สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓

สมคิด บาลไธสง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยชี้ว่าความหมายของวัฒนธรรมในพระราชบัญญัตินี้มีแคบเกินไป และควรรวมถึงประเพณีของเผ่าชนต่าง ๆ ตามภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเสนอแนะเกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และหารือเรื่องการแก้ไขความหมายของวัฒนธรรม โดยเสนอว่าควรรวมวัฒนธรรมและประเพณีเข้าด้วยกัน

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองคาย ผมขอร่วมการอภิปรายแสดง ความคิดเห็นกับร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... ดังนี้นะครับ มาตรา ๔ วัฒนธรรม หมายความว่า อันนี้ผมว่าความหมายแคบไปหรือเปล่า เพราะว่าวัฒนธรรม ตามมาตรา ๔ หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน ความหมายของวัฒนธรรมในที่นี้น่าจะรวมถึงประเพณีด้วย ประเพณีบางอย่างใช้เวลา ยาวนานแต่ก็ยังว่าเป็นประเพณี อย่างประเพณีวันสงกรานต์อย่างนี้ เราก็ยังว่าประเพณี ทั้ง ๆ ที่มันยืดยาวมาเป็นเวลาเป็นพัน ๆ ปีเรายังบอกว่าเป็นประเพณีอยู่ เพราะฉะนั้น ความหมายคําว่า วัฒนธรรม น่าจะรวมถึงประเพณีของเผ่าชนต่าง ๆ ตามภูมิภาครวมอยู่ด้วย มันถึงจะครอบคลุมไปถึง อันนี้ก็อยากแสดงความคิดเห็นตรงนี้คือความหมายรู้สึกว่า แคบไป ทําอย่างไรจะรวมถึงประเพณีอันดีงามด้วย เพราะว่าบางประเพณีใช้เวลายาวนาน กว่าจะพัฒนามาเป็นวัฒนธรรม อีกเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมต่าง ๆ นี้รู้สึกว่า บางเรื่องก็เกิดขึ้นมา แต่เท่าที่อ่านดูแล้วที่เราจัดขึ้นมาตรงนี้ก็เท่าที่ทราบเท่าที่ได้ยินมา ก็เป็นเรื่องสาขาของวัฒนธรรมสาขาต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะมาเน้นเรื่องการแสดงอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ มาเน้นเรื่องศิลปิน ส่วนวัฒนธรรมทางความคิด วัฒนธรรมการเป็นอยู่ล่ะอยู่ไหน ตั้งแต่เกิดจนตาย วัฒนธรรมการเกิด เกิดมาเขาทําอย่างไรกันบ้าง พอโตขึ้นมากินอาหาร วัฒนธรรมการประกอบอาชีพอย่างนี้ก็เป็นวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นผมถึงว่าวัฒนธรรม ความหมายในนี้มันแคบไปก็อยากฝากไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้ไปดูแลด้วย บางอย่างเป็น เวลาสั้น แต่เราก็บอกว่าเป็นวัฒนธรรม อย่างวัฒนธรรมการเมือง นักการเมืองก็เหมือนกัน การอภิปรายในสภาก็เหมือนกัน บางคนก็ว่าคนอื่นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เวลาเขาอภิปราย ไม่เสร็จแล้วก็ประท้วงกันไม่มีเหตุผล อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ใช้ไม่ได้ อันนี้ก็อยากฝากผู้เกี่ยวข้อง ผมไม่จําเป็ นไม่ประท้วงนะ แต่ที่ประท้วงไม่มีเหตุผล มันน่าเบื่อหน่าย อันนี้ก็เป็นวัฒนธรรม เราไม่ได้ว่าเป็นประเพณีนะเป็นวัฒนธรรมเลย พอพูดถึงการเมืองผมกลัวอย่างเดียวว่าเกิดวัฒนธรรมต่อไปนี่เวลาจะมาประชุมสภา เอาทหารมาปิดล้อม ต่อไปอาจจะเป็นรถถังเป็น ๑๐ คัน ๒๐ คันมันจะเป็นวัฒนธรรม ทางการเมืองใหม่ของประเทศไทย อันนี้ก็อยากให้ผู้ที่ไปจัดการเรื่องกฎหมายนี้ได้ พิจารณาให้รอบคอบ ท่านประธานครับ ดูมาตรา ๖ ไปเลยครับเกี่ยวกับเรื่อง คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มันมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้ อง มีทั้ง ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน ๙ คน ผมอยากเพิ่มเข้าไปก็คือสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อย่าลืมงานประเพณีหรือว่าวัฒนธรรมก็ตามที่เราจัดขึ้นอยู่ในจังหวัดหรือในท้องถิ่นต่าง ๆ มันต้องเกี่ยวข้อง วัฒนธรรมบางอย่างพอทําขึ้นมาแต่ว่าเกิดมีเรื่องมีราวกันอยู่มันน่าจะ เกี่ยวข้องกับผู้รักษาความสงบเรียบร้อยในการจัดงานประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ นี้ด้วย ก็อยากให้เอาสํานักงานตํารวจแห่งชาติเข้าไปด้วย อันนี้ก็ฝากไม่ใช่ว่ามีเรื่องราวแล้วถึงไป ร้องหาตํารวจ เพราะว่าเอาเข้ามาเป็นกรรมการด้วยกันเลยจะได้หาวิธีแก้ไข มาตรา ๗ เรื่อง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ผมติดใจนิดหน่อยผมอยากยกตัวอย่างให้เห็น (๓) คือคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิ ว่าไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คือเป็นไม่ได้ถ้าเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ผมอยากยกตัวอย่าง ให้เห็นว่าล้มละลายมันเป็นเรื่องการทําธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องจิตใจ ไม่ใช่เรื่องความไม่ดีไม่งาม บางคนเขาไม่มีความรู้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแล้วไปค้าขายมันขาดทุนไปอย่างนี้ แต่เขาเป็นคนดี ผมยกตัวอย่าง เทพ โพธิ์งาม อย่างนี้เป็นหัวหน้าดาวตลกทั้งประเทศ เขาเป็นกรรมการได้ไหม แต่เขาไม่ได้เป็นคนเลวนะ เขาเป็นหนี้ล้มละลายเขาก็บอก เขาล้มละลายเขาไม่ได้ไปโกงใคร นี่คือความล้มเหลวทางธุรกิจของเขา ไม่ใช่ ความล้มเหลวทางจิตใจ อันนี้เป็นได้ไหม ขอบคุณท่านสุนัยที่ยกนิ้วโป้ ง มาตรา ๘ วาระการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิก็แปลกอยู่ ปกติเขาเป็นอยู่ ๔ ปี วาระปกติของคณะกรรมการ ต่าง ๆ ก็น่าจะให้มันล้อกันไปทั้งประเทศเสีย มาเป็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ ให้หลงเวลากันนะครับ ถ้าจะเป็น ๔ ปีเลยได้ไหม อันนี้ก็ขอเสนอแนะไว้แค่นั้นนะครับ

ในวรรคสามบอกว่า ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่ง ตามวาระ หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ แต่ น่าจะ แต่ ต่อไป แต่ไม่เกินกี่วัน ไม่ใช่ว่าไม่แต่งตั้ง คุณไม่แต่งตั้ง ๑๐ ปี คุณมาเป็นอยู่ ๑๐ ปีไม่ได้ นี่ผมไม่อยากให้เป็น แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นมันลากยาว แล้วบางทีมีความขัดแย้งกันในคณะกรรมการกันนี่ไม่มี การแต่งตั้งกันเลย บางทีกระทรวงนั้น ผมเคยเห็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยลากยาวกันมาแล้ว ไม่มีการเลือกตั้งกรรมการของสันนิบาตสหกรณ์มาตั้งนานนะครับ จนเกิดปัญหาในการปฏิบัติ คือได้รับแต่งตั้งใหม่ เข้ารับหน้าที่นี่ทําหน้าที่แทนไปไม่ควรเกิน กี่วันน่าจะกําหนด จะว่า ๓๐ วันก็ได้ ๙๐ วันก็ได้ ๑๒๐ วัน คือกําหนดให้แน่นอนไว้ ไม่ใช่ว่าลากยาวไปเป็น ๑๐ ปีก็ได้ ถ้าเขียนไว้แบบนี้ไม่กําหนด ถ้ากูไม่พอใจกูไม่แต่งตั้ง ก็ได้นะครับ

มาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ผมสนใจตรงที่ว่า (๕) ควบคุมและหาวิธีปลูกฝังวัฒนธรรมของชาติในจิตใจของประชาชนเพื่อให้มี การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ อีกตรงหนึ่งก็คือ (๗) การกําหนดแผนการเงินและแผน งบประมาณรายจ่ายประจําปีของกองทุน อันนี้คณะกรรมการกองทุนนะครับ ทําอย่างไร ผมถามว่า การตายนี่ การจัดการกับศพเป็นวัฒนธรรมไหม มันตายมาเป็นหลายหมื่นปีแล้ว ตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์มานี่ แต่ก็ยังเป็นประเพณีงานศพอยู่ ไม่ได้ว่าวัฒนธรรมงานศพนะ ทําไมไม่เป็น นี่ละผมถึงบอกว่าเวลาตีความคําว่า วัฒนธรรมกับประเพณี ทําไมไม่ตีความ ให้รวมกันไปเลย เพราะว่าอันนี้ถ้าทําตามความเข้าใจทางวิชาการก็ว่าประเพณีคือ ทําไม่นาน ถ้าทํานานต่อไปคนติดตามกันไปนาน ๆ แล้วก็กลายเป็ นวัฒนธรรม แต่อันนี้งานศพมันเป็นการทํางานตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว การฝังศพ การจัดฌาปนกิจศพ อย่างนี้นะครับ ผมอยากว่าตอนนี้เรามาคิดหน่อยว่าคนนี่เกิดมาครั้งเดียวแล้วก็ตาย ครั้งเดียว ทําอย่างไรจะให้เกียรติคนที่ตายไปแล้ว ทําเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของชาติเราว่า เราจะทําอย่างไร ภาคเหนืออย่างไร ภาคกลาง ภาคใต้อย่างไร โดยเสริมให้เป็นวัฒนธรรม ที่ดีงามในการจัดการกับการศพของคนที่ตายไป ถือว่าเป็นการให้เกียรติกับมนุษย์ ครั้งสุดท้ายนี่ ผมถึงว่าตลอดเวลาว่าถ้าผมมีอํานาจผมจะเสนอ ผมอยากเสนอว่า ทําอย่างไรทุกหมู่บ้านจะมีที่จัดการศพให้มันมีเกียรติเหมือน ๆ กัน เดี๋ยวนี้ในหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านเผาอยู่กับดินก็มี บางหมู่บ้านก็เป็นเมรุที่สวยงามเหมือนกับที่อยู่ของเทวดา แต่บางหมู่บ้านก็อยู่กับดิน ผมอยากให้กองทุนอันนี้ทําอย่างไรที่จัดการศพของคน ไม่ว่าศาสนาใดก็ตามให้มันสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก่อนที่เขาจะฝังไปหรือ จะเผาไป ผมอยากให้ตรงนี้มันมีเกียรติ ทําอย่างไรอยากให้ผู้เกี่ยวข้องกองทุนหรือ ผู้ร่างกฎหมายนี้ไปดูแลตรงนี้ให้ดี ๆ ถ้าพุทธศาสนาทําอย่างไรจะมีเมรุสําหรับเผา ที่สวยงาม เหมาะสมกับความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่บางแห่งอยู่ติดกับดินฝุ่นเต็มเลยครับ ตามที่เราเป็น ส.ส. ไปร่วมงานเราก็สลดหดหู่ใจ ชาวบ้านเขาก็ขอมา ไม่รู้ทําอย่างไร เวลาทํางบประมาณไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย มีแต่บอกให้ทําถนน มีแต่บอกให้ไปขุด ไม่เคย บอกให้ไปจัดการเกี่ยวกับงานศพที่มันเป็นเกียรติเสียที ผมก็อยากฝากไปยังกระทรวง วัฒนธรรมให้ตั้งงบประมาณในเรื่องนี้ เพื่อทุกหมู่บ้านเขาจะมีที่จัดการศพที่มีเกียรติ

สุดท้ำยครับ คณะกรรมการกองทุน มาตรา ๑๕ เขาบอกว่า มีคณะกรรมการกองทุนไม่เกิน ๘ คน ผมก็งง ๆ ปกติแล้วคณะกรรมการต้องเป็นเลขคี่ หรือผมเข้าใจผิดอย่างไรไม่ทราบ จะเป็น ๗ คน ๙ คน ๑๑ คน ๑๓ คนก็ว่าไป มาตรา ๑๕ ก็ขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ สําหรับเรื่องวัฒนธรรมต่าง ๆ ผมก็ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ก็ฝากให้ท่านคมเดชอธิบายรายละเอียดซึ่งได้พูดกันไว้แล้ว ขอบคุณครับ