สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓

บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติและร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการพัฒนาวัฒนธรรม และไม่ควรบังคับวัฒนธรรมที่ไม่ยั่งยืน

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ อย่างที่ท่านสมาชิกได้ปรึกษาท่านประธานว่า ในเรื่องของวัฒนธรรมนี้ เป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นเรื่องของกรอบแนวความคิด แล้วก็เป็ นเรื่องของการออกแบบ เป็นเรื่องของจินตนาการ เพราะฉะนั้นถ้าอย่างไรเสียท่านประธานจะได้ยืดหยุ่นเรื่องเวลา ให้สมาชิกได้อภิปรายได้กว้างขวางมากขึ้นก็จะเป็นเรื่องที่ดี ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ทางคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้นํากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยกระทรวงวัฒนธรรมมาให้สภาได้พิจารณารับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง กระผมได้พิจารณาร่างของทางคณะรัฐมนตรีและร่างของเพื่อนสมาชิกอีก ทั้ง ๔ ร่าง รวมทั้งหมด ๕ ร่างแล้วก็พบว่าทั้ง ๕ ร่างนั้นเห็นสมควรที่สภาจะได้รับหลักการ แล้วก็ส่งให้กรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาแล้วก็ปรับปรุงให้เหมาะสมเพื่อที่จะได้เป็น กฎหมายที่ใช้สําหรับในการกําหนดกรอบวิถีชีวิตของความเป็ นคนไทยที่จะมี ความสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความปกติสุข แล้วก็ที่สําคัญก็จะต้องมีเอกลักษณ์ มีความยั่งยืน มีเสน่ห์ และเป็นที่ยกย่องเชิดชูของชาวโลกนะครับ เรื่องวัฒนธรรมนั้นเป็น เรื่องของวิถีชีวิตตลอดชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ก่อนจะเกิดจนกระทั่งถึงตาย ในเรื่อง วัฒนธรรมของแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ นั้นมักจะมีต้นกําเนิดมาจาก พื้นฐานทางด้านศาสนาทั้งสิ้น ซึ่งในประเทศไทยนั้นพุทธศาสนานั้นก็เป็นศาสนาที่มีผู้ที่ ถือปฏิบัติแล้วก็ยึดถือเป็นศาสนาประจําชาติถึงเกือบกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็วิถีชีวิต ต่าง ๆ ซึ่งได้พัฒนามาจนเป็นวัฒนธรรมในการดําเนินชีวิตนั้นก็ล้วนแต่มาจากพื้นฐาน คุณธรรมตามพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ซึ่งไม่แตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาคนั้นที่ มีพี่น้องประชาชนนับถือศาสนาแตกต่างหลากหลายนั้น พื้นฐานทางศาสนานั้นก็เป็น พื้นฐานของวัฒนธรรมที่ชุมชนท้องถิ่นและภูมิภาคยึดถือมาปฏิบัติเช่นเดียวกัน ทีนี้ในระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางด้านของวัตถุ และในเรื่องของทุน ก็ทําให้วัฒนธรรมต่าง ๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็ นธรรมดา เป็ นธรรมชาติของโลกมนุษย์นะครับ แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นบางครั้งถ้าหากว่ารัฐไม่ได้มีการควบคุมที่ดีวัฒนธรรม หลายอย่างมันก็จะเป็นความเสื่อม เมื่อเป็นความเสื่อมพี่น้องประชาชนที่ยึดคุณค่าทาง วัฒนธรรมเหล่านั้นก็เป็นพี่น้องประชาชนที่อาจจะไม่มีความสุขและอาจจะอยู่ในสังคม ด้วยความขัดแย้ง แล้วก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหา แล้วก็ทําให้การปกครองเป็นไปด้วย ความยากลําบาก สุดท้ายแล้วความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและของชุมชนท้องถิ่น เหล่านั้นก็มีปัญหา ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอร่างนี้ผ่าน ครม. ร่วมกับผองเพื่อน สมาชิกนั้น ได้กําหนดให้คณะกรรมการซึ่งเป็นเปรียบเสมือนสถาปนิกในการออกแบบ วัฒนธรรมของชาติ โดยคิดคํานึงถึงทุกกระทรวงที่รับผิดชอบภารกิจการงานของประเทศ แต่ผมได้ศึกษาในองค์ประกอบของคณะกรรมการแล้วก็รู้สึกเป็ นห่วง เพราะว่า หลายกระทรวงไม่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ยกตัวอย่าง กระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้เป็นกรรมการ ซึ่งกระทรวงกลาโหมนั้น ก็ดูแลกําลังพลหลายแสนนาย ในส่วนของข้าราชการตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็ดูแลข้าราชการตํารวจถึงกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ราย ก็ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งเป็ น คณะกรรมการในส่วนนี้ ตลอดจนสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือมหาเถรสมาคม ก็ไม่มีตัวแทนมาเป็ นคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งก็น่าคิดว่าวัฒนธรรม หรือศาสนามันแยกกันหรืออย่างไร หรือตัวแทนของศาสนิกอื่น ๆ เช่นอธิบดีกรมการศาสนาซึ่งมีหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมทาง พุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ในประเทศไทย ในส่วนนี้ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดให้ ตัวแทนของศาสนิกที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในแง่คุณค่าของศาสนาแต่ละศาสนานั้น เข้ามานั่งเป็นคณะกรรมการด้วย อันนี้ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตฝากให้ท่านกรรมาธิการ วิสามัญและทางรัฐบาลได้พิจารณาด้วยนะครับ สืบเนื่องจากวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่อง วิถีชีวิต เพราะมนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์เดียรัจฉานก็เพราะเรื่องของศาสนา เรื่องของคุณธรรม เรื่องของปัญญา มนุษย์เกิดมาก็เป็นมนุษย์ หากว่าไม่ได้รับการบ่ม อบรมจากการศึกษาในทางโลกก็ดี ในทางธรรมก็ดี ก็คงจะไม่สามารถที่จะเข้าสังคม ด้วยกันได้ แม้นว่ามีการศึกษาในทางโลกแล้วก็ตาม ศึกษาในทางธรรมแล้วก็ตาม แต่ในประเทศหนึ่งเป็นธรรมชาติว่าจะต้องมีหลายศาสนา หรือแต่ละศาสนาจะมารวมกันได้ แล้วอยู่ด้วยกันได้ นั่นละครับต้องใช้ค่านิยมร่วมของศาสนาต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมการ วัฒนธรรมนี่ละครับจึงมีหน้าที่มาทําให้เกิดวัฒนธรรมร่วมสมัยระหว่างลัทธิความเชื่อ ศาสนาต่าง ๆ ที่จะมาหลอมรวมกันแล้วก็ออกแบบเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยเพื่อให้ พี่น้องประชาชนในชุมชน ในท้องถิ่น ในประเทศชาติ แล้วก็เร็ว ๆ นี้ก็จะต้องขยาย อาณาเขตว่าอาณาเขตประเทศนั้นจะไม่ใช้พรมแดนทางภูมิศาสตร์แล้ว จะใช้พรมแดน ทางด้านชีววิทยา จะใช้พรมแดนทางด้านอื่น ๆ เป็นพรมแดน อย่างเช่น ประเทศไทยนั้น ก็ต้องขยายเป็นอาเซียน หรือในหลาย ๆ ภูมิภาคของโลกก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมนั้นเราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นวัฒนธรรมเมื่อ ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ที่แล้วเรื่อยไป ทุกอย่างนั้นจําเป็นจะต้องมีวิวัฒนาการ แต่การวิวัฒนาการนั้นคงจะปล่อย ให้เป็นตามธรรมชาติไม่ได้ จะต้องมีรัฐหรือมีภูมิภาคมาร่วมกันกําหนดวัฒนธรรม ที่พึงประสงค์เพื่อที่จะให้ประชาชนในชุมชน ในท้องถิ่น ในประเทศชาติ หรือในภูมิภาค หรือแม้กระทั่งในองค์กรโลก นั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ผมขออนุญาต เปรียบเทียบมนุษย์แต่ละคนก็เหมือนกับชิ้นส่วนอะไหล่หรือเป็นเหมือนไม้หน้าสาม นายช่างเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) หรือเป็นไม้กระดานต่าง ๆ ก็ดี จะมาประกอบเป็น เฟอร์นิเจอร์เพื่อใช้งานก็จําเป็นจะต้องไปลบเหลี่ยมเสียก่อน จําเป็นจะต้องไปปรับปรุงไม้ ให้เข้ากันดีเสียก่อนจึงจะมาประดิษฐ์รวมกันเป็นชิ้นงานชิ้นหนึ่งได้ ปัจจุบันสังคม ประเทศไทยก็อยู่ในช่วงของการวิวัฒนาการเช่นเดียวกัน แล้วก็หลาย ๆ ปรากฏการณ์นั้น ก็บ่งบอกว่าประชาชนคนไทยนั้นยังเป็นไม้หน้าสามกัน ยังเป็นไม้ซุงกันบ้าง เป็นไม้จิ้มฟัน กันบ้าง ยังไม่ได้มีการมาปรุงไม้ เรียกว่า มาปรุงไม้ เพราะฉะนั้นงานวัฒนธรรมนั้นก็คือ การปรุงประชาชนโดยอาศัยกิจกรรม โดยอาศัยวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายนั่นละครับ เพื่อที่จะให้เกิดการถ่ายทอดรูปแบบที่สามารถที่จะหลอมรวมกิจกรรมในการดํารงชีวิต หรือการหลอมรวมวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ ผมขอเรียนท่านประธานว่า ในระยะหลังนี้สังคมไทยนี้ ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ การที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นมันหมดไปจากสังคมไทยแล้ว คนที่นั่งเครื่องบินก็ไม่คุยกัน คนที่นั่งรถทัวร์ก็ไม่คุยกัน คนนั่งสองแถวอาจจะคุยกันบ้าง คนไปตลาดก็ไม่ค่อยคุยกัน เข้าห้างไม่ค่อยคุยกัน เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนถ่ายเท ทางความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อต่าง ๆ นั้นมันได้หมดไปจากสังคมเป็ นอันมากแล้ว มันก็เลยเหลือการเรียนรู้ทางรูปแบบก็คือโรงเรียน หรือในมหาวิทยาลัย หรือในองค์กร ของแต่ละองค์กรไป เพราะฉะนั้นกระทรวงวัฒนธรรมจําเป็นจะต้องสร้างเวทีแห่งการ เรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดแล้วก็คุณค่าหรือแม้กระทั่งเรื่องของสติปัญญา ความเชื่อต่าง ๆ หรือวิถีชีวิต หรือภูมิปัญญาต่าง ๆ ก็ดีให้มากขึ้น ให้มากที่สุดอย่างไม่มี ประมาณ เพราะฉะนั้นรูปแบบการออกแบบสังคมในส่วนนี้นั้นก็ฝากคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ฝากไปคิดคํานึงด้วยว่าจะสามารถออกแบบมาในรูปแบบใดบ้าง โดยสรุปประเด็นที่ผมฝากก็คือว่าฝากปลัดกระทรวงทุก ๆ กระทรวงให้เป็นคณะกรรมการ ในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาตินะครับ

ในประเด็นอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่ากองทุน ประเด็นของกองทุนวัฒนธรรม ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสุวโรช พะลัง ก็อยากให้มารายงานกิจการต่อสภาผู้แทนราษฎรปี ละครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ทาง สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ข้อคิดความเห็นต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางาน ทางด้านวัฒนธรรมต่อไป แล้วก็การพัฒนาวัฒนธรรมนั้นก็อยากจะให้ท้องถิ่นนั้น มีความสําคัญเป็ นอันดับหนึ่ง ในส่วนกลางนั้นให้มีความสําคัญเป็ นอันดับรอง เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นนั้นได้ใช้จินตนาการและได้ใช้พัฒนาการอย่างมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน หากเป็นวัฒนธรรมที่บังคับแล้วก็คงไม่ยั่งยืนนะครับ วัฒนธรรมที่ไม่ยั่งยืน เราเรียกว่า นวัตกรรม นวัตกรรมก็เป็ นชิ้นงานที่หยาบ ๆ ออกแบบมาเพื่อรณรงค์ เป็นครั้งคราว แต่ถ้าหากว่าประชาชนนั้นมีความรู้สึกว่าอยากจะใช้วิถีชีวิตแบบนั้น อยากจะใช้กิจกรรมหรือเทศกาลอย่างนั้นในการที่จะเป็นของที่ยั่งยืนกับชุมชนท้องถิ่นแล้ว เราจึงจะเรียกสิ่งนั้นว่าวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมในเรื่องของสุขภาพปัจจุบันก็เสื่อม เป็นอันมาก วัฒนธรรมในการบริโภคที่มากเกินไป วัฒนธรรมในการประชุม เราก็ยังไม่มี วัฒนธรรมในการประชุมที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกันดีเท่าที่ควร วัฒนธรรมในการชุมนุม เรียกร้องทางการเมือง ก็ยังไม่มีรูปแบบวัฒนธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็อยากจะให้ทาง คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ออกแบบแล้วก็ให้ทุกท่านมีส่วนร่วม แล้วก็อย่าบังคับ ท้องถิ่นจนเกินไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ