พีรพันธุ์ พาลุสุข แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน โดยวิจารณ์ว่าเนื้อหาของกฎหมายเก่าและใหม่คล้ายคลึงกัน และไม่มีแนวคิดใหม่ในการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้ฟังท่านสมาชิก หลายท่านลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็น โดยให้ความเห็นว่ากฎหมายนี้คือร่างพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ก็จะเปึนเรื่องที่ดีที่จะทําให้คนหางานนั้นได้รับการคุ้มครองมากขึ้น ทั้งคนที่หางานทําในประเทศและคนต่างด้าวที่จะมาทํางานในประเทศ รวมทั้งคนงานที่จะ ไปทํางานในต่างประเทศด้วย ผมเองก็อยากจะตั้งข้อสังเกตสั้น ๆ อย่างนี้นะครับท่านประธาน เมื่อดูเหตุผลและความจําเปึนของการเสนอกฎหมายนี้ ซึ่งก็ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องการปรับปรุง การจัดหางานและคุ้มครองคนหางานให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ประกอบกับ มีกิจการหลายประเภทประสบภาวะขาดแคลนแรงงานในประเทศเพิ่มขึ้น และจําเปึนต้องจ้าง คนต่างด้าวที่อยู่ในต่างประเทศเข้ามาทํางานในประเทศ ส่วนใหญ่ก็คือเปึนคนงานไร้ฝ้มือนั่นเอง แต่เมื่อผมเข้ามาดูรายละเอียดในตัวกฎหมายแล้ว เทียบกับพระราชบัญญัติคุ้มครอง การจัดหางานและคุ้มครองคนหางานเดิม ป้ ๒๕๒๘ รวมทั้งฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย ผมก็อยากจะเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นเนื้อหาที่มันแปลกใหม่ ที่มันจะเพิ่มขึ้น ที่จะเปลี่ยนแนวคิดในการที่จะมาจัดการในเรื่องการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน เพียงแต่ท่านอาจจะเพิ่มหมวดหมู่บางหมวดขึ้นมา แต่เนื้อหาโดยภาพรวมแล้วผมคิดว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ซ้ํากับของเดิมครับ ผมก็เลยมีความเห็นว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลคงเพียงแต่ ต้องการแก้ไขบางเรื่อง เช่นการคุ้มครองคนงานต่างด้าวที่จะเข้ามาทํางานในประเทศไทย แต่ครั้นจะแก้อีกครั้งหนึ่งเปึนฉบับที่ ๔ ก็กลัวว่าเวลาใช้กฎหมายมันจะมีความสับสน ก็เลยยกของเก่าทั้งหมดแล้วก็เอาเปึนฉบับใหม่ทั้งฉบับไปเลย ซึ่งก็มีกฎหมายหลายอย่างที่เกิดขึ้น อย่างนี้ ฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนท่านประธานว่าผมเองเมื่อดูเนื้อหาแล้วก็ค่อนข้างจะผิดหวัง คือไม่ได้เห็นอะไรที่เปึนแนวคิดใหม่ปรับปรุงใหม่ที่จะเพิ่มมันขึ้นมานะครับ มีบางมาตรา เช่นมาตรา ๑๑ อันนี้ก็เหมือนเดิม คือให้มีสํานักจัดหางานขึ้นในกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เรียกว่า “สํานักงานจัดหางาน กรมการจัดหางาน” มีหน้าที่จัดหางานให้แก่ ประชาชนโดยไม่คิดค่าบริการ ของเดิมก็ไม่เปลี่ยน ผมก็อยากจะถามทางรัฐมนตรีไปว่า มาตรา ๑๑ นี้ถ้าเขียนไว้จะเปึนการสอดรับกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๔ (๗) ใช่หรือไม่ ซึ่งเปึนนโยบายพื้นฐานของรัฐที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐจะต้องส่งเสริม ให้ประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุ้มครองให้ผู้ทํางานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับ ค่าตอบแทนเหมือนกันหมด แต่ว่าพอดูมาตรา ๑๑ แล้วเขียนไว้อย่างนี้ แต่ในเนื้อหาต่อไป ไม่มีครับ เขียนลอยทิ้งไว้อย่างนี้ ของเดิมก็เขียนไว้อย่างนี้ มาตรา ๑๑ นี้ถ้าหากรัฐบาลเอง มีการดําเนินการตามมาตรา ๑๑ ที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพ มาตราต่อไปนี้เนื้อหามันอาจจะ เปลี่ยนไปแล้ว พอท่านเขียนมาตรา ๑๑ ไว้อย่างนี้ก็ทิ้งไว้แค่นี้ ของจริงละครับทําไหม ที่ไปตั้งสํานักจัดหางานโดยไม่คิดค่าบริการ ไปตั้งในสถานที่อื่นตามที่อธิบดีเห็นสมควร นี่ก็อยากจะดูในส่วนนี้ถ้าปรับปรุงในส่วนนี้ที่มันดีแล้วนะครับ มาตราอื่น ๆ อาจจะลด ความเข้มข้นลง ส่วนในเรื่องของมาตราต่อไปก็จะเห็นว่าในเรื่องของการเข้าไปเขียน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการขออนุญาต การอนุญาต การดําเนินการ ซึ่งจะเปึนเรื่องที่รัฐเข้าไป ควบคุมภาคเอกชนมากขึ้น ๆ จนกระทั่งผมก็ไม่แน่ใจว่ายิ่งใช้แนวคิดในการควบคุม เข้าไปมาก ๆ เข้ามันจะทําให้ภาคธุรกิจเขาทํางานด้วยความยากลําบากมากขึ้นหรือไม่ แล้วเมื่อทํางานด้วยความยากลําบากมากขึ้นท่านเข้มงวดมากขึ้น การหลีกเลี่ยงกฎหมาย ก็จะตามมาด้วย แต่พอไปดูในเนื้อหานะครับในเรื่องที่คิดว่าจะเปึนเรื่องใหม่ เช่นเรื่อง การจัดหางานให้คนหางานทํางานในประเทศท่านรัฐมนตรีลองไปเทียบดูกับมาตราเดิม ไม่ได้เปลี่ยนครับ แนวคิดก็ไม่ได้เปลี่ยน ไปทํางานในต่างประเทศโดยไม่ผ่านกรมการจัดหางาน ผมก็เทียบร่างพระราชบัญญัติใหม่กับของเดิม สาระ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เปลี่ยนครับ ถึงแม้เรื่องที่ท่านคิดว่าจะเปึนเรื่องใหม่ คือการหางานให้คนต่างด้าวทํางานในประเทศ ซึ่งอยู่ในหมวดตั้งแต่มาตรา ๔๗ ถึงมาตรา ๕๐ อ่านดูเนื้อหาแล้วก็บอก ห้ามผู้รับใบอนุญาต จัดหางานให้คนต่างด้าวเข้ามาทํางานในประเทศประกอบธุรกิจอื่น ห้าม ๆ เห็นไหมครับ แต่ผมก็เลย ไม่แน่ใจว่าห้าม ๆ กันอย่างนี้ ห้ามไปเรื่อยและประสิทธิภาพในการดําเนินการเปึนอย่างไร เรายังเห็นคนงานต่างด้าวที่มาอยู่ในประเทศไทยเปึนล้าน ๆ คนที่มาทํางานอย่างผิดกฎหมายอยู่ ส่วนนี้ไม่รู้จะแก้ไขกันอย่างไร เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้ผมจึงคิดว่า มันไม่แน่ใจว่ามันจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ผมอยากจะเห็นวิธีคิดใหม่ได้ไหมครับ แทนที่ จะมุ่งไปในทางที่จะควบคุมห้ามโน่นห้ามนี่ก็เปึนอย่างนี้ แล้วโลกปัจจุบันนี้นะครับแรงงาน ข้ามชาติมันมีกันเยอะมาก อาเซียนเองอีกหน่อยเราก็ต้องเป่ดเสรีเรื่องแรงงานด้วย ทําไม ไม่คิดในทางที่จะส่งเสริมให้บริษัทภาคเอกชนเขาทํางานได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น คนไหนทําดีรัฐมีรางวัลให้ มีอะไรต่ออะไรให้ อย่างนี้มันอาจจะเอื้อ แทนที่จะทําให้ บริษัทเหล่านี้ที่จะดูแลคุ้มครองคนงานได้ดีมากขึ้น แทนที่ว่ามีแต่คิดจะไปห้าม ๆ แล้วก็ เพิ่มโทษ ๆ ลงไป นี่ครับเปึนจุดที่ผมคิดว่าไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญในร่างกฎหมาย ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตบางประการอาจจะฝากท่านรัฐมนตรีไป ผมไม่แน่ใจ ในข้อกฎหมายนะครับ อาจจะเปึนเรื่องเล็กน้อยคือท่านรัฐมนตรีถ้าจะดูมาตรา ๑๓ (๑๑) ที่บอกว่า ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตจัดหางานเปึนนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นต้องมีสัญชาติไทย โดยมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นโดยบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของทุน ทั้งหมด คําที่บอกว่า นิติบุคคลนั้นต้องมีสัญชาติไทย ขณะนี้ผมใจว่าเรายังไม่มีกฎหมาย ว่าด้วยสัญชาติของนิติบุคคล ยังไม่มีครับ พ.ร.บ. สัญชาติก็เปึนเรื่องของสัญชาติบุคคล ธรรมดาที่เรามีอยู่ปัจจุบัน แต่ไม่มีกฎหมายที่พูดถึงสัญชาติของนิติบุคลคล เช่นใน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเราเรียกว่านิติบุคคลไทย นิติบุคคลต่างด้าว แต่ยังไม่มี กฎหมายว่าด้วยสัญชาติของนิติบุคคล อันนี้ก็ฝากท่านรัฐมนตรีไปดูอีกทีเปึนข้อกฎหมาย เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะฝากไว้ ผมก็มีข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ อยากจะเห็นการเสนอ กฎหมายอย่างนี้นะครับ เปึนแนวคิดบ้างสร้างแนวทางใหม่แนวทางที่จะเปึนการส่งเสริม มากกว่า และผมก็คิดว่าด้วยวิธีอย่างนี้คนงานจะได้รับการคุ้มครองมากกว่า ขอบคุณครับ