ชัย ชิดชอบ หารือเรื่องนโยบายประกันรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีการพูดถึงผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการนี้ และเชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา
เชิญ แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้มอบหมาย ให้ท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ได้มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามในวันนี้นะคะ ดิฉันกราบเรียนว่า เมื่อวันที่ดิฉันได้ยื่นกระทู้ถามนั้น ตามที่ดิฉันเขียนในกระทู้ถามดิฉันทราบดีว่านโยบาย ประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรนั้นเป็ นความตั้งใจแล้วก็เป็นความกล้าหาญ เป็นการทุ่มเททํางานหนักของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นที่พืชหลัก ๓ ชนิดคือ ข้าว ข้าวโพด และมันสําปะหลัง เวลาผ่านไปขณะนี้ ก็เริ่มขับเคลื่อนโครงการมาได้ประมาณ ๑ ปี โครงการเริ่มจริง ๆ ก็เริ่มกรกฎาคม แต่ว่าได้เริ่มพัฒนาโครงการแล้วก็ผลักดันไปนั้นก็ครบ ๑ ปี เป็น ๑ ปีที่ดิฉันยอมรับนะคะว่า จากการที่ได้รับฟังพี่น้องเกษตรกรหรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนติดตาม จากสื่อที่ปรากฏเป็นที่ยอมรับว่าโครงการนโยบายประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรนั้น เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง เมื่อวานนี้สื่อทาง ธ.ก.ส. ก็ได้ สรุปมาแล้วว่านโยบายนี้เป็นที่ตรงเป้ำหมาย เกษตรกรส่วนใหญ่ ๗๐-๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มีความพึงพอใจ แต่เนื่องจากเป็นโครงการใหม่เป็นนโยบายใหม่ที่เป็นการปรับเปลี่ยน ครั้งใหญ่ที่ดิฉันบอกว่าเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลที่ได้ปรับเปลี่ยนจากโครงการจํานํา สินค้าเกษตรมาเป็นประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร เมื่อมันเป็นเรื่องใหม่ก็เหมือนกับ รัฐบาลต้องบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ แต่ว่าเป้ำหมายนั้นชัดเจนว่าอยู่ที่การช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกร ดิฉันได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดผ่านสื่อว่า นโยบายนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ดิฉันจึงคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ เมื่อมันเป็นเรื่องใหม่แล้วก็ยังไม่มีความคุ้นเคยก็เลยก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ในขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ติดตามตั้งแต่เริ่มมีส่วนร่วมพัฒนา โครงการ ตั้งแต่การคํานวณต้นทุนการผลิต จนกระทั่งได้รับมอบหมายให้เป็นคณะทํางาน ติดตามนโยบาย จึงมีปัญหาที่ได้รับเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรผ่านเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลจากทั่วประเทศ วันนี้กระทู้ถาม ของดิฉันแม้จะถามให้กับพี่น้องชาวลพบุรี แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่จังหวัดลพบุรีที่ดิฉันใกล้ชิดมากก็เพราะว่ามีพืชหลักทั้ง ๓ ชนิด ก็คือ ข้าว ข้าวโพด และมันสําปะหลัง ดังนั้นสิ่งที่จะสะท้อนให้รัฐบาลได้รับทราบ แล้วก็ เพื่อให้ก้าวเดินต่อไปของนโยบายในปีที่ ๒ ก้าวต่อไปได้บรรลุผลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดิฉันขอเรียนถามทางรัฐบาลว่า ขณะนี้แม้ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงของการขึ้นทะเบียน การประชาคม การจ่ายเงินชดเชย ได้มีการรับทราบ แล้วก็มีการคลี่คลายปัญหาไปเกือบหมดแล้ว ดิฉันกราบเรียนว่าเกือบหมดแล้ว เพราะว่า ในบางจุดก็ยังมีบ้างที่การแก้ไขปัญหานั้นยังทําไม่ได้เพราะว่าติดเงื่อนไข อย่างเช่น ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่จังหวัดลพบุรีก็จะมีทั้งคนที่มีความตั้งใจ เกษตรกรตั้งใจ ทําตามกติกาเลยนะคะ มีความสนใจอยากจะมาเข้าร่วมขึ้นทะเบียนแต่ก็ยังไม่มีโอกาส ถามว่าเพราะเหตุใด ปัญหาทุกอย่างต้องไปดูที่สาเหตุ ดิฉันได้ประมวลปัญหาและสาเหตุ เอาไว้ อันดับ ๑ เลยก็คือ เรื่องข้อจํากัดของบุคลากร ข้อจํากัดในที่นี้หมายถึงบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ที่มีจํานวนน้อย และต้องทํางานแข่งกับเวลา ทุกฝ่ายแม้ว่าจะได้ทุ่มเทสรรพกําลังอย่างเต็มที่แต่ว่ามันมี ข้อจํากัดจริง ๆ ทํางานแข่งกับเวลาแล้วคนน้อยก็เลยอาจจะมีข้อตกหล่นไปบ้าง ศักยภาพ ของเจ้าหน้าที่ก็มีความแตกต่างกันนะคะ ความทุ่มเทและความสามารถในการชี้แจง ทําความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรหรือว่าผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่เหมือนกัน บางตําบลเจ้าหน้าที่ เกษตรตําบลได้มีความเข้าใจแล้วก็ทุ่มเทชี้แจงเอาใจใส่ พี่น้องเกษตรกรก็สามารถ มาเข้าร่วมโครงการได้เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่บางพื้นที่อาจจะเป็นเพราะว่าสภาพพื้นที่ ที่มีความต่าง ชาวไร่กับชาวนานี้ต่างกันนะคะ เพราะว่าวิถีชีวิตก็มีความต่าง ชาวไร่นี่ บ้านเขาจะอยู่ห่างกันยากที่จะรวมตัวจะมาทําประชาคม แต่ชาวนามักจะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน เพราะฉะนั้นดิฉันก็เห็นใจนะคะไม่ได้โทษเจ้าหน้าที่ แต่ว่าเนื่องจากมันมีปัจจัยของความต่าง ทําให้ความสามารถในการถ่ายทอดแล้วก็การชี้แจงการทําประชาคมของเจ้าหน้าที่ทําได้ ไม่ทั่วถึงทําให้เกษตรกรเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ ดิฉันก็กราบเรียนว่าทั้งหลายทั้งปวงที่ดิฉันยกตัวอย่างมา เพราะว่าเวลาก็มีจํากัด ว่าขั้นตอนของการขึ้นทะเบียน ขั้นตอนการทําประชาคม การจ่ายเงินชดเชย มันจะมี เรื่องราวมากมาย เมื่อรัฐบาลเริ่มต้นดําเนินโครงการ เราเริ่มรับงานมา จัดตั้งรัฐบาล เดือนมกราคม รัฐบาลก็ทํางานหนักภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองด้วย ขณะนั้นรัฐบาลต้องผลักดันนโยบายหลายเรื่องที่จะลดรายจ่ายแล้วก็เพิ่มรายได้ แล้วก็ ขยายโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ดิฉันก็เชื่อมั่นว่านโยบายประกันรายได้นั้นก็สอดคล้อง ตามหลักการนี้ ก็คือเป็นการเพิ่มรายได้แล้วก็กระจายโอกาส นอกจากนั้นดิฉันก็เชื่อมั่นอีกว่า รัฐบาลเองมีความตั้งใจเพราะสโลแกน (Slogan) ที่ออกมาในระยะแรกก็บอกว่าเป็นนโยบาย ที่รัฐประกันรายได้ เกษตรกรไทยเข้มแข็ง รัฐประกันรายได้ กําไรแน่นอน ดิฉันเองก็ยังไป สื่อสารในพื้นที่ว่านโยบายนี้รัฐบาลมีความจริงใจก็คือรัฐบาลประกันรายได้เพื่อเกษตรกร ไทยเป็นความจริงใจของรัฐบาล ดังนั้นก่อนที่จะได้ให้ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบคําถาม ของดิฉัน ดิฉันยืนยันว่าดิฉันถามกระทู้ถามนี้ด้วยความเข้าใจว่ารัฐบาลนั้นมีความตั้งใจ อย่างแท้จริง เป้ำหมายชัดเจนแต่ว่ามันเป็นเรื่องใหม่ก็เลยจะต้องทํางานหนักแล้วก็มี ปัญหาอุปสรรคมากมาย ดิฉันขอเรียนถามว่าบัดนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบ ๑ ปี รัฐบาล ได้สรุปบทเรียนจากการทํางานในขั้นตอนต่าง ๆ ในโครงการประกันรายได้ ในทุกขั้นตอน ได้สรุปบทเรียนประมวลไว้บ้างหรือยังว่ามันมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดบ้าง แล้วเหตุไฉน มาตรการที่รัฐบาลจะเอามาช่วยเสริม มาตรการเสริมไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซง การรักษา เสถียรภาพราคา ทําไมมันยังไม่บังเกิดผลเต็มที่ เหตุใดยังมีข่าวพี่น้องเกษตรกรยังต้อง ออกมาชุมนุมเรียกร้องปัญหาเรื่องราคาข้าวตกตํ่า อันนี้เป็ นสิ่งที่สะท้อนว่า นโยบายดี เป้ำหมายชัดเจน แต่ยังมีปัญหาในขั้นตอนการปฏิบัติ และก้าวต่อไปของรัฐบาลที่จะเดิน ต่อไปในปีที่ ๒ นี้ทําให้มันเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น รัฐบาลมีการเตรียมการ อย่างไร ดิฉันขอเรียนถามในเบื้องต้นค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ตอบ