เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงาน และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงมาตรา 21 และมาตรา 46 เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างเงินและลักษณะงานที่ทำ นอกจากนี้ เธียรชัยยังเสนอให้กรมแรงงานตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงสำหรับบริษัทจัดหางานที่ส่งคนงานไปต่างประเทศ และขอแนะนำให้ลดเปอร์เซ็นต์ที่หักจากเงินเดือนของคนงานในประเทศจาก 5 เปอร์เซ็นต์เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องแรงงานที่มีปัญหาด้านรายได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ผมถือว่ารัฐบาลนี้ได้ให้ความสําคัญกับผู้ใช้แรงงาน ที่ไม่ว่าจะทํางานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งคนต่างด้าวที่จะเข้ามาทํางาน ในประเทศไทยเราครับ สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลแล้วต้องชื่นชมก็คือว่า ผู้ที่ไปทํางาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ไปทํางานในต่างประเทศก็คือกลุ่มผู้ที่ไปแสวงหาเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ หรือมากที่จะดูแลครอบครัว ผมเชื่อว่ากลุ่มคนงานโดยเฉพาะพวกที่ไปทํางานต่างประเทศ จริง ๆ ก็อยากอยู่ในประเทศไทยนี้นะครับ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่เพียงพอและด้วยอื่น ๆ อีกหลายประการก็ทําให้เกิดความท้าทาย ที่จะต้องไปทํางานในต่างประเทศ ผมดูร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ถือว่าเปึนร่างที่รัฐบาล ร่างออกมาโดยที่มีทัศนคติที่ดีครับ ที่ว่าเปึนทัศนคติที่ดีต่อผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะ ผู้ที่ไปทํางานต่างประเทศก็คือว่า ได้สร้างหลักประกันหลายรูปแบบ รวมทั้งอํานวย ความสะดวกต่าง ๆ ที่จะทําให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน ก่อนอื่นผู้ใช้แรงงานถ้าเรามองดูว่า เขาก็คือคนไทยธรรมดานี่ครับ แต่ที่ไปทํางานต่างประเทศเพราะต้องการรายได้ รายได้ที่มาไปไหนครับ ก็กลับคืนเข้าสู่ประเทศ นี่แหละครับคือส่วนหนึ่งของวีรบุรุษ ที่ผมว่าก็คือเปึนผู้ที่หาเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย จุดนี้คือจุดที่มีความสําคัญ และมีความหมายมาก เพราะฉะนั้นถ้าน้ําหนักเราให้ไปตามรูปแบบทางเศรษฐกิจอย่างนี้ ผมก็เชื่อว่าเมื่อเรามีกฎหมายฉบับนี้แล้วก็จะช่วยทําให้พี่น้องที่ทํางานในต่างประเทศ ได้มีความอบอุ่นใจมากยิ่งขึ้นครับ ก่อนที่จะลงลึกไปในเรื่องมาตราต่าง ๆ ก็มีเพื่อนสมาชิก หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ผมก็เพียงแต่จะเพิ่มเติมบ้างเพียงเล็กน้อย นั่นก็คือ ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๔๖ ในมาตรา ๒๑ ในเรื่องของใบอนุญาต ผมคิดว่ามูลค่า ที่ปรากฏอยู่ในนี้ที่เขียนว่า ผู้ขออนุญาตจัดหางานในประเทศไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาท แล้วก็ ถ้าขออนุญาตต่างประเทศไม่น้อยกว่าห้าล้านบาทนี่นะครับ ผมว่าเราอาจจะต้องขอปรับ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจํานวนเงินกับลักษณะงานที่ทํานะครับ ในมาตรา ๒๑ เราไม่ควรใช้ความสัมพันธ์กันระหว่างลักษณะงานที่ทําในประเทศกับลักษณะงานที่ทํา ในต่างประเทศ หรือของคนต่างด้าวที่เข้ามาทํางานในประเทศ ที่ผมคิดอย่างนี้ก็เพราะว่า มันอาจจะดูมากไปหรือน้อยไปดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย คําว่า มากไป หรือ น้อยไป นี่ครับมันเถียงกันไม่จบหรอกครับว่าขนาดไหนคือน้อย ขนาดไหนคือมาก เราคงต้องใช้ ความสัมพันธ์กับขนาดของบริษัทที่จะจัดหางานว่า บริษัท ก บริษัท ข ที่จะจัดหางาน ในประเทศของคุณท่านมีโควตาหรือท่านคิดว่าท่านจะทําได้ในกี่พันตําแหน่ง บริษัทที่มี ขนาดเล็กเปึนพันตําแหน่งต่อป้นี่ครับ เราก็คิดความเสี่ยงที่ผู้ใช้งานในประเทศที่อาจจะไม่ได้ รับเงินเมื่อเกิดความเสียหายคํานวณ เปึนเรื่องของการใช้ตัวเลขของจํานวนของผู้ใช้แรงงาน มาเปึนตัวให้ความสัมพันธ์กับเงินนี้จะดีกว่าครับ อาจจะกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ ซึ่งผมก็ต้อง ขอฝากเรื่องนี้ให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณาลงรายละเอียดนะครับ แต่ผม คิดว่าจะไปผูกไว้กับว่าถ้าในประเทศแค่นี้ ถ้าต่างประเทศแค่นี้ ผมคิดว่าอาจจะเปึความสัมพันธ์ ที่มีไม่เพียงพอที่จะให้ความอบอุ่นแก่หลักประกันกับผู้ใช้แรงงานนะครับ เช่นเดียวกันครับ ในต่างประเทศก็ต้องมีความเสี่ยงเพราะว่าเงินตรามันมีมูลค่าต่างกัน ก็ต้องใช้จํานวนผู้ใช้ แรงงานบริษัทนี้มีการส่งคนงานไปทั้งป้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ก็ต้องเสียอีกราคาหนึ่ง บริษัทนี้ ส่งคนงานไป ๕๐๐ คนก็ต้องเสียในอัตราหนึ่งครับ ผมเชื่อว่าโดยวิธีนี้จะทําให้เกิดความยุติธรรม มากยิ่งขึ้นครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมติดตามก็คือ มาตรา ๔๖ ในมาตรา ๔๖ นี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราจะได้พิจารณาเงิน ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทํางาน ในต่างประเทศไม่สามารถจัดให้คนหางานเดินหาได้ภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๓๘ แล้วเรื่องต่อ ๆ ไปเปึนเรื่องที่ผู้รับอนุญาตมิได้ปฏิบัติตามข้อสัญญา มันก็เกิดความเสียหายขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน ในส่วนนี้ครับผมคิดว่าบริษัทจัดหางาน ที่จะส่งคนงานไปต่างประเทศต้องวางเงิน ผมเสนอว่าน่าจะมีการวางเงินที่ไหนครับ ที่ธนาคารครับ เปึนลักษณะของการประกันความเสี่ยง ถ้าผู้นั้นทําสัญญาเรียบร้อยดี เปึนไปตามสัญญา ธนาคารแห่งนั้นก็คืนเงินให้กับบริษัทนั้นไป แต่ถ้าผิดสัญญาก็สามารถ ที่จะเรียกเก็บเงินมาให้กับผู้ใช้แรงงานเลย ในส่วนนี้ผมคิดว่ากระทรวงแรงงานต้องเปึน เจ้าภาพ ก็คือจัดให้มีหลักประกันทางธนาคารเพื่อที่จะนําเงินได้นั้นมาช่วยเหลือในกรณี ที่สัญญานั้นไม่เปึนไปตามวัตถุประสงค์ครับ ก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้ในเรื่องนี้นะครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๖๔ ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะที่ผมติดใจก็คือ (๖) ในขณะนี้กองทุนประเทศไทย เราจะมีเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เปึนเรื่องเสียหายอะไรนะครับ เปึนเรื่องที่ดีมีประโยชน์ แต่สิ่งที่ผมเปึนห่วงในฐานะที่เราต้องดูแลงบประมาณของคนไทยทั้งประเทศนะครับ ในมาตรา ๖๔ (๖) ส่วนใหญ่ทุกกองทุนจะต้องเขียนเปึนไปในลักษณะนี้ทั้งสิ้นก็คือ หลักประกันที่ตกเปึนของกองทุนตามมาตรา ๒๒ เงินและทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้ส่ง เข้ากองทุนโดยไม่ต้องนําส่งคลังเปึนรายได้แผ่นดิน คือในเรื่องของการจัดทําบัญชีกองทุน ก็ตามนะครับ ผมคิดว่าทุกกองทุน เมื่อถึงสิ้นป้ต้องมีการชําระบัญชี เมื่อมีการชําระบัญชี มันก็จะมีเงินเหลือ ดีที่สุดนะครับเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตามที่อาจจะมีผู้คิดว่าเปึนอย่างนั้น เพื่อเราสร้างระบบให้มีความบริสุทธิ์ก็คือว่าส่งคืน คลังทั้งหมด แล้วในกรณีที่ป้ใดเกิดไม่เพียงพอหรือไม่พอใช้ก็ใช้เงินจากกองทุนฉุกเฉินหรือ กองทุนอื่น ๆ แล้วแต่ที่เห็นสมควร นี่คือสิ่งที่ผมขอกราบเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราจะจัดตั้งครั้งต่อไป ท่านประธานครับ ในส่วนของ ผู้ใช้แรงงานที่ทํางานในประเทศครับ ส่วนใหญ่เมื่อได้งานแล้วก็จะต้องทํางานตามบริษัทต่าง ๆ ก็จะต้องมีเงินที่จะต้องส่งเข้ากับกองทุนอีกละครับ ที่เราเรียกว่ากองทุนประกันสังคม ณ ขณะนี้หัก ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ฐานเงินเดือนที่หักได้สูงสุดก็คือ ๑๕,๐๐๐ บาท ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าใครเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ๕ เปอร์เซ็นต์ก็จะต้องหัก ๗๕๐ บาท ๗๕๐ บาทมันมีสิทธิอะไรบ้างครับ สิทธิก็คือรักษาพยาบาลในกรณีที่ไม่ว่าจะบาดเจ็บ หรือเจ็บป์วย อันที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องการคลอดบุตร แล้วสิทธิที่ ๓ ก็จะเปึนเรื่อง ทุพพลภาพ เรื่องการตาย หรือการชราภาพ ในขณะนี้เรามีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผมมีความเห็นว่าพี่น้องแรงงานในประเทศส่วนใหญ่รายได้ก็ไม่เพียงพอ แต่เมื่อต้องมาถูกหัก ๕ เปอร์เซ็นต์แล้วทั้ง ๆ ที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจริง ๆ แล้วคุ้มครองคนทั้ง ๖๓ ล้านคน แต่เนื่องจากเรามีกองทุนประกันสังคมเกิดขึ้นก่อนกองทุนหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ เพราะฉะนั้นเงินกองทุนประกันสังคมก็เลยมียอดสูงสะสมทุกป้ ก็เพราะเหตุว่า บุคคลนั้นไปใช้บริการเจ็บป์วยน้อยด้วยเพราะว่าอยู่ในวัยทํางาน โอกาสความเสี่ยงของโรค ก็มีน้อย เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่าให้พิจารณาตัดเปอร์เซ็นต์คนงานในประเทศตามบริษัท ต่าง ๆ ที่จะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมให้คํานวณออกมาว่าที่เราส่ง ๕ เปอร์เซ็นต์นั้น มันมีกี่เปอร์เซ็นต์ใน ๕ เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในหมวดของการรักษาพยาบาล การเจ็บป์วย หรือการคลอดบุตร อันนี้ก็คือจะเปึนการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องทางอ้อมอีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เราต้องยอมรับว่าปัญหาแรงงานในประเทศมีปัญหาทางด้านรายได้ของผู้ใช้ แรงงานยังน่าเปึนห่วงอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาเงินจํานวนนี้ แทนที่จะเสีย ๕ เปอร์เซ็นต์ อาจจะลดลงเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ผมก็เชื่อว่าก็จะทําให้พี่น้องเรา มีความสุขตามสมควรครับ ขอบพระคุณมากครับ