ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องยางพารา โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากของเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเสนอให้เกษตรกรที่มีพื้นที่เล็กกว่า 2 ไร่ได้รับการสงเคราะห์ในการปลูกสวนยาง แม้ว่าจะมีรายได้จากการปลูกยางพาราอยู่แล้ว
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ที่ให้ความกระจ่างในระดับหนึ่ง แต่ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าข้อเท็จจริงพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ก็คือไปเสียภาษี มีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ เขาเคยได้รับการสงเคราะห์มาก่อน ท่านครับ เคยสงเคราะห์แต่มาเที่ยวนี้ กระบวนการยุ่งยากมากแล้วก็มีแนวโน้มว่าสงเคราะห์ไม่ได้นะครับ ส่วนประเภทที่ ๒ ผมไม่ติดใจที่เขาได้รับการสงเคราะห์ครั้งแรกอย่างนี้ไปเปึนกระบวนการว่าต้องนํา ใบเสียภาษีมาแสดงและไปรังวัด แล้วก็ทางเจ้าหน้าที่กองทุนสงเคราะห์ไปประสานกับ กรมป์าไม้ ถ้าไม่อยู่ในเขตป์าสงวนก็สงเคราะห์ได้ก็ไม่ติดใจ แต่ท่านอย่าลืมว่าวันนี้ รัฐเก็บภาษีเขาแล้วนะครับ เขาปลูกป์าตรงไหนก็ตาม ปลูกยางพาราพื้นที่ไหนก็ตาม แต่กิโลกรัมละ ๕ บาท แต่วันที่เขาเรียกร้องสิทธิเพื่อที่จะขอรับสงเคราะห์จากกองทุน การทําสวนยางไม่ได้ ผมกลับคิดอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพ กลับคิดว่าหน้าที่ใครหน้าที่มัน หมายความว่ากรมป์าไม้ก็จะต้องดูแลไม่ให้คนไปแผ้วถาง ไปบุกรุกป์าไม้ เปึนหน้าที่ ของกรมป์าไม้ แต่เมื่อใดที่พี่น้องเกษตรกรเขาปลูกยางมาแล้ว กรีดแล้วเสียภาษีแล้ว เขาก็มีสิทธิที่จะไปขอรับการสงเคราะห์ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแยกหน้าที่ออกจากกันให้ได้ ถ้าเปึนอย่างนี้แล้วผมคิดว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องเกษตรกรที่เขาเคยได้รับการสงเคราะห์ได้แล้วก็ควรให้เข้าไป ท่านประธานครับ ตามข้อเท็จจริงท่านประธานก็ตระหนักดีว่าพื้นที่ป์าในเมืองไทยนั้นมันมีแต่ชื่อว่า เปึนป์าสงวนแต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับ พี่น้องเกษตรกรเข้าไปตั้งรกราก ไปทํามาหากิน ไปปลูกยาง ปลูกปาล์มมาเปึนเวลาไม่รู้กี่ชั่วอายุคน คือไม่รู้ข้อเท็จจริงไม่ไปดูข้อเท็จจริง พอเห็นว่าอยู่ในเส้น อยู่ในขอบ อยู่ในบริเวณที่เปึนป์าสงวนคือไม่ให้แล้วแต่ไม่ไปดู ข้อเท็จจริง ตรงนี้ผมกราบเรียนว่าเปึนความทุกข์ร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ผู้ปลูกยางพาราด้วย
ข้อที่ ๒ ในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้ระบุว่า สวนมี ๓ ขนาด คือขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ก็คือไม่เกิน ๕๐ ไร่ ขนาดกลางเกิน ๕๐ ไร่ แต่ไม่เกิน ๒๕๐ ไร่ ขนาดใหญ่เกิน ๒๕๐ ไร่ หลักในการให้ทุนสงเคราะห์ก็ดูรายย่อยก่อน รายย่อยคือสวนขนาดเล็กให้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของแต่ละป้ สวนขนาดกลาง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ สวนขนาดใหญ่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลหรือเจตนารมณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นต้องการที่จะ ช่วยเหลือเกื้อกูลพี่น้องเกษตรกรรายย่อยแต่ข้อเท็จจริงอย่างนี้ครับ วันนี้ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์โดยกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางได้ออกระเบียบมาฉบับหนึ่งว่า สวนยางที่จะให้ทุนสงเคราะห์ได้จะต้องมีพื้นที่ตั้งแต่ ๒ ไร่ขึ้นไป ท่านประธานครับเมื่อป้ ๒๕๐๓ ผมไม่ว่าเลย เพราะว่าเมื่อป้ ๒๕๐๓ ใครมีพื้นที่ ๒ ไร่ไม่ปลูกยางเพราะว่าราคายางพารา มันตกต่ํามาก กิโลกรัมละไม่ถึง ๑๐ บาทด้วยซ้ําไป แต่วันนี้ยางพารากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท พี่น้องเกษตรกรเปลี่ยนที่นามาเปึนที่ปลูกยาง เปลี่ยนพื้นที่ผลไม้มาปลูกยาง ในเมื่อมาปลูกยาง ผมถามว่าคนที่ปลูกยางต่ํากว่า ๒ ไร่เหตุไฉนเล่าที่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ไม่ให้สิทธิเขาในการขอรับสงเคราะห์การทําสวนยาง ทั้ง ๆ ที่สวนขนาดเล็กกว่า ๒ ไร่ ก็ต้องเสียภาษีเซส ๕ บาท ต่อกิโลกรัมเช่นเดียวกัน และข้อมูลที่น่าสนใจท่านประธานครับ วันนี้ยางพารา ๑ ไร่ปลูกได้ประมาณ ๖๖ ต้น ไร่หนึ่งจะได้น้ํายางแห้งอย่างดีโดยเฉลี่ย ประมาณ ๓ กิโลกรัม ๒ ไร่ก็คือ ๖ กิโลกรัม กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทก็ได้วันละ ๖๐๐ บาท ๒ ไร่ไม่ต้องจ้างคนกรีด เจ้าของสวนเขากรีดเองก็ได้วันละ ๒๐๐ บาท เพราะฉะนั้น วันนี้แรงจูงใจที่ให้เกษตรกรปลูกยางพารามากขึ้น คนที่มีพื้นที่ ๑ ไร่เขาก็ปลูกยางพารา
ผมเลยกราบเรียนถามเปึนคําถามที่ ๒ ว่าทําไมกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ไม่ลดพื้นที่การให้สงเคราะห์จาก ๒ ไร่ขึ้นไปมาเปึนต่ํากว่า ๒ ไร่ หรือเท่าไรก็ได้ที่พี่น้องเกษตรกร ตัดสินใจปลูก ซึ่งผมเข้าใจว่าคงจะมากกว่า ๑ ไร่อย่างแน่นอน อยากกราบเรียนถามว่า ท่านคิดที่จะเปลี่ยนระเบียบตัวนี้หรือไม่อย่างไรครับ