านนี้ ซึ่งมีอยู่มากมายซึ่งศาลไม่มีโอกาสรับรู้ เพื่อให้มาแจ้งให้ศาลรู้จะได้มี การมาร่วมมือกันทํางานและแก้ไขเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นบุคลากรที่จะเป็นอนาคตของชาติ เพียงเท่านั้นเอง แล้วในชั้นที่ประชุมของคณะกรรมาธิการก็บอกว่า การที่จะให้ศาลมารับรู้ ว่ามีองค์การเอกชนไหนจะทํางานร่วมกับศาลมันไม่จําเป็นต้องมีการจดแจ้ง เป็นเรื่อง ภายในที่ศาลสามารถที่จะไปออกระเบียบภายในด้วยตัวเองได้ เพราะฉะนั้น ทางกรรมาธิการก็เสนอให้ตัดมาตรานี้ออกซึ่งทางศาลก็ไม่มีข้อขัดข้อง ทีนี้ขออนุญาต กราบเรียนไปถึงเรื่องของการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูโดยวิธีการฝึ กอบรม ซึ่งท่านกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นได้อภิปรายถึงในมาตรา ๕๙ ในหมวดเรื่องการฝึกอบรมก็จะเขียนไว้ชัด เป็นอีกกรณีหนึ่งไม่เกี่ยวพันกับมาตรา ๓๓ นี้แต่อย่างใดว่า การฝึกอบรมจะทําได้ ในสถานที่ทั้งหมด ๓ สถานที่ สถานที่แรกก็เป็นเรื่องของสถานฝึกและอบรมซึ่งเป็น ราชการคือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สถานที่กลุ่มที่ ๒ ก็คือสถานที่ที่ทาง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนออกใบอนุญาตให้ทํางานด้านเด็ก ซึ่งอยู่ใน มาตรฐานที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนดูแลในมาตรฐานการปฏิบัติงานอยู่แล้ว และสถานที่ที่ ๓ คือสถานที่ที่ศาลเห็นสมควร ซึ่งอย่างไรก็ตามในการฝึกอบรมกับ เนื้อหาสาระในมาตรา ๓๓ เป็นคนละกรณีกัน ในมาตรา ๓๓ พูดแต่เพียงว่า ศาลจะรับจด เฉพาะองค์กรที่มาทํางานอย่างในเรื่องของการแก้ไขบําบัดฟื้นฟู ซึ่งไม่รวมถึง การฝึกอบรมที่มีการควบคุมตัวเด็ก เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการก็เลยเห็นว่ามาตรานี้ เขียนไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด เนื่องจากศาลสามารถไปดําเนินการด้วยวิธีการภายใน ในองค์กรของศาลได้เองอยู่แล้ว ถ้าอยากจะรับทราบว่ามีหน่วยงานไหนที่จะมาร่วมทํางาน กับศาลในส่วนนี้ก็เลยได้ตัดมาตรานี้ออกไป ขอบพระคุณค่ะ