จุมพฏ บุญใหญ่ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. พร้อมเสนอการเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งควรคำนึงถึงเสียงข้างมากที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้น และเสนอให้ใช้ระบบสัดส่วนและลดจำนวนบัตรลงคะแนน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ กรรมาธิการ และเป็นผู้เสนอญัตติการศึกษาเรื่อง รัฐธรรมนูญ ตอบคําถามของท่านสมาชิก ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนะครับ เรื่องที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. และเรื่องเขตเลือกตั้ง กรรมาธิการของเราได้ศึกษาก่อนกรรมาธิการสมานฉันท์ และกรรมาธิการไม่ได้ลงมติว่า เรื่องเขตเลือกตั้งหรือที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. นั้นควรจะเป็นเขตเล็กหรือเขตใหญ่ แต่เรา ศึกษาว่า การที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ที่มาของ ส.ส. เป็นเขตใหญ่นั้นได้เป็นอุปสรรค ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. หรือไม่ นั่นคือจะเป็นปัญหาต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ หรือไม่ เช่นบอกว่าพื้นที่กว้างเกินไป ส.ส. ไม่สามารถดูแลประชาชนได้ทั่วถึง อันนี้ก็ต้องดู ว่า ส.ส. นั้นมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญคือมาบัญญัติกฎหมาย มาควบคุมฝ่ายบริหาร ถ้าจะ ให้ ส.ส. นั้นมีหน้าที่ไปทุกงานศพที่ประชาชนเสียชีวิตนั้นคิดว่าก็คงจะไม่ทั่วถึง ต้องดูว่า หน้าที่หลักของ ส.ส. คือมาสภา มาออกกฎหมาย มาควบคุมฝ่ายบริหาร ถ้าตรงนี้ผมคิดว่า ไม่ว่าจะเขตเล็กหรือเขตใหญ่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย ฉบับนี้ ในความเห็นส่วนตัวของผมซึ่งไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการ ผมมีความเห็นว่าที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. นั้นจะพูดว่าเขตเล็กกับเขตใหญ่ ผมตั้งประเด็นคําถามขึ้นมาว่าการที่จะมี ส.ส. และ ส.ว. นั้นควรตอบคําถาม ๔ คําถามดังต่อไปนี้ได้นะครับ เช่นสิทธิของประชาชน เท่าเทียมกันหรือไม่ จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นเขตใหญ่นั้นจะมีข้ออ้างว่าสิทธิไม่เท่าเทียมกัน เพราะบางเขตก็เลือกผู้แทนราษฎรได้เพียง ๑ คน บางเขตก็เลือกได้ ๒ คน บางเขตก็เลือก ได้ ๓ คน ซึ่งเขตใหญ่จะไม่ตอบคําถามนี้ แต่เขตเล็กจะตอบคําถามนี้ แต่ว่าถ้าจะไปมอง ถึงว่าถ้ามองในมุมของทุกคะแนนเสียงมีความหมายแล้ว ทุกคะแนนเสียงมีความหมายนั้น หมายความว่า ถ้าเป็นเขตละคน คนละเขต หรือเขตเล็ก สมมุติว่าในพื้นที่ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยชื่อพรรคนะครับ ได้ที่ ๑ ทุกเขตเลือกตั้ง แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพียง ๕๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย อีก ๓๐,๐๐๐ คน ๒๐,๐๐๐ คน หรือลดหลั่นกันไปพรรคประชาธิปัตย์บ้าง พรรคภูมิใจไทยบ้างเหล่านี้ ถ้าเอาคะแนนของ คนที่ได้ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มารวมกันแล้วจะเห็นว่าประชาชนเหล่านั้นกลับเป็นเสียงข้างมาก ต่างหาก ไม่ใช่คนที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นเสียงข้างมาก ดูให้ดีถ้าดู ในรายละเอียด เพราะฉะนั้นคําตอบที่ว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมายนั้น ตอบคําถามนี้ ไม่ได้ถ้าเลือกตั้งเป็นเขตเล็ก จะเห็นได้ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ผมจะ ยกตัวอย่างในเขตเลือกตั้งผมซึ่งจะชัดเจนมาก ผู้มีสิทธิ ๒๕๐,๐๐๐ คน ผมสังกัด พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงเพียง ๔๔,๐๐๐ คะแนน ในขณะที่คนที่ได้ถัดผมลงไป ถ้าเอาที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มารวมกันแล้วจะได้คะแนนเสียงมากกว่า ๔๐,๐๐๐ คะแนน ทําไม คนที่มีคะแนนเสียงมากกว่าจึงตั้งผู้แทนไม่ได้ครับ ตรงนี้คือปัญหา แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร ตรงนี้ครับ นี่คือเราจะต้องคิดหาวิธีการเลือกตั้งที่บอกว่า ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย
ปัญหาที่ ๓ ในการบังคับใช้ก็คือหมายความว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นที่ กล่าวขวัญกันว่า กระสุนนั้นมีส่วนสําคัญหรือการใช้เงินซื้อเสียงนั้นมีส่วนสําคัญ ถ้าเขตเลือกตั้งเล็กกระสุนก็จะเป็นลูกโดดยิงช้างครับ คือใช้เงินมากแล้วก็ซื้อเอาเพียง ให้ชนะ เมื่อกี้ปัญหาก็คือหมายความว่าขอเพียงชนะ ๑ คะแนน ก็ได้เป็นผู้แทนราษฎร แม้คนที่ได้ที่ ๒ ที่ ๓ ถ้าเอาคะแนนมารวมกันแล้วจะเป็นเสียงข้างมากที่แท้จริงนะครับ คนที่ได้เป็นผู้แทนราษฎรนี่ไม่ใช่เสียงข้างมากนะครับ เป็นแต่เสียงที่ชนะเขาเท่านั้นเอง ถ้าเอาที่ ๒ ที่ ๓ มารวมแล้วที่ ๒ ที่ ๓ เป็นเสียงข้างมากมากกว่า ฉะนั้นถ้าเขตเล็ก ซื้อคะแนนเสียงได้ง่าย ถ้าเขตใหญ่ซื้อคะแนนเสียงได้ยาก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นจุดดีจุดด้อย ซึ่งคณะกรรมาธิการมิได้ลงมติว่า อันไหนดี อันไหนไม่ดี เพียงแต่ว่ามันเป็นปัญหา หรือไม่เป็นปัญหา
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกตั้งนั้นจะต้องประหยัด งบประมาณ ทั้งประหยัดงบประมาณรัฐและประหยัดงบประมาณของผู้หาเสียงเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมมีคําถามว่าทําไมต้องทําบัตรเลือกตั้ง ๒ บัตร เช่น กาพรรค แล้วก็กาคน บอกว่า ชอบพรรค ไม่ชอบคน ชอบคน ไม่ชอบพรรค ถ้าพิมพ์บัตรพรรค ใช้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าพิมพ์บัตรคนใช้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องใช้งบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าพิมพ์บัตรเพียงใบเดียวให้กาคนแล้วก็นับแต้มของคนสังกัดพรรคใดก็นับแต้ม ให้พรรคนั้น ท่านประธานครับ จะประหยัดเงินไหมครับ แล้วพรรคก็เลือกคนที่ดี ๆ มาลง ถ้าคนไม่ดีพรรคก็คัดออกอย่างนี้จะดีหรือไม่ ผมมีความคิดอย่างนี้นะครับ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมคือ ความประสงค์ของผม ถ้ามีการเสนอญัตติขึ้นมาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้ทั้งจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง หรือเขตเลือกตั้งหนึ่งให้มีผู้แทนราษฎรระหว่าง ๓-๕ คน ถ้าจังหวัดเล็กมี ๑ คน ก็ ๑ คน ๒ คน ก็ ๒ คน แต่ถ้าจังหวัดใหญ่ก็ ๓-๕ คน ๓ คน ๔ คน หรือ ๕ คน หรือทั้งจังหวัด เป็ นเขตเลือกตั้ง จะตอบคําถามตรงนี้ครับ ทุกคะแนนเสียงมีความหมายครับ นั่นหมายความว่าแต่ละพรรค สมมุติจังหวัดสกลนครมันชัดเจนเพราะว่าเป็นจังหวัด ของผมเอง มีผู้แทนราษฎร ๗ คน พรรคประชาธิปัตย์ก็ส่ง ๑-๗ คน พรรคเพื่อไทยก็ส่ง ๘-๑๕ คน พรรคภูมิใจไทยก็ส่ง ๑๖-๒๑ คน ทุกพรรคเรียงกันไป แต่ประชาชน ๑ คน ให้ลงคะแนนเลือกผู้แทนราษฎรได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กา ๗ คน นั่นคือทุกคนมี ๑ ผู้แทนราษฎรเท่ากัน เสร็จแล้วก็เอาคะแนนของทีมแต่ละพรรคมารวมกันไปนับเป็นแต้ม ของพรรค ใช้บัตรบัตรเดียวไม่ต้องให้คนแก่ต้องมาหยิบ ๒ บัตร ในขณะเดียวกันเมื่อเอา คะแนนของในจังหวัดนั้นมารวมกันแล้วก็หารออกเป็ นสัดส่วนว่า ท่านมีคะแนนของ พรรคท่านจํานวนเท่าไรก็หารออกมาเป็นสัดส่วน เช่น พรรคเพื่อไทยอาจจะได้ผู้แทนราษฎร ๔ เก้าอี้ พรรคประชาธิปัตย์เอาไป ๒ เก้าอี้ พรรคภูมิใจไทยเอาไป ๑ เก้าอี้ คะแนนของ พรรคอื่นที่ด้อยลงมาก็เอาไปรวมทั้งประเทศนี่ก็จะประหยัดงบประมาณไม่ต้องทําบัตร ๒ ใบ ทุกคนมี ๑ คะแนนเสียง ถ้าท่านจะซื้อคะแนนเสียงต้องซื้อทั้งจังหวัด มีปัญญาซื้อ ซื้อครับ เชิญเลยครับ แต่ซื้อแล้วก็ไม่แน่ว่าท่านจะได้เป็นผู้แทนราษฎร เพราะท่านต้องมา เรียงลําดับว่าในพรรคเดียวกันท่านเป็นคนที่ได้คะแนนมากที่สุดอยู่ลําดับที่ ๑ อยู่ลําดับที่ ๒ อยู่ลําดับที่ ๓ หรืออยู่ลําดับที่ ๔ ตรงนี้ก็จะทําให้คนซื้อคะแนนเสียงถ้าซื้อแล้วไม่มั่นใจว่า จะได้เป็นผู้แทนราษฎรก็หยุดซื้อครับ เราไม่ห้ามประชาชนขายเสียงแต่เราสกัดคนซื้อว่า ซื้อแล้วไม่ให้มีผล ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นความเห็นส่วนตัวของผมไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการคือ อยากให้เขตเลือกตั้งเป็นเขตที่มีผู้แทนราษฎรระหว่าง ๓-๕ คน ถ้าเอาทั้งจังหวัดอาจจะ ใหญ่เกินไปเช่นจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็คํานวณคะแนนแบบสัดส่วน ใช้บัตรใบเดียว ทุกคนลงเลือกผู้แทนราษฎรได้ทําเครื่องหมายกากบาทกากบาทเดียว ขอบคุณครับ ท่านประธาน