บรรพต ต้นธีรวงศ์ เสนอแนะให้ร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมทางจิตใจ เช่น การกระจายอำนาจ ความซื่อสัตย์ และการแก้ไขปัญหาร่วมกัน นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องการรวมวัฒนธรรมไทยที่มีคุณค่า เช่น การประนีประนอม การสมานฉันท์ และการไม่ใช้ความรุนแรง
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านธีระ สลักเพชร ที่ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่า ๗๕ ปีที่ผ่านไป พระราชบัญญัติ วัฒนธรรมแห่งชาติ ปี ๒๔๘๖ อันนั้นเป็นฉบับก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นต้องถือว่า เป็ นความคิดริเริ่มสร้ำงสรรค์ของท่านรัฐมนตรีอย่างแท้จริงในการที่เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามา จริง ๆ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในขณะที่ท่านดํารงตําแหน่งจนถึงปัจจุบันท่านมีผลงานมากมายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ผมเองอยู่ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ได้รับผลจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของท่านในการที่เห็นความสําคัญของมรดก ทางวัฒนธรรม แล้วก็ทําให้มีแผนพัฒนาปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อไม่ให้สอบตกหลุดออกจากมรดกโลก ซึ่งขณะนี้ก็มีงบเข้าไปดําเนินการถึง ๒๕๖ ล้านบาทแล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ว่าท่านทําผลงานต่าง ๆ ไว้มากมาย ท่านอาจจะไม่ใช่นักประชาสัมพันธ์หรือว่าประชาสัมพันธ์ออกไปแล้วอาจจะไม่ค่อย มีคนทราบ คนรู้ คนเห็น แต่ผมยืนยันว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนั้น มีผลงานมากมาย แล้วก็มีความเป็นนักวิชาการครับ เวลาท่านไปเปิดประชุมที่ไหนก็ตาม ท่านบรรยายเหมือนกับท่านเป็นนักวิชาการคนหนึ่ง รู้ลึกซึ้งถึงเรื่องของวัฒนธรรมทุกแง่ ทุกมุม อันนี้ก็เป็นที่ชื่นชมของคนทั่ว ๆ ไปที่ได้ไปฟังคํากล่าวเปิดหรือว่าคําปราศรัย ของท่าน ก็ขอเข้ามาสู่ตรงเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จริง ๆ แล้วกระผม ก็เห็นด้วยในหลักการที่จะให้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติฉบับนี้ เพียงแต่ว่ามีความคิดเห็นคล้าย ๆ กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออภัยที่เอ่ยนาม คือท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข ว่าจริง ๆ เราน่าจะใช้โอกาสร่วมคิดร่วมทําให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แล้วก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันและในอนาคต มากกว่านี้ เนื่องจากว่าอ่านดูแล้วดูเหมือนว่าจะให้ความสําคัญกับวัฒนธรรมทางวัตถุ หรือมากกว่านั้น ก็เป็นวัฒนธรรมทางด้านประเพณีต่าง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ วัฒนธรรมอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่าสําคัญแล้วก็ขาดหายไป ผมจะขออนุญาตเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมทางด้านจิตใจ ซึ่งอันนี้มันขาดหายไปไม่ได้กล่าว ไม่ได้พูดถึงเลย จริงอยู่วัฒนธรรมบางคนเข้าใจว่า นิยามนี้หมายถึงว่าสิ่งที่ปฏิบัติกันต่อ ๆ มาเรื่อยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และเป็นที่ ยอมรับว่าสิ่งที่ปฏิบัติที่ยึดถือนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่งดงาม เป็นสิ่งที่มีคุณธรรม ความดีงามก็ถือว่าเป็ นวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่ากระแสของวัฒนธรรม ก็เหมือนกับว่าเป็ นการยืนยันว่าสิ่งที่ผู้คนในชาติถือปฏิบัติกันมาเป็ นสิ่งที่ดีแล้ว สมควรที่จะยึดถือปฏิบัติกันต่อไปจนเป็ นวัฒนธรรม จากจุดนี้ผมเลยคิดว่าบางที กระทรวงวัฒนธรรมอาจคิดว่าเป็นการทํางานที่ปิดทองหลังพระหรือเปล่า จึงไม่ได้นําเอา วัฒนธรรมทางด้านจิตใจมาใส่ไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างชัดเจนแต่ประการใดเลย อาจจะอธิบายได้ว่ามันมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันไม่ชัดเจน ท่านประธาน ผมยกตัวอย่าง เช่น วัฒนธรรมการกระจายอํานาจ วัฒนธรรมในเรื่องของความซื่อสัตย์ วัฒนธรรมของการ ประนีประนอมสร้างความสมานฉันท์ วัฒนธรรมการใช้เหตุผล ลดอคติ และความงมงาย วัฒนธรรมการใช้สันติวิธี การไม่ใช้ความรุนแรง การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผมคิดว่าอันนี้ เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ผมคิดว่าจะต้องใช้มิติเชิงวัฒนธรรมมาเป็นตัวช่วย ให้สังคมประเทศชาติของเราเข้าสู่สิ่งที่ถูกที่ควรมากขึ้น เพราะมิฉะนั้นแล้วมันคือปัญหา ความขัดแย้งจนถึงความแตกแยกของชนในชาติในที่สุด เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างอันหนึ่ง เรื่องของวัฒนธรรมความซื่อสัตย์ รวมทั้งวัฒนธรรมเรื่องสันติวิธีและการแก้ปัญหาโดย ไม่ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราประเทศมาเลเซียเขาก็มีโรคชนิดหนึ่ง ก็คือโรคความซื่อตรงบกพร่อง แล้วก็อาจจะโรคของความขัดแย้งซึ่งก็มีอยู่ดํารงอยู่ใน ประเทศเพื่อนบ้านของเราตรงนี้ เพราะฉะนั้นเขาให้ความสําคัญตรงนี้เขาจึงมีแผนพัฒนา ความซื่อตรง ลดความขัดแย้งของคนในชาติเขา เริ่มต้นจากหน่วยงานของรัฐก่อน เมื่อ ค.ศ. ๑๙๙๘ ๑๒ ปีมาแล้ว ต่อมาก็ขยายผลเป็นแผนระดับชาติ ใช้ทั่วไปหมดเลย ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ใน ค.ศ. ๒๐๐๔ หรือ ๖ ปีมาแล้ว อันนี้เป็นผลงานจากการวิจัย มหาวิทยาลัย ๓ สถาบันร่วมกัน แล้วผลออกมาตรงกันว่า สาเหตุของการเกิดโรค ความซื่อตรงบกพร่องหรือความขัดแย้งของคนในชาติเขาก็คือ ๑. เป็ นเรื่องของ ปัจเจกบุคคล ๒. ความเป็นผู้นํา ๓. ระบบและวิธีการ ๔. เรื่องของโครงสร้างของ หน่วยงานต่าง ๆ และ ๕. น่าสนใจมากเรื่องของวัฒนธรรม ในประเด็นวัฒนธรรม ปรากฏว่าเขาพูดถึงเรื่องของการที่จะทําให้เกิดความขัดแย้งหรือการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) เกิดจากประเด็นย่อย ๆ ในเชิงวัฒนธรรม ๔-๕ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ความเกรงอกเกรงใจ ซึ่งผมก็เชื่อว่าถ้ามาวิจัยในประเทศชาติ ของเรานี้ อันนี้ก็คงมีไม่ใช่น้อยทีเดียวนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ความไม่เต็มใจ อาจจะใส่เกียร์ว่างหรือไม่ค่อยยอมทํางาน หรืออะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่
ประเด็นที่ ๓ การที่ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ถึงแม้จะเห็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง ไม่ควรก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์เพราะความกลัว
ประเด็นที่ ๔ เรื่องการเอาตัวรอดและเห็นแก่ตัว
อันนี้คือเป็นเรื่องของมิติทางวัฒนธรรมทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นผมอยากจะ เสนอแนะเพียงประเด็นเดียวในเรื่องมาตราต่าง ๆ นี้ก็มีท่านผู้อภิปรายไปมากแล้ว ผมอยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ เผอิญว่าผมอยู่ใน คณะกรรมาธิการสามัญ การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม จึงจําเป็นต้องมาอภิปรายเรื่องนี้ เพื่อจะได้เป็ นข้อสังเกต เป็ นข้อเสนอแนะ แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ใน คณะกรรมาธิการวิสามัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมคิดว่าอยากจะเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนะครับว่า เราควรจะทําในเรื่องของวัฒนธรรมทางด้านจิตใจให้มันชัดเจนอยู่ในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ไม่ว่าจะทําอย่างไรที่จะทําให้โรคความไม่ซื่อตรงนั้นมันเกิดน้อยลงหรือไม่เกิดเลย วัฒนธรรมเรื่องการประนีประนอม การสมานฉันท์ วัฒนธรรมการใช้ เหตุผลต่าง ๆ มาตัดสินปัญหา ซึ่งรวมทั้งวัฒนธรรมการรับฟังข้อมูลอย่างเปิดใจกว้างเพื่อที่จะใช้ ระบบคิดของตัวเองในการพินิจพิจารณาว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดไม่ถูก สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร แล้วในที่สุดก็คือวัฒนธรรมสันติวิธี การไม่ใช้ความรุนแรงและการที่จะมาแก้ไขปัญหา ด้วยกัน ผมคิดว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สามารถจะบรรจุเรื่องเหล่านี้ไว้ได้ผมคิดว่า จะเป็นคุณอเนกอนันต์ เป็นคุณประโยชน์อันมหาศาลเลยที่จะทําให้เกิดการรับลูกจาก พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ผมเองถ้ายังมีอายุความในสภาเพียงพอผมก็คิด ผมจะเสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทยขึ้นมา ผมคิดว่า ร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติฉบับนี้สามารถที่จะรองรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ให้กลายเป็ นวัตรปฏิบัติที่ชัดเจนแน่นอน และถือปฏิบัติจนกลายเป็ นวัฒนธรรม อันดีงามของชาติต่อไปในที่สุด ในที่สุดคือผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพียงแต่ว่าอยากจะให้ปรับโครงสร้างและทําความชัดเจนในเรื่องของวัฒนธรรมทางด้าน จิตใจดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดให้มีความชัดเจนและปฏิบัติได้ ซึ่งจะยังคุณประโยชน์ ให้กับสังคมไทยอย่างมากในที่สุด ขอบพระคุณครับ