พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายเก่าให้สมกับพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พวกเขายังนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมและครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาพูดถึงวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ เช่น เครื่องมือวิทยาศาสตร์และศิลปกรรมต่าง ๆ ที่สามารถสัมผัสได้ และเรียกร้องการปรับปรุงกฎหมายวัฒนธรรมแห่งชาติให้เหมาะสมและครอบคลุม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร กระผมก็ได้ร่วมเสนอ กฎหมายฉบับนี้ด้วยโดยร่วมกับท่านไพจิต ศรีวรขาน จากจังหวัดนครพนม เนื่องจาก พวกเราเห็นว่าในแถบภาคอีสานมันมีเรื่องที่ควรจะส่งเสริมเรื่องวัฒนธรรมอีกมากมาย เพราะปรารถนาที่จะเห็นการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาติเป็นไปอย่างมี ระบบครบถ้วน ประเพณีวัฒนธรรมที่มีหลากหลายมากในภาคอีสาน ซึ่งเราพูดง่าย ๆ ฮีตสิบสองคองสิบสี่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตครับ ท่านประธานครับ ตอนที่พวกผม ได้เข้าร่วมกันเสนอกฎหมายนั้น หลังจากได้เสนอไปแล้วมันค้างอยู่เป็นเวลานาน ผมเองก็มีเวลาที่จะมานั่งทบทวนว่าสิ่งที่ได้เสนอไปแล้วท่านประธานก็ได้กรุณาบรรจุ ระเบียบวาระการประชุมเข้าไปนั้นเราเรียกว่า ร่างพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... พร้อมกับที่คณะรัฐมนตรีเองก็ได้เสนอกฎหมายนี้มาด้วย ระหว่างนี้ผมก็ได้มีโอกาสไปช่วยค้นคว้าดูว่าประเทศที่เขาเจริญ ๆ เขามีระบบการบริหาร จัดการวัฒนธรรมอย่างไร ท่านประธานทราบไหมครับ เป็นเอกสารที่ผมไปค้นมาดู เจ้าหน้าที่ช่วยค้นมาให้ มีหลายประเทศครับ ของประเทศอินเดียเขามีสถาบันทาง วัฒนธรรมภาษา ของประเทศสหรัฐอเมริกาพูดถึงเรื่องมรดกแห่งชาติ ของประเทศ แคนาดาก็พูดถึงเรื่องความเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดาและวัฒนธรรม ก็คือเอาเรื่อง วิถีชีวิตเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมด้วยนะครับ ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง วัฒนธรรม อีกหลายประเทศครับ พวกโบราณคดีอะไรนี่ พวกนี้เขามีกฎหมายมาก แล้วก็เมื่อดูกฎหมายของประเทศเหล่านี้แล้ว ผมก็คิดว่ามันมีความก้าวหน้า มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่พอมาดูกฎหมายว่าด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา รวมทั้งของพวกกระผมเองด้วยนะครับ รัฐบาลให้เหตุผลบอกว่า กฎหมายนี้ใช้มานานตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่เหมาะสมกับปัจจุบัน สมควรปรับปรุงเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม อันดีของชาติและของท้องถิ่น รวมทั้งการยกย่องเชิดชูเกียรติ แต่ท่านประธานเห็นไหมครับ ในเหตุผลที่รัฐบาลเสนอมามันกลับมีแต่เรื่องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เรื่องการยกย่องเชิดชูเกียรติ ไหนล่ะครับท่านรัฐมนตรีครับ ที่ท่านบอกว่ากฎหมายนี้ มันใช้มานานไม่เหมาะสมกับปัจจุบัน แล้วท่านเสนออะไรมาแก้ไขในนี้ ไม่มีครับ ไม่มีเลย โผล่ขึ้นมาท่านก็เจอเรื่องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีกองทุนมีการยกย่อง เชิดชูเกียรติ ๓ เรื่อง สิ่งที่พวกผมได้เสนอมาถึงวันนี้ผมเองก็ยังเสียใจว่า ถ้ามีเวลามากกว่านั้น ก็น่าจะปรับปรุงกฎหมายนี้ให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ให้มันสมกับเป็นกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่จริงกฎหมายอย่างนี้หน้าตาเป็นอย่างนี้ ผมอยาก จะเรียกว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมากกว่า ไม่ใช่วัฒนธรรมแห่งชาติ พอไปดูนิยาม ท่านประธานครับ วัฒนธรรม หมายความว่า ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว ก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีของประชาชน นิยามนี้นะครับ แต่พอไปดูในกฎหมายแล้ว แทบจะไม่เห็นประโยชน์ของนิยามอันนี้เลย ก็ไม่รู้เขียนมาทําไม แต่พอไปดูกฎหมายเก่า ปี ๒๔๘๔ ปี ๒๔๘๕ ที่เขาเขียนไว้ว่าวัฒนธรรมหมายความว่าอะไร เหมือนกันเลยครับ ก็ไม่ว่า ท่านรัฐมนตรีครับ ปี นี้ปี ๒๕๕๓ แล้วนะครับ ความหมายของวัฒนธรรม ท่านยังลอกเอาปี ๒๔๘๔ ด้วย เป๊ ะหมดเลย ไม่มีอะไรต่างกันเลย มันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว แล้วทําไมไม่แก้ความหมายของวัฒนธรรม จะได้ใส่เข้าไปในกฎหมายด้วย เหมือนกันครับ ปี ๒๔๘๔ ในปี ๒๔๘๔ ฉบับเก่านั้นเขาพูดถึงว่าบุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติตาม วัฒนธรรมแห่งชาติ เหมือนของประเทศอินเดียที่เขาบอกว่า บุคคลมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง ดูแลศิลปวัฒนธรรมของประเทศ วัฒนธรรมซึ่งบุคคลต้องปฏิบัติตามนอกจากจะได้ กําหนดไว้โดยพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้กําหนดขึ้นเป็นกฤษฎีกาว่าด้วยความเป็นระเบียบ เรียบร้อยในการแต่งกาย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการปฏิบัติตนและปฏิบัติตน ต่อบ้านเรือน ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการประพฤติปฏิบัติตน ซึ่งเกียรติภูมิของชาติ และพระพุทธศาสนา ความมีสมรรถภาพ มารยาท ความเจริญงอกงามทางจิตใจและ ศีลธรรมของประชาชน ความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ศิลปกรรม ความนิยมไทย เห็นไหมครับนี่คืออยู่ในนิยามของวัฒนธรรม แต่ฉบับนี้เขียนนิยามไว้แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากนิยามเลย น่าเสียดายครับท่านประธาน ถ้ามันรื้อได้ผมอยากจะไปรื้อ รื้ออย่างไรครับ คือรื้อให้มันพูดถึงเรื่องการจัดการเรื่องของวัฒนธรรม ที่จริงในเรื่องของวัฒนธรรม ปัจจุบันมันมีวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุอย่างที่พวกเราเข้าใจกัน ท่านประธานครับ วัฒนธรรมปัจจุบันนี้ทางวิชาการเขาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
ส่วนที่ ๑ วัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ หมายถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่เน้นวัตถุ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งก็มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องจักสาน ผ้าทอ ศิลปกรรมต่าง ๆ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถสัมผัสได้ จับต้องได้
ส่วนที่ ๒ ที่สําคัญก็คือวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ วัฒนธรรมส่วนนี้คือ ทุกสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ ได้แก่ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ระบบคิด วิธีจัดการกับชีวิต ระบบวิธี การดํารงชีวิตทั้งหมดของสังคมที่เกี่ยวกับการทํามาหากิน ความเชื่อ ศาสนา โลกทัศน์ ดนตรี นาฏศิลป์ พิธีกรรม ตลอดจนเรื่องการเล่านิทาน ตํานานต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวิต ที่ไม่หยุดนิ่ง แต่ปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยและบริบททางสังคม เมื่อกี้นี้ที่เพื่อนสมาชิก ได้พูดถึงหมอลําทางภาคอีสาน หมอลําพื้น หมอลําซิ่ง และจะมีหมอลําคาราโอเกะขึ้นไป ข้างหน้า ตรงนี้มันเป็นวิถีชีวิตทั้งนั้น มันกําลังเจริญงอกงาม เปลี่ยนแปลงไป แต่ผมไม่เห็น พูดในกฎหมายว่าด้วยวัฒนธรรมฉบับนี้เลยครับท่านประธาน เสียดายจริง ๆ อุตส่าห์ คิดกันตั้งนานว่าจะปรับปรุงกฎหมายวัฒนธรรมแห่งชาติ ไม่มีอะไรครับ ก็ใส่เข้าไปว่าด้วย คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเข้ามา เพิ่มนายกรัฐมนตรีเข้าไป เพิ่มปลัดกระทรวง เข้าไป ก็ยังดีที่มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา แต่รูปแบบอย่างนี้มันเป็นรูปแบบการจัดการ แบบราชการจริง ๆ แล้วภาคประชาชนอยู่ไหนล่ะครับ ภาคธุรกิจอยู่ไหนล่ะครับ ไม่มี นึกว่าเอานายกรัฐมนตรีเข้ามาคนเดียวแล้ววัฒนธรรมแห่งชาติมันเจริญหรือครับ เปล่า เพิ่มแต่คนอย่างนี้เข้ามาทั้งนั้น เป็นรูปแบบที่การบริหารประเทศมันล้าหลังจริง ๆ ทําไม ไม่คิดใหม่ ปรับปรุงใหม่ ให้คณะกรรมการอย่างนี้อย่างมากก็ทําหน้าที่เรื่องนโยบายไป แล้วใครจะเป็นคนจัดการให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น บอกว่าคณะกรรมการนี้มีหน้าที่ไปทําโน่นทํานี่ แสดงความคิดเห็นโน่น เสนอแนะโน่น ก็นายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ในคณะกรรมการนี้แล้ว เสร็จแล้วก็ไปอีกตําแหน่งหนึ่งก็ไปนั่งอยู่ใน ครม. เอาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ไปเสนอ ครม. โดยคิดว่าถ้านายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานเองก็คงจะง่ายขึ้น ความจริง มันก็ไม่ใช่อีก และน่าเสียดายครับท่านประธานว่าวิธีคิดเรื่องของจัดการอย่างนี้ไม่ได้คิด กันเลย ไม่ได้คิดปรับปรุงครับ เสียดายมาก มาถึงเรื่องเอาละมีกองทุนเกิดขึ้นมา ก็เช่นเดียวกันครับ อย่างน้อยก็มีแค่นี้ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอต่อที่สภาแห่งนี้ ก็คืออยากจะเห็นระบบการจัดการระบบวัฒนธรรม ท่านประธานครับ ต้องเข้าใจว่า เรื่องวัฒนธรรมมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ใหญ่กว่าการศึกษา แต่บ้านเราเราทําให้การศึกษา ใหญ่กว่าวัฒนธรรมมันถึงผิด เราถึงมีปัญหากันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะอะไร ก็เพราะเราไม่มี ระบบการจัดการเรื่องของวัฒนธรรม สิ่งที่มันขาดหายไปเราไม่ค่อยจะมีสถาบัน ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งเสริมกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เรามีสถาบันวัฒนธรรมหลักคือวัด แต่วันนี้วัดหลายแห่งกับโรงเรียนก็แยกกัน การจัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรมจึงไม่ใช่ การจัดการทุนทางวัฒนธรรมที่ดี ถ้าจะมีการจัดการวัฒนธรรมที่ดีนั้นจะต้อง มีการผสมผสานกันอย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน แต่ก่อนนี้เรามี การเสนอตั้งกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงวัฒนธรรมเข้าอยู่ด้วยกันคนก็สับสน บอกถ้าเอาเรื่องของวัฒนธรรมเดี๋ยวไปอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวก็จะสับสนกันอีก มีการให้เปิดคาราโอเกะ ขณะที่คนกระทรวงวัฒนธรรมก็อยากจะฟื้นฟูและรักษาเดิม ๆ ไว้ ก็นี่อย่างไรมันเป็นระบบคิด วิธีคิด ซึ่งมันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าอย่างนั้นผมก็อยากจะ เห็นว่าไหน ๆ จะมีการปรับปรุงกันแล้ว แต่ผมไม่ทราบว่าจะทําได้ไหมในร่างกฎหมาย ที่เสนอมา เท่าที่พวกผมมีเวลาคิดก็พยายามจะเสนอให้มันใกล้เคียงกับร่างของรัฐบาล ไว้ก่อนเพื่อให้ได้มีโอกาสพิจารณา แต่ว่าถ้าอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงกันจริง ๆ ในอนาคตก็อยากจะให้มีการรื้อให้มากกว่านี้ ควรจะมีการพูดถึงวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ วัฒนธรรมที่ไม่เป็ นวัตถุ ระบบการจัดการวัฒนธรรมโดยดึงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ เข้ามาเกี่ยวข้องให้มากกว่านี้ คือให้เรื่องของวัฒนธรรมมันเป็น เรื่องของวิถีชีวิตจริง ๆ แต่ไม่ใช่เสนอกฎหมายนี้มาคนที่ได้ก็คือมีกรมหนึ่งขึ้นมา มีอธิบดี อีกกรมหนึ่งขึ้นมา ท่านเพิ่มเข้าไปเรื่องกรมวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตชุมชนขึ้นมาแค่นี้เอง ถ้าทําอย่างที่พวกผมเสนอไปได้ผมคิดว่าระบบของการจัดการวัฒนธรรมของเราก็จะดี มากขึ้น แล้วก็จะทําให้ระบบของวัฒนธรรมมันสามารถที่จะคุ้มครองวิถีชีวิต ดูแลวิถีชีวิต ของคนไทยต่อไปได้ ผมอยากเสนอแนวคิดไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน