สุนัย จี้แก้กฎหมายวัฒนธรรม ปรับโครงสร้าง 2485 เน้นเทคโนโลยีและการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓

สุนัย จุลพงศธร อภิปรายเรื่องวัฒนธรรมโดยชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ และวิจารณ์ว่าเป็นการตีกรอบแคบ เน้นศิลปะและวรรณกรรมจนละเลยมิติอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีและการเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาคัลเจอร์ แล็ก และความขัดแย้งทางสังคมในหลายมิติ รวมถึงภาคใต้และวิกฤตการณ์ทางการเมือง

นายสุนัย จุลพงศธร แบบสัดส่วน

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ส.ส. ดอกเตอร์สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ต้องใส่ดอกเตอร์หน่อย เพราะว่าเรื่องวัฒนธรรมนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก ศึกษากันถึงปริญญาเอก ต้องขอบคุณเพื่อน ส.ส. ทุกท่านครับ โดยเฉพาะที่ได้ช่วยกันอภิปรายในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งว่าจริง ๆ แล้วดูในสภาตอนนี้ ก็โหรงเหรง เรามักจะมองว่าเป็นกฎหมายฉบับเล็กไม่มีอะไร แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ใหญ่มาก ผมถึงขอบพระคุณเพื่อน ส.ส. ทุกคนที่ได้ช่วยกันคิด ทีแรกก็อยากจะคล้อยตาม เพื่อน ส.ส. ที่บอกว่าขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่นําเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้มา แต่พออ่านดูแล้ว ตาย ท่านประธานครับ ขอบพระคุณไม่ได้เลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านก็เป็นคนหนุ่มนะครับท่านรัฐมนตรี ท่านกําลังทําหน้าที่เป็นเพียงแค่ซุปเปอร์ (Super) ปลัดกระทรวงเท่านั้นเอง คือทําหน้าที่เป็นเพียงแค่หัวหน้าข้าราชการประจํา ในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนายกรัฐมนตรีที่ทํางานทั้งหมดคล้ายกับ ปลัดประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจอะไรก็ไม่ได้ มีทหารอยู่ข้างหลังคอยคอนโทรล (Control) ต้องฟังเขา ซ้าย ขวาตลอดเวลา เราเป็นนักการเมืองครับท่านประธาน โครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานี้ สิ่งที่ลํ้าเลิศที่สุดก็คือได้คนหลากหลายเข้ามาในสภาช่วยกันออกกฎหมาย แล้วกฎหมายนี้ จะต้องผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการของสังคมก้าวหน้าขึ้น ทําให้การผลิต เศรษฐกิจ การเมืองพัฒนาขึ้นในแต่ละฉบับ ที่ผมต้องกล่าวท้วงติงมิได้เป็นการตําหนิส่วนตัว ต่อท่านรัฐมนตรีครับท่านประธาน คิดง่าย ๆ ครับกฎหมายฉบับนี้ออกครั้งแรกปี ๒๔๘๕ ตั้งแต่สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี ๒๔๘๕ จนถึงวันนี้ประมาณเกือบ ๗๐ ปีแล้วครับ ยกร่างกฎหมายทั้งทีปรากฏว่าไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอะไรเลยครับ ถามว่าเห็นด้วยไหม เห็นด้วยครับ แต่เห็นด้วยแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เดี๋ยวท่านฟังผมเถอะครับ ท่านรัฐมนตรี อย่าไปคิดว่า เอ๊ะ ฝ่ำยค้านมันจะมาว่าเรา ไม่ใช่ครับ ผมจะนําเสนอ ทางวิชาการให้ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด ท่านเป็นคนหนุ่มที่ได้เป็นรัฐมนตรี แม้จะเป็นรัฐบาลที่ไม่ค่อยมีความชอบธรรมที่ร่วมกันก่อจลาจลขึ้นมา นั่นก็เป็นผลจาก วัฒนธรรมเหมือนกัน แล้วท่านจะเห็นความเป็นจริงว่าเมื่อผมอภิปรายไปแล้ว ถ้าท่าน ไม่เสียหน้านะกล้าแสดงความกล้าหาญเอากฎหมายฉบับนี้ไปปรับปรุงใหม่เลยครับ เปิดประชุมวงกว้างให้เพื่อนผู้แทนราษฎรวิเคราะห์กันเลยแล้วไปสร้างโครงสร้างใหม่ ไม่ใช่อย่างนี้ครับ แต่ถ้าท่านกลัวจะเสียหน้าก็ต้องผ่านกฎหมายไป ผมเองก็อยากจะช่วยท่าน ในเรื่องข้อคิดข้อเห็นนะครับเพราะเราเป็นผู้แทนราษฎร อะไรที่ดีต่อประเทศเราอยากช่วย ทั้งนั้น แต่ว่าผมอาจจะไม่ได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการ เพราะว่ากรรมาธิการเขาก็มีกัน ครบแล้ว แต่ถ้าท่านจะตั้งผมไปเป็นกรรมาธิการในส่วนของท่านก็ได้นะ แต่จะต้องไป เปลี่ยนโครงสร้าง อะไรคือโครงสร้างนั้นครับ โครงสร้างกฎหมายที่ท่านยกร่างนี้ไม่ได้ เปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิมเลย นั่นคือตีกรอบวัฒนธรรมในวงแคบว่าด้วยศิลปะและ วรรณกรรมเป็นหลักเท่านั้น ดูได้จากมาตราหลัง ๆ ของท่าน มาตรา ๒๖ เน้นเรื่องการเป็น ศิลปิ นแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม ศิลปิ นแห่งชาติเป็ นหลักเท่านั้นเอง ในมาตรา ๔ ว่ากันจริง ๆ แล้ววัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเพียงแต่ลักษณะแสดงความเจริญ งอกงามความเป็ นระเบียบเรียบร้อย ไม่ใช่ครับ จริง ๆ มันกว้างมาก ผมขอจับ ให้ท่านเห็นชัด ๆ ก็แล้วกันว่า วัฒนธรรมทางการผลิตก็ใช่นะครับ ความเจริญก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีนี้ก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยก็เป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนี้และกําลังสะท้อนมาอยู่ที่ ประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ นั่นคือภาษาอังกฤษเขาเรียกคัลเจอร์ แล็ก (Culture lag) ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีลองจดไปสิครับ คัลเจอร์ แล็ก แล็กนี่แอลเอจี (Lag) คัลเจอร์ (Culture) ก็คัลเจอร์ทั่วไป วัฒนธรรม แปลภาษาไทยว่า การก้าวไม่ทัน ทางวัฒนธรรม การก้าวไม่ทันทางวัฒนธรรมนี้เองได้ส่งผลความขัดแย้งทางสังคม ในหลายมิติ ในภาคใต้ปัญหาใหญ่ก็คือคัลเจอร์ แล็ก วิกฤตการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั่นคือคัลเจอร์ แล็ก ท่านประธานครับ เราอยู่ในโครงสร้างเดิมของ วัฒนธรรมขุนนาง ปฏิเสธไม่ได้ครับ สังคมไทยพัฒนามาจากระบบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงสร้างระบบวัฒนธรรมหนึ่งขึ้น ระบบวัฒนธรรมนั้นจะต้อง เชื่อมโยงกับระบบการผลิตทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับระบบการเมือง ถ้าท่าน ตีรูปสามเหลี่ยมง่าย ๆ ฐานล่างคือโครงสร้างของระบบการผลิตทางเศรษฐกิจ การผลิตหนึ่งจึงก่อให้เกิดวัฒนธรรมหนึ่ง แล้ววัฒนธรรมนั้นจึงไปหล่อเลี้ยงระบบ การเมืองหนึ่ง จึงไม่แปลกที่บาทหลวงจากประเทศฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาในสมัย พระนารายณ์มหาราช สมัยเอกอัครราชทูตเดอ ลา ลูแบร์ เขาบอกว่าชาวสยาม สยามนั้น มีนกเต็มไปหมด ชาวสยามไม่ยิงนกเพราะชาวสยามเชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษเขานั้น อาจจะสิงอยู่ในนกนั้นก็ได้ ท่านครับ แต่ ณ เวลานั้นที่เดอ ลา ลูแบร์ เข้ามาพบ พระนารายณ์นั้นมีประธานบริษัทของประเทศฝรั่งเศสมาด้วย มีระบบบริษัทแล้ว วัฒนธรรมทางการผลิตของเขาได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว แต่เรายังล้าหลังอยู่ ด้วยโครงสร้างระบบวัฒนธรรมแบบขุนนางนี้เองได้สืบทอดต่อมาจนถึงเดี๋ยวนี้ กดความคิดของชั้นผู้น้อยไว้ กดความคิดของประชาชนไว้ ท่านไม่เชื่อไปหาหนังสือ เดอ ลา ลูแบร์ มาดูสิครับ เดอ ลา ลูแบร์ แปลกใจมากครับที่มีขุนนางที่พระนารายณ์ส่งมา พอมาถึงนั่งพับเพียบเรียบร้อยแล้วก็มองหน้าเดอ ลา ลูแบร์ ไม่พูดอะไรเลย จนกระทั่ง เดอ ลา ลูแบร์ ก็แปลกใจบอกเป็นเพราะอะไรเลยถาม พอล เดอ ลา ลูแบร์ ถือว่าเป็น เอกอัครราชทูตจากพระราชวังจากประเทศฝรั่งเศสมาเป็นผู้ใหญ่ เขามาพูดปั๊บขุนนางไทย จึงพูด เขาบันทึกไว้ว่า ขุนนางไทยคนไทยนั้นถ้าไปพบผู้ใหญ่ทุกคนจะไม่พูดก่อน ต้องรอให้ผู้ใหญ่พูดก่อนแล้วจึงจะแสดงพูดได้ ผมดูเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน ตํารวจ ทหาร พอเจอหน้าผู้บังคับบัญชาตะเบ๊ะแล้วก็ยืนเฉย ไม่มีใครกล้าพูดก่อนหรอกครับ นี่คือโครงสร้างของวัฒนธรรมขุนนางเดิมที่เป็นอยู่ มันได้สร้างวัฒนธรรมลึกลงไปถึง ประชาชนโดยไม่ให้ประชาชนแสดงข้อคิดเห็น โดยสร้างวัฒนธรรมเป็นสโลแกน (Slogan) ไว้เลย เป็นคําขวัญไว้เลยว่า พวกนี้พวกคนหัวหมอไม่ดี ท่านครับ ในสังคมที่พัฒนา สมัยใหม่ ความคิดริเริ่มเป็นสิ่งสําคัญ การโต้แย้งสิทธิเป็นเรื่องสําคัญ การปกป้ องสิทธิ เป็นเรื่องสําคัญ แต่วัฒนธรรมไทยมีวิธีการครอบงําไว้เลยว่าพวกหัวหมอเป็นคนไม่ดี จริง ๆ คนหัวหมอ ชาวบ้านหัวหมอนั้นคือคนฉลาด มันก็โยงมาถึงโรงเรียนสิครับ เราพูดกัน ตั้งนานแล้วบอกว่า การศึกษานั้นจะต้องไม่ใช่เป็นนกแก้ว นกขุนทอง ไม่ใช่เชื่อตามที่ ผู้ใหญ่บอก ต้องคิดกัน แต่ทําเท่าไรก็ไม่ได้เพราะโครงสร้างของระบบครู ระบบข้าราชการ เป็นขุนนางหมดเลย ที่เสื้อแดงเขาบอกอํามาตยาธิปไตยนั้นคือของจริงครับ คือของจริง ดังนั้นจากวัฒนธรรมตรงนี้จึงไปเหนี่ยวรั้งการผลิตไว้ เหนี่ยวรั้งอย่างไร สินค้าที่มีราคา มากที่สุดวันนี้คือสินค้าความคิด ท่านเคยเห็นคนอย่างปิ แอร์ การ์แดง ปิแอร์ บอลแมง นักคิด นักดีไซเนอร์ (Designer) เกิดในประเทศเผด็จการไหม เกิดในประเทศลิเบียมีไหม ไม่มีครับ วันนี้เสื้อตัวหนึ่งผลิตตามพื้นฐานราคา ๕๐๐ บาท แต่ถ้าใส่เวอร์ซาเช (Versace) หยักคอนิด หยักคอหน่อย ใส่ความคิดเข้าไปราคาเพิ่มขึ้นทันทีเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท แต่วันนี้ ระบบการศึกษาของเรายังไม่สามารถจะหนีข้ามขั้นต่อการให้มีความคิดเป็นอิสระได้เลย เพราะอะไรครับ เพราะโครงสร้างขุนนางของเรานี่แหละครับที่ปิดกั้น สําคัญมาก ดังนั้นในมาตรา ๔ นี้ ท่านครับลองดู ผมอาจจะไม่อธิบายทุกมาตราเพราะเป็นเรื่อง โครงสร้างของกฎหมาย วัฒนธรรม หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ตัดออกเลยเอาง่าย ๆ วัฒนธรรม หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญก้าวหน้า ทางด้านศิลปะ วรรณกรรม การผลิตและการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องใส่ไปครับ สมัย จอมพล ป. นี่เราเห็นใจ เทคโนโลยี โทรศัพท์ก็ไม่มี หนังกว่าจะดูกันก็ยาก ท่านครับ สมัยก่อนท่านจําได้ไหมท่านรัฐมนตรี จะดูหนังทีนี่นั่ง ๆ เผลอแพล็บ แวบ หนังขาด หนังไหม้ เครื่องก็ใหญ่โตมโหฬาร เดี๋ยวนี้ภาพยนตร์เอย ข่าวสารมันเข้าสู่ ยุคไฮเทคโนโลยี (High technology) และโลกาภิวัตน์แล้ว แล้วท่านยังให้โครงสร้าง กฎหมายอยู่เท่านี้ได้อย่างไรล่ะครับ หรือว่า ส.ส. รัฐบาลมีความสามารถเท่านี้เอง รัฐมนตรีมีความคิดเท่านี้เอง ร้ายที่สุดคนเซ็นชื่อก็คงไม่ได้คิดอะไร ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เซ็นตามระเบียบราชการ ถ้าอย่างนั้นต้องไปปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ทําไมล่ะครับ ก็ให้ข้าราชการเขาปกครองเถอะ เสียเงินเดือนนักการเมืองเปล่า ๆ คนละแสนกว่าบาท ๆ เหมือนที่เมื่อเช้าผมพูดว่าเราต้องดึงความร้อน รับความร้อน จากประชาชนในถนนนี้เข้ามาในสภาก็ไม่ยอม อันเดียวกันนั่นแหละ ท่านครับ ตรงนี้เอง ที่ผมกราบเรียนท่านว่าในโครงสร้างนั้นจะต้องขยายกรอบวัฒนธรรม อย่างน้อยที่สุด ต้องให้เข้าสู่กระบวนการผลิต และเทคโนโลยี และระบบวัฒนธรรมของระบบการเมือง ประชาธิปไตย วันนี้ผมเจอผู้ใหญ่หลายคนครับ ไม่อยากจะเอ่ยชื่อท่าน เดี๋ยวจะไป ละลาบละล้วงพวกอํามาตย์เข้า บอกว่าเดี๋ยวนี้สังคมไทยแตกแยกหมดแล้ว ในหมู่บ้าน ไม่มีเอกภาพแล้ว ท่านครับ คนที่พูดเหล่านั้นเป็นพวกไม่ชอบเลือกตั้งทั้งนั้น และยังพูด อีกนะบอกว่า สังคมไทยต้องมีกํานันเป็นหลัก อบต. ไม่ต้องมีดีกว่าจะได้สามัคคีกัน มันหมดเวลาแล้ว วันที่เรามีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ใน ๑๐๐ ปีที่แล้วต้องยอมรับความจริง ประชาชนไม่มีอํานาจต่อรอง ไม่มีอํานาจเถียงเลย เอกภาพในตําบลจึงเป็นเอกภาพ แห่งความกลัว แต่เมื่อสังคมพัฒนาไปแล้ว ๗๐ ปี เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยเข้าไปแล้ว จึงเกิด อบต. ขึ้น เมื่อเกิด อบต. ขึ้นก็เลือกตั้งแข่งขันกันสิครับ ดังนั้นในอดีตนั้นไม่มี อบต. มีแต่กํานัน คนทั้งตําบลยกมือไหว้กํานัน เราไปหลงมิติว่านั่นคือเอกภาพ นั่นคือ ความกลมเกลียว นั่นคือความเรียบร้อย แต่ความจริงไม่ใช่ครับ นั่นคือความล้าหลัง ทางวัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า คัลเจอร์ แล็ก วันนี้คนไหว้กํานันแค่ครึ่งตําบลเท่านั้นละครับ เพราะกํานันก็แข่งขันกันในระบอบประชาธิปไตย คนไหว้นายก อบต. ก็ครึ่งตําบลเท่านั้น พวกใครพวกมัน เราชอบไหมครับอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเป็ นสิ่งที่มันเคลื่อนตัว ทางวัฒนธรรม โลกได้เปลี่ยนกระบวนการทางความคิดไปสู่กระบวนการความคิดปัจเจกแล้ว ไปสู่ความคิดเสรีแล้ว เราจึงต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่จะต้องอยู่ร่วมกันในตําบล บนพื้นฐานความแตกต่างกันทางความเชื่อและความคิด พวกคุณเป็นกํานันชนะไป พวกแพ้อย่าโกรธกันนะอยู่ด้วยกันไป อย่ายกพวกมาประท้วง อย่ามาล้มกํานันเขา อย่าไปฆ่ากํานันเขา อบต. เที่ยวนี้ชนะ รออีก ๔ ปี สร้างวัฒนธรรมการรอสิครับ ตอนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ๒ รอบ ท่านชวนผมก็รอครับ ท่านบรรหารเป็น ผมเป็นฝ่ายค้านผมก็รอ พอพรรคผมเป็นรัฐบาลทําไมไม่รอบ้างล่ะครับ มันเป็นวัฒนธรรม เดียวกันนั่นเอง นั่นคือเราจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมความแตกต่างอยู่ร่วมกัน ท่านเห็นไหมครับ เราเคยมีคําพูดมาเรื่อยว่าประเทศสหรัฐอเมริกาทําไมเขาไม่มีอย่างนี้ พ่อชอบพรรครีพับลิกัน (Republican) ลูกชอบพรรคเดโมแครต (Democrat) ก็นั่งกินข้าว ด้วยกันได้ครับ แต่พอมาเมืองไทย พอพ่อพรรคประชาธิปัตย์ ลูกพรรคไทยรักไทย พ่อเสื้อเหลือง ลูกเสื้อแดงจะฆ่ากัน ความจริงมันเป็นเรื่องเดียวกันครับ แต่ประเทศ สหรัฐอเมริกาเขาพูด กฎหมายเขามีเลยว่าเรื่องความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล ห้ามมา ใส่ร้ายกัน แต่ของเรานี่พออันนี้เป็นเสื้อแดง มึงไม่จงรักภักดี กูใส่เสื้อเหลืองที่จงรักภักดี ไปไม่ได้แล้วครับอย่างนี้ สังคมอยู่ไม่ได้แล้วครับ และที่ร้ายที่สุดท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงวัฒนธรรมยังพาพรรคพวกมาต่อต้านคนชุมนุมที่ใช้สิทธิโดยชอบอีกครับ ท่านทําไปทําไม และที่ร้ายที่สุดคือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีใช้ช่อง ๑๑ และกรมประชาสัมพันธ์ใส่ร้ายบุคคลเลยครับหาว่าจะล้มเจ้า ๆ ท่านครับ ถ้าคนเป็นล้านจะล้มเจ้าประเทศจะอยู่ได้หรือครับ ไปพูดอย่างนั้นก็หมิ่น พระบรมเดชานุภาพแล้วนะครับ ท่านผู้หญิงวิริยาจึงได้ไปแสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดง เขาไม่ได้คิดล้มเจ้า อย่าไปผลักดันให้ประชาชนเป็นศัตรูกับพระองค์ แต่วันนี้รัฐบาลนี้ ต่างหากที่ไปผลักดันให้ประชาชนไปเป็นศัตรูกับพระองค์ อันนี้ผิดอย่างยิ่ง ท่านครับ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเราไปทํางานในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี หรือเดินทาง เข้าประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี