สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการประกันรายได้ของเกษตรกร โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปภาคเกษตรให้เกษตรกรเข้มแข็ง พ้นจากภาวะหนี้สินและพ้นจากภาวะความยากจน และระบุว่าประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายในการเข้าถึงการดูแลของเกษตรกร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูประบบการจัดการข้าวไทย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งออกข้าวให้ได้ 9-9.5 ล้านตันในปีนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับ มอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นกระทู้ถาม เรื่องความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งกระผม ใคร่ขอเรียนชี้แจงต่อข้อซักถามในเบื้องต้นดังนี้นะครับ รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะปฏิรูป ภาคเกษตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมาที่เรายังไม่เคยมี การปฏิรูปทั้งโครงสร้างและระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าอาชีพเกษตรกรนั้นจะต้อง สามารถยืนอยู่ได้ด้วยกําไรไม่ใช่ขาดทุน และต้องทําให้เกษตรกรเข้มแข็ง พ้นจากภาวะ หนี้สินและพ้นจากภาวะความยากจน เพราะฉะนั้นจึงได้ออกแบบระบบเพื่อทดแทน การประกันการจํานําซึ่งเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่องมาในทุกรัฐบาล ดังนั้นการออกแบบ ระบบดังกล่าวนั้นจึงได้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งในส่วนของภาควิชาการ ในส่วนของภาคราชการและโดยเฉพาะความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และองค์กรเกษตรกร ระบบดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นการนํามาใช้ครั้งแรกในฤดูการผลิต ปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ในพืชเศรษฐกิจ ๓ ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสําปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยตั้งเป้ำหมายไว้ว่าเราจะต้องให้เกิดความเสมอภาค เกษตรกรที่ประกอบอาชีพเพาะปลูก พืชเศรษฐกิจ ๓ ชนิดดังกล่าวจะต้องได้รับความเสมอภาคที่เรียกว่าฝนตกต้องทั่วฟ้ำ ดังนั้นการดําเนินการในปีที่ผ่านมาจึงสรุปได้ดังนี้นะครับว่า สําหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น มีเกษตรกรที่ได้ทําสัญญากับทาง ธ.ก.ส. ในระบบประกันรายได้เกษตรกรนั้น จํานวน ๓๙๓,๘๕๓ ราย และมีการใช้สิทธิและได้รับการชดเชยไปแล้วคิดเป็ น ๙๑ เปอร์เซ็นต์หรือจํานวน ๓๖๕,๙๓๓ ราย เป็นวงเงินที่ตกถึงครอบครัวของเกษตรกร ชาวไร่ข้าวโพด ๕,๔๔๘ ล้านบาท สําหรับมันสําปะหลังนั้นเป็นพืชเศรษฐกิจที่เข้าอยู่ ในระบบการประกันรายได้อีกชนิดหนึ่ง มีเกษตรกรที่เข้าทําสัญญากับ ธ.ก.ส. จํานวน ๔๓๐,๓๗๗ รายหรือคิดเป็ น ๙๖ เปอร์เซ็นต์ ได้รับการจ่ายเงินชดเชย จํานวน ๒๒๒,๙๐๓ ราย คิดเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือเป็นวงเงิน ๑,๕๕๐ ล้านบาท เนื่องจากว่าราคามันสําปะหลังในตลาดนั้นสูงกว่าราคาเกณฑ์อ้างอิง สําหรับข้าวเปลือกนาปี ซึ่งเป็นโครงการประกันในรอบที่ ๑ มีเกษตรกรชาวนาที่ได้ทําสัญญากับ ธ.ก.ส. จํานวน ๓,๒๖๒,๙๙๖ ราย คิดเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ และได้รับการจ่ายเงินชดเชย ๒,๕๔๙,๑๐๐ ราย หรือคิดเป็น ๗๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นวงเงินที่ชาวนาได้รับการชดเชยทั้งสิ้น ๒๓,๙๕๙ ล้านบาท สรุปโดยรวมก็คือว่าภายใต้ระบบประกันรายได้ของรัฐบาลที่ได้ดําเนินการเป็นครั้งแรก ในการปฏิรูปโครงสร้างและระบบเกษตรกรของเรานั้น มีเกษตรกรที่ได้ทําสัญญากับ ธ.ก.ส. คิดเป็นยอดรวมทั้งสิ้น ๔,๘๐๗,๒๒๖ ราย แล้วได้รับการจ่ายเงินชดเชยในส่วนต่างของ ราคาตลาดและราคาเกณฑ์อ้างอิง ๓,๑๓๗,๙๓๖ ราย คิดเป็นเงินชดเชยที่รัฐบาลได้ส่ง ตรงไปถึงบัญชีของเกษตรกรทั้งสิ้น ๓๐,๙๕๘ ล้านบาท เปรียบเทียบกับโครงการรับจํานํา ในฤดูการผลิตในปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่ามีเกษตรกรเพียง ๘๘๐,๐๐๐ ราย เท่านั้นในพืชเศรษฐกิจ ๓ ชนิดดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการบรรลุเป้ำหมายต่อการให้เกษตรกร สามารถเข้าถึงการดูแลช่วยเหลือประกันรายได้ให้กับเกษตรกรนั้นได้เพิ่มขึ้นจาก ๘๐๐,๐๐๐ ราย เป็น ๓,๐๐๐,๐๐๐ ราย นั่นคือ

เป้ำหมายประการที่ ๑ ที่ประเมินแล้วเห็นว่าเราได้บรรลุต่อการเข้าถึง ในการที่ให้เกษตรกรได้รับการดูแลในเรื่องของการประกันรายได้

ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของเป้ำหมายทางการตลาด ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นเรามีสถานภาพในการเป็นแชมป์ โลกของการส่งออกข้าวถือเป็นอันดับ ๑ มาเป็นเวลาร่วม ๒๐ ปี แต่ว่ารัฐบาลได้ประเมินและวิเคราะห์เห็นว่าภายใต้ระบบ การจํานําข้าวและพืชต่าง ๆ ในอดีตนั้นจะมีผลทําให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศไทยลดน้อยลง จะทําให้ประเทศไทยนั้นถ้าปล่อยเอาไว้โดยไม่มีการปฏิรูประบบ ครั้งใหญ่เราจะเสียแชมป์ ให้กับประเทศอื่น และขณะเดียวกันกลไกตลาดทั้งใน และต่างประเทศก็บิดเบือน รวมไปถึงโครงสร้างต้นนํ้ายันปลายนํ้า ตั้งแต่เกษตรกร ผู้เพาะปลูกไปถึงโรงสี หรือว่าลานมัน ลานข้าวโพด จนกระทั่งไปถึงผู้ส่งออก ก็ประสบปัญหาในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพเพราะไปเน้นเชิงปริมาณเพื่อให้ได้รับ ผลตอบแทนในเรื่องโครงการรับจํานําประกอบกับตัวผลิตภัณฑ์เองก็ด้อยคุณภาพลงไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นปัญหาวิกฤติและรัฐบาลเห็นว่าถ้าปล่อยให้สภาพดังกล่าวดําเนินไปเช่นนี้ ก็จะเกิดผลกระทบอย่างยิ่งต่อประเทศไทย โดยเฉพาะท้ายที่สุดผลกระทบก็จะตกมาสู่ ตัวเกษตรกรชาวนาชาวไร่ชาวสวนในท้ายที่สุด แต่หลังจากที่เราได้ดําเนินการ ตามเป้ำหมายเพื่อให้กลไกตลาดนั้นสามารถทํางานได้และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน โดยเฉพาะการส่งออกข้าวของเรา ปรากฏว่าในปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะต้อง เผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจและเผชิญปัญหาการตลาด ซึ่งเป็นผู้นําเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวจากประเทศไทย แต่เราสามารถส่งออกได้บรรลุและเกินเป้ำหมายที่ตั้งไว้ คือ ๘.๕ ล้านตัน ในปี นี้ต้องเรียนว่า เราได้ตั้งเป้ำหมายในการที่จะส่งออกให้ได้ ๙-๙.๕ ล้านตัน และมีการคาดหมายจากต่างประเทศหลายสถาบันว่าประเทศไทย จะสามารถส่งออกได้ถึง ๑๐ ล้านตันข้าวสาร ในขณะที่คู่แข่งของเราที่เป็นผู้ส่งออก อันดับ ๒ ของโลกเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะเวียดนามในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ปรากฏว่า การส่งออกของเวียดนามลดลงไปถึง ๘๓ เปอร์เซ็นต์ ราคาข้าวของเวียดนามลดตํ่าลงไป เป็นจํานวนมาก จนกระทั่งทางการเวียดนามต้องประกาศราคาพื้นฐานคือฟลอร์ ไพรซ์ (Floor price) แต่ก็ไม่สามารถที่จะพยุงราคาดังกล่าวได้ ในขณะที่ปริมาณการส่งออกของเรา ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม นั้นได้เพิ่มขึ้น ๗.๔๘ เปอร์เซ็นต์ และในราคา ที่สูงกว่าประเทศเวียดนามคือเฉลี่ยประมาณตันละ ๕๐๗ เหรียญ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในเป้ำหมายที่ ๒ ในการให้กลไกตลาดและขีดความสามารถในการส่งออกเพื่อรักษา ความเป็นแชมป์ โลกและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของเรานั้นได้บรรลุเป้ำหมาย กระผมเชื่อว่าในการปฏิรูประบบและโครงสร้างภาคเกษตรครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ว่ารัฐบาลยังได้ดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งแม้จะ ถูกตําหนิติเตียนหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านที่ยังขาดความเข้าใจ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏว่ารัฐบาลได้ดําเนินการขับเคลื่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับภาคอื่นของเรานั้นทั้งในระยะกลางและระยะยาวด้วย ด้วยการประกาศนโยบาย เมกะโปรเจกต์ (Magaproject) ทางด้านการชลประทาน ซึ่งยังไม่มีรัฐบาลที่ได้ประกาศ ความชัดเจน และประกาศทิศทางและเป้ำหมายชัดเจนเช่นนี้มาก่อน รวมทั้งการใช้กลไก ในเรื่องของงบประมาณและโครงการที่สนับสนุนในการขยายพื้นที่ชลประทานและพื้นที่ นํ้าชลประทานเข้าไม่ถึงเพื่อให้มีแหล่งนํ้าในไร่นา สิ่งนี้เองคือสิ่งที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งในปัจจุบันนั้นเป็นจุดอ่อนที่ทางรัฐบาลได้ประเมินแล้วว่าถึงแม้เราจะได้นําระบบ การประกันรายได้เข้ามา แต่ว่าการประกันรายได้นั้นจะอิงอยู่กับเรื่องของผลผลิตต่อไร่ ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเปลือกนาปี ข้าวเปลือกนาปรัง ข้าวเหนียว เป็นต้น ดังนั้นผลผลิตต่อไร่จึงเป็นหัวใจสําคัญในการเพิ่มรายได้ ถ้าผลผลิตต่อไร่สูง คูณเข้าไปจากราคาตลาดหรือราคาเกณฑ์อ้างอิงก็จะทําให้เกษตรกรนั้นได้รับรายได้ ที่เพิ่มขึ้น หัวใจของการประกันรายได้อยู่ที่เกษตรกร อยู่ที่รายได้ อยู่ที่อาชีพ เกษตรกร จะต้องเข้มแข็ง รวมไปถึงเรื่องการลดต้นทุนซึ่งเป็นจุดอ่อนอีกประการหนึ่ง เพราะว่าต้นทุน การขนส่งหรือเรียกว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศไทยนั้นอยู่ในลําดับ ที่เกณฑ์สูงกว่าปกติ ดังนั้นทําให้ขีดความสามารถในเรื่องการแข่งขันของเรานั้นลดตํ่าลง การลดต้นทุนโลจิสติกส์จึงเป็นเรื่องสําคัญ เมกะโปรเจกต์ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จึงได้เน้นอีกสาขาหนึ่งก็คือเรื่องของการลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องของระบบราง ระบบนํ้า และระบบถนนในชนบท ซึ่งจะช่วยทําให้ค่าขนส่ง ผลผลิตทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นานั้นถูกลงมาและจะทําให้ต้นทุนของเกษตรกรนั้น ตํ่าลงมาและช่วยเพิ่มรายได้ในอีกทางหนึ่ง อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ท่านจะเห็นว่าในกระบวนการดังกล่าวนั้นเป็นกระบวนการซึ่งรัฐบาลได้มองไม่ใช่เฉพาะ ในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้าง ในเรื่องของรายได้เกษตรกรเท่านั้น แต่ได้คํานึงถึงการเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ และการดําเนินการทันทีด้วยแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในการขับเคลื่อน ในเรื่องของการขยายพื้นที่ชลประทาน เพราะนํ้าคือชีวิตของเกษตรกร นํ้าคือโอกาสของ เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาชาวสวนหรือว่าปศุสัตว์ก็ตาม รวมไปถึงในเรื่องของ การอํานวยความสะดวกทางการค้า การขนส่ง ผลผลิตทางการเกษตรจากท้องนาท้องไร่ มาสู่ตลาดทั้งตลาดในท้องถิ่น ตลาดในภูมิภาค ตลาดสี่มุมเมือง และไปสู่การส่งออก นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่ายังไม่มีรัฐบาลใดที่กล้าดําเนินการ ที่บอกกล้าดําเนินการก็เพราะว่าเรา ดําเนินการในภาวะที่หลายคน หลายประเทศ นั้นอยู่นิ่งและระมัดระวังรักษาตัวในภาวะ ที่ต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ด้วยการดําเนินการนโยบายทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ถูกต้อง ในที่สุดเราสามารถฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติและก้าวพ้นวิกฤติ เว้นแต่ว่าปัจจัยเสี่ยง ทางการเมืองจะซํ้าเติมทําให้ประเทศย้อนกลับไปสู่วิกฤติอีกครั้งหนึ่ง นั่นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่าย จะต้องตระหนัก สําหรับประเด็นในเรื่องของปัญหาที่ยังมีอยู่ที่จําเป็นจะต้องมีการปรับปรุง ซึ่งผมเข้าใจว่าคงจะเป็นคําถามต่อ ๆ ไปนะครับ ดังนั้นผมจะตอบเฉพาะในประเด็นแรก ในการประเมินมาตรการและนโยบายในเรื่องประกันรายได้เกษตรกรในเบื้องต้นไว้เท่านี้ ก่อนครับ