วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของประชาชนและให้โอกาสบุคคลที่ไม่เข้าอยู่ในกรอบของกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนของกองทุนการออมแห่งชาติและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 37 ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกที่มีความพิการ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็ถือว่าเปึน ร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งในหลายฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลทุกรัฐบาลเอง ก็อยากจะให้มีการดําเนินการในเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชนตั้งแต่เกิดจนถึง หมดลมหายใจ พูดง่าย ๆ นะครับ ทีนี้ประการสําคัญของแต่ละร่างพระราชบัญญัตินั้น ผมดูแล้วหลายสิ่งหลายอย่างเราพยายามที่จะทําคล้ายกับว่ารัฐสวัสดิการไปหรือเปล่า จนลืมนึกไปว่าบางส่วนบางสิ่งนั้นเปึนหน้าที่ของประเทศ ของรัฐบาล แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งหนึ่งนั้นในอดีตผมจําได้ว่าก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในวันนี้ ในอดีตเราเองก็มีการพูดคุยกันว่าประชาชนคงจะต้องมีหลักประกันอะไร สักอย่างหนึ่งในชีวิต แล้วก็จะมีนะครับถ้าผมจําไม่ผิด คือการขายประกันสุขภาพในอดีตประมาณต่อหัวต่อครอบครัว ๕๐๐ บาท ซึ่งตอนนั้น ทําแล้วก็ได้ผลนะครับ แต่ทุกคนเองก็มองว่าเงินในเรื่องของการที่จะนําไปใช้จ่ายในเรื่อง ของการซื้อประกันเพื่อดูแลสุขภาพในการรักษาพยาบาลตนเองเปึนเรื่องที่ลําบาก บางคน ก็ยังไม่มีเงิน บางคนก็ไม่สามารถเก็บออมได้ ทีนี้ถ้าเรามาดูแล้ววันนี้ในส่วนของ หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินะครับ ป้นี้ก็อยู่ประมาณสัก ๒,๔๐๐ บาทต่อหัวต่อคน ก็ตกประมาณสัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประการสําคัญคือที่ผมกล่าวโยงไปมันก็จะ คล้าย ๆ กันแหละครับ กองทุนหลายส่วนที่จัดขึ้นมาไม่ว่ากองทุนสวัสดิการที่เก็บไปกับ ผู้ใช้แรงงานโดยตรง หรือกองทุนในส่วนของประกันสังคมของแรงงานหรือกองทุนในส่วน ของข้าราชการ กบข. ต่าง ๆ หรือครูที่มีส่วนของการประกันแล้วการกู้ยืมเงินก็เกิดปัญหา แต่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป่ดโอกาสให้กับบุคคลหรือคนที่ ไม่เข้าอยู่ในกรอบของแต่ละกองทุนโดยเฉพาะในระบบราชการ ทีนี้ผมคงจะต้องถาม ในส่วนหนึ่งเราเองนั้นมีอยู่ในระบบข้าราชการซึ่งมีหลายส่วนเองที่วันนี้เขามักจะบอก กล่าวว่าการตั้งกองทุนนั้นเกิดปัญหาในการกู้หรือการให้หรือการที่จะไปใช้ระบบกองทุน อันนี้เปึนส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ
อีกส่วนหนึ่งก็คือลูกจ้างของส่วนข้าราชการทั้งหมด เราเองไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการดูแลเท่าที่ควรและมิหนําซ้ําไม่มีเงินบํานาญหรือบําเหน็จใด ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันก็มีข้าราชการที่จะได้รับเท่านั้นเอง ลูกจ้างเองไม่มีส่วนหรือโอกาสที่จะได้ ประเด็นปัญหาถ้ากลุ่มเหล่านี้เข้ามาอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้โดยสมัครใจหรือไม่สมัครใจ ผมถามกลับไปว่ากลุ่มเหล่านี้ก็คือกลุ่มที่ทํางานให้กับข้าราชการหรือในส่วนของระบบที่จ้าง แต่ต้องมาจ่ายเงินอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผมต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่าส่วนเหล่านี้ท่านเองจะมี วิธีการผลักดันโดยรัฐจะเข้าไปช่วยดูแลหรือเปล่าครับ เพราะกลุ่มลูกจ้างเหล่านี้ เช่นผม ยกตัวอย่างในส่วนของคนกวาดถนนของกรุงเทพมหานครหรือในส่วนของเทศบาล ที่เขาว่าจ้าง เงินเดือนก็น้อยเขาก็จะมีปัญญาหรือเปล่าครับมาเก็บออมในส่วนของกองทุน ดังกล่าว ถ้าเขาไม่มีปัญญาท่านบอกว่าไม่มีการบังคับ เมื่อไม่มีการบังคับก็หมายถึงว่าจะ เข้าระบบหรือไม่เข้าระบบก็ได้ตั้งแต่อายุ ๒๐-๖๐ ป้ แต่ขณะกลุ่มเหล่านี้บางคนอายุ ประมาณ ๕๐ ป้กว่าแล้วไม่มีหลักประกันครับ เกษียณอายุ ๖๐ ป้ กวาดตั้งแต่เริ่มบรรจุ ดูแลตั้งแต่บรรจุ ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรเลยในการที่จะทํางานเปึนลูกจ้างของระบบราชการ ทีนี้ในเรื่องของกองทุนดังกล่าวผมเปึนห่วงวิตกว่าในส่วนของมาตรา ๑๑ บอกว่า ให้มี คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติคณะหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า กอช. มีปลัดกระทรวงการคลัง มีปลัดกระทรวงแรงงาน มีเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม และผู้อํานวยการต่าง ๆ มีผู้ว่าการแบงก์ชาติ ทั้งหมดนี่รวมถึงสมาชิกในมาตรา ๑๒ อีกจํานวน ๕ คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ทีนี้ท่านประธานครับ ผมถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ท่านแน่ใจหรือเปล่าว่าจะสามารถเดินงาน ในส่วนของการบริหารกองทุนได้ เพราะส่วนงานเหล่านี้มันจะไปตกอยู่ในมาตรา ๔๒ การหาผลประโยชน์ในเรื่องของการเอากองทุนนั้นไปทําในเรื่องของผลประโยชน์ ก็คือ การจัดตั้งกองทุนแล้วก็เอาไปลงทุนในเรื่องของการซื้อหรือเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการดูในเรื่องของเงินเหล่านี้ถ้าเปึนเม็ดเงินจํานวนน้อยไม่เปึนไร แต่เปึนเม็ดเงินที่ออมโดยพี่น้องประชาชน ซึ่งผมเกรงว่าจะเกิดปัญหาเหมือนกับกองทุน กบข. ซึ่งในอดีตมีการใช้เงินไปแล้วก็มีการคิดว่าหรือคาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนที่มี ผลประกอบการที่มีกําไร แต่ปรากฏว่าขาดทุนครับ พอขาดทุนปุ็บมันก็มีปัญหาในเรื่องของ กองทุน ข้าราชการต่าง ๆ เหล่านั้นก็มาร้องเรียน สุดท้ายคนที่ดูแลกองทุนก็รับผิดชอบ โดยการลาออก แต่การที่จะเอาเงินเหล่านี้ซึ่งเปึนเงินของพี่น้องประชาชนแล้วให้กลุ่มงาน เหล่านี้หรือโดยตําแหน่งเอามาดูแลและผลประโยชน์ที่ตกหรือกองทุนที่มีเงินจํานวน มหาศาลมันมีผลประโยชน์หรือเปล่า อันนี้ผมต้องฝากนะครับว่าระเบียบวิธีการที่จะใช้ ซึ่งเขียนลอย ๆ ว่าจะเปึนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และได้รับมอบหมายให้มี การจัดการเรื่องเงินกองทุน ผมว่าความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้มันเปึนความเสี่ยงของพี่น้อง ประชาชนนะครับ
อีกอันหนึ่งที่คงจะต้องติงไว้นิดหนึ่งครับว่า มาตรา ๓๗ ในกรณีสมาชิก ทุพพลภาพก่อนอายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดง ความเห็นว่าทุพพลภาพ สมาชิกจะขอรับเงินสะสมและผลประโยชน์ของสมาชิกสะสม ทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนได้ ผมถามว่าในส่วนนี้มันก็เหมือนกับการเอาประกัน ถ้าเราจะพูดถึงการออมเงินเพื่อไปสู่อายุ ก็เหมือนกับท่านประธานซื้อประกันละครับ ท่านประธาน ถ้าวันนี้เรามองว่าการประกันของภาคเอกชนเปึนประโยชน์แต่เขาไม่มีเงินเติม แต่เขามีอัตราดอกเบี้ยที่มั่นคงแล้วก็เปึนการส่งเสริมในเรื่องของสถาบันและไม่ยุ่งยาก เพราะผมเกรงว่าการตั้งกองทุนนั้นผมเปึนห่วงว่าเราเองคงจะต้องไปจัดองค์กรต่าง ๆ เกิดขึ้นมา แล้วองค์กรเหล่านี้ถามท่านประธานครับมันเปึนความยุ่งยากหรือเปล่า เพราะในระบบราชการของไทยตั้งองค์กรขึ้นมาทุกครั้งก็จะมีปัญหา แล้วองค์กรเหล่านี้ บางครั้งเองก็แสวงหาผลประโยชน์ในกองทุนต่าง ๆ แต่ถ้าเรามองว่าเราซื้อประกัน เกิดในลักษณะของการทุพพลภาพ เราก็ไปเสริมครับ วันนี้เรามีหลักประกันสุขภาพอยู่แล้ว เราก็จะมีเงินในส่วนของการออมซึ่งได้รับดอกผลตามกําหนดระยะเวลา แล้วก็เปึนเงินที่มี อัตราดอกเบี้ยที่มั่นคง ส่วนรัฐจะไปเติมอย่างไรก็ไปเติมได้ ผมมองว่าถ้าจะทํากองทุน ตรงนี้ให้เปรียบเทียบในชั้นคณะกรรมาธิการว่าคงจะไม่ด้อยกว่าการที่ไปซื้อประกัน ถ้าด้อยกว่านั้นอย่าไปทําครับ แล้วก็จะเกิดปัญหาว่าในระยะยาวเงินที่อุดหนุนสมทบไป เปึนจํานวนตัวเลขที่มากขึ้นตลอด รัฐเองจะจัดเงินอุดหนุนได้เพียงเท่าไร การจัดเก็บภาษี เราจะมีเพียงพอหรือเปล่าในอนาคต ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยแต่โดยวิธีการแล้ว เราสามารถดําเนินการได้ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือเปล่า ผมเปึนห่วงเท่านั้นเอง ขอบคุณครับ