สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่ององค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างและรูปแบบการออกกฎหมายที่อาจกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรนี้ และเรียกร้องการจัดสรรเงินอุดหนุนให้มากขึ้น เพื่อให้องค์กรนี้สามารถดำเนินงานได้อย่างอิสระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ องค์การ อิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีแนวคิดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต่อด้วยรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ต้องการเห็นองค์กรอิสระขึ้นมาคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อทําหน้าที่ให้ความเห็นต่อ นโยบายมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเปึนอิสระ ไม่ถูกบังคับด้วยเงื่อนไขของ ฝ์ายบริหาร ฝ์ายการเมือง พูดง่าย ๆ ก็หมายความว่าต้องการเห็นผู้บริโภคขึ้นมาดูแล ผู้บริโภคกันเอง ไม่ใช่ให้การคุ้มครองผู้บริโภคนั้นถูกผูกขาดโดยหน้าที่หน่วยงานของรัฐ นี่คือหลัก ในปัจจุบันนี้เราจะรู้สึกว่าการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีความสําคัญไม่น้อยกว่า การให้ความยุติธรรม ความเปึนธรรมกับบุคคลในสังคม ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณาดู ร่างกฎหมายนี้ที่ต้องการเห็นองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ผมดูร่างพระราชบัญญัติ ของรัฐบาลเปรียบเทียบกับร่างพระราชบัญญัติของประชาชนที่เข้าชื่อกันเสนอมา ก็มีความเปึนห่วง ห่วงตรงที่บอกว่าเนื่องจากวัตถุประสงค์การที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่า ต้องการเห็นองค์กรนี้เปึนอิสระ ผมเกรงว่าความเปึนอิสระซึ่งเปึนเรื่องสําคัญนี่นะครับ มันจะมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าเราวางโครงสร้าง วางรูปแบบการออกกฎหมายที่ไม่ดี ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้ครับท่านประธาน

เรื่องแรก ก็คือการกําหนดให้องค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเปึนใคร ซึ่งเปึนต้นตอของต้นเรื่องทั้งหมดที่จะมาเปึนผู้คุ้มครอง ในร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลนั้น ก็กําหนดไว้เพียงว่า เปึนคณะบุคคลที่เปึนตัวแทนองค์กรที่ทําธุรกิจด้านคุ้มครองผู้บริโภค มาไม่น้อยกว่า ๒ ป้ ผมถามว่าทํามาแค่ ๒ ป้พอหรือยังที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเปึน ผู้ที่สนใจใส่ใจที่จะดูแลคุ้มครองผู้บริโภค และการที่กําหนดเพียงแค่ ๒ ป้ ผมยังนึกต่อไป มันก็น่าห่วงเหมือนกันถ้าหากว่าทางกลุ่มบริษัทที่หากําไร ถ้ารู้ว่ามันจะมีปัญหาเรื่อง การคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาเกี่ยวมันยุ่งมาก เขาอาจจะคิดเอาตัวบุคคลของเขาเอง เอาพนักงานของเขาเองไปตั้งเปึนองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซ้อนขึ้นมา แล้วสุดท้ายผู้บริโภคที่แท้จริงก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง ส่วนในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับของประชาชนถึงแม้จะกําหนดว่าจะต้องมีประสบการณ์มา ๒ ป้เหมือนกัน แต่ว่า ก็ยังมีข้อที่ดีเพิ่มขึ้นกว่าของรัฐบาลก็คือว่าองค์กรเหล่านี้ต้องมีประสบการณ์ ความรู้ ในงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเปึนที่ประจักษ์ นี่คือข้อแตกต่างที่มันเห็นได้ชัดเจนว่า ๒ อันนี้เริ่มต้นจากดูเหมือนว่าเราจะได้องค์กรที่มาทําหน้าที่ขณะนี้อย่างเปึนอิสระหรือไม่

ข้อสังเกตต่อไปครับท่านประธาน ที่สําคัญคือคณะกรรมการที่จะมาเปึน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในฉบับของรัฐบาลก็กําหนดไว้เรียกว่ามีคุณสมบัติหลายอย่าง แต่ว่าคุณสมบัติด้านคุ้มครองผู้บริโภค รัฐบาลบอกเพียงว่าเปึนผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ก็กําหนดไว้เพียงแค่นี้ที่ทําให้ผมตามไปดูว่าแล้วใครบ้าง ที่เปึนพวกผู้ประกอบธุรกิจ เปึนภาคธุรกิจเองใช่ไหมที่มาประกอบจัดตั้งเปึนกลุ่มขึ้นมา เพื่อจะคุ้มครองผู้บริโภค ในขณะที่ฉบับของประชาชนครับท่านประธาน ถ้าจะไปเขียนไว้ ในมาตรา ๖ ฉบับของประชาชน เขายังบอกว่า เมื่อสักครู่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าจะต้อง มีประสบการณ์ มีผลงานเปึนที่ประจักษ์นะครับ และถ้าเปึนพนักงานของบริษัทต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เขาก็ต้องบอกว่าต้องพ้นจากตําแหน่งเหล่านั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ป้ นี่คือเริ่มต้นของคนที่จะมาทําหน้าที่อย่างเปึนอิสระ นี่ข้อสังเกตนะครับ วิธีการได้มา ซึ่งของคณะกรรมการนี้ได้มาอย่างไร วิธีการได้มาก็เปึนเรื่องสําคัญในการคัดเลือกบุคคล ถ้าวิธีการได้มานั้นมันถูกแทรกแซง ถูกกําหนดโดยคนอื่นนะครับ ความเปึนอิสระก็จะมีน้อย หรือไม่มี ในร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลได้ให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิก คุณเปล่งมณีได้พูดไปแล้วว่าคณะกรรมการสรรหาตาม ร่างของรัฐบาลจะเปึนคณะกรรมการในซีกภาครัฐเปึนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเมื่อกรณีนี้ ไปสรรหาคนมาก็ไม่พ้นคนที่จะมาเปึนกรรมการก็จะอยู่ในแวดวงคนที่จะมีอยู่ภายใต้ อิทธิพลหรือภายใต้การกดดันจากภาครัฐเปึนส่วนใหญ่ ขณะที่ร่างของประชาชนบอกให้ องค์กรผู้บริโภคนี้มาประชุมแล้วเลือกกันเอง อันนี้ผมเห็นชัดว่ามันดีกว่าอย่างแน่นอนครับ

ข้อสังเกตอันต่อไปท่านประธานครับ การกําหนดวิธีการได้มา เนื่องจาก รัฐบาลบอกว่ามีการสรรหา ประชาชนบอกว่าเลือกกันเองนะ แล้วการสรรหาบอกว่า ๘ ป้ ๑๕ คน รวมประธานเปึน ๑๕ คน ในการกําหนดวิธีการได้มานะครับ ของรัฐบาล บอกให้เลือกกันเองกลุ่มหนึ่ง ๗ คน เลือกจากเขต เขตละ ๑ คน พอไปบอกเขตละ ๑ คน ผมก็ดูว่าเขตนี้เข้ามาจากไหน ก็ไปบอกว่าบอกให้แบ่งประเทศนี้เปึน ๘ เขตนะครับ ท่านประธาน แล้วแต่ละเขตก็ให้มีประชาชนใกล้เคียงกันด้วย ผมก็นึกดูแล้วว่าทําไม ต้องไปกําหนดว่าจะต้องมีถึง ๘ เขต จังหวัดที่เขตติดต่อกันมีจํานวนประชากรแต่ละเขต ใกล้เคียงกัน ทําให้ผมนึกถึงว่า ๘ เขตเหมือนกับเขตที่จะเลือก ส.ส. แบบสัดส่วน แล้วเอาเรื่องผู้บริโภคถอดแบบมาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร และในแต่ละเขตนั้นมีองค์กร ผู้บริโภคอยู่หรือเปล่า และไม่มีทําอย่างไรล่ะ หรือมีน้อย เห็นไหมครับ คือนึกไม่ถึงว่า ผู้ยกร่างอาจจะคิดไม่ออก หรือว่าเมื่อคิดไม่ออกก็เอาแบบการเลือกตั้งนี่ละง่าย ๆ ขึ้นมา อย่างนี้ มันน่าจะมีปัญหาตามมามากท่านประธานครับ นี่ผมอยากตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ

ข้อสังเกตต่อไปที่สําคัญท่านประธานครับ เรื่องการทํางานของคณะกรรมการ ในร่างของรัฐบาล ๑๕ คนเปึนคณะกรรมการทํางานไม่เต็มเวลา สุดท้ายก็จะไม่ต่างจาก คณะกรรมการทั้งหลายที่มีอยู่ และสุดท้ายคณะกรรมการอิสระนี่แหละก็จะกลายเปึนเพียง คณะอนุกรรมการชุดหนึ่งของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดย สคบ. จะพัฒนาไป อย่างนั้นแน่นอนถ้ายังเปึนอยู่อย่างนี้ ในขณะที่ร่างของภาคประชาชนบอกว่าขอให้ คณะกรรมการนี้ทํางานเต็มเวลาเพื่อจะทํางานบริหารอย่างเต็มที่ แล้วก็ให้ผู้อํานวยการนั้น ทําหน้าที่เปึนมือเปึนไม้ของคณะกรรมการ นี่ข้อที่มันแตกต่างกันอย่างชัดเจนนะครับ ท่านประธาน

ข้อสุดท้ายที่ผมคิดว่าก็มีความสําคัญไม่น้อยก็คือ การดําเนินงาน ของคณะกรรมการขององค์การนี้ เรามีคน มีเครื่องมือ แต่งบประมาณเอาจากไหน ของรัฐบาลบอกว่าจะให้เงินอุดหนุนเปึนรายป้ ขณะที่ร่างของประชาชนก็บอกว่าเอาละ ให้เงินอุดหนุนมานะแต่ขอให้จัดสรรให้ ๕ บาทต่อหัวของประชากรได้ไหม เรามีพลเมือง ประมาณ ๖๔ ล้านคน คนละ ๕ บาทก็จะได้ประมาณป้ละ ๓๐๐ ล้านบาท ก็พอที่จะ ทํางานได้ นี่คือข้อแตกต่างกันที่มันค่อนข้างจะชัดเจน ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ถ้าดูเฉพาะร่างของรัฐบาลแล้วผมห่วงว่ามันจะอิสระแต่ชื่อ พอลงทํางานแล้วมันก็จะ ไม่อิสระ จะกลายเปึนส่วนหนึ่งของ สคบ. ไป แต่ถ้าเอาร่างของประชาชนขึ้นมาก็จะทําให้ อย่างน้อยมีความเปึนอิสระระดับหนึ่ง ที่สําคัญจะทําให้องค์กรนี้สามารถที่จะทําหน้าที่ ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ได้ เพราะฉะนั้นในชั้นทํางานผมก็หวังว่าคณะกรรมาธิการ จะเอาร่างของประชาชนมาเปึนหลักในการพิจารณาเพื่อจะแก้ไขกฎหมายนี้ต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ