รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท พูดถึงการสร้างองค์กรอิสระที่จะคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน และมองว่าเป็นองค์กรที่มีอํานาจมาก และเป็นดาบสองคม แต่ไม่ควรกลัวที่จะสร้างองค์กรนี้ และไม่ควรให้เกิดบรรยากาศที่ระแวงกัน
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันว่ากฎหมายฉบับนี้ใครชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องออกค่ะ เพราะว่ารัฐธรรมนูญกําหนดเอาไว้ว่าจะต้องมีองค์การอิสระจากหน่วยงาน ของรัฐนี่นะคะ ที่จริงมันเปึนพัฒนาการการเรียกร้องการต่อสู้ของภาคประชาชนที่องค์กร คุ้มครองผู้บริโภคทั้งหลายเขาก็พยายามที่จะช่วยดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แต่ว่าที่ผ่านมามันก็มีปัญหา เขาถึงได้พยายามที่จะเรียกร้องให้มีองค์การหนึ่งขึ้นมา สําหรับที่พี่น้องประชาชนหรือผู้บริโภคจะมีตัวแทนเข้าไปที่จะจัดการดูแลผลประโยชน์ เหล่านี้ทั้งหลาย ที่จริงมันก็จะมีกําหนดเอาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้ว เพียงแต่ว่า ตอนนั้นรัฐธรรมนูญอาจจะกําหนดไม่ค่อยชัด แล้วก็ทําให้มีการถกเถียงกันขึ้นมา แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัติองค์การนี้ก็เลยไม่เกิดขึ้น เพราะว่า สคบ. เองก็พยายามที่จะบอกว่า รัฐธรรมนูญบอกว่าให้มี แต่อยู่ภายใต้ สคบ. หรือว่าอยู่ภายใต้โน่นภายใต้นี่ก็ถกกันอยู่นาน สุดท้ายมาเมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ก็ระบุออกมาค่อนข้างจะชัดเจนว่าให้มี องค์การหนึ่งขึ้นมาต่างหากเลย แล้วก็เปึนอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ส่วนเปึนอิสระแล้ว จะเปึนอย่างไรนี่ ดิฉันว่าเราก็ต้องมานั่งดูกัน ข้อห่วงใยของสมาชิกทั้งหลายดิฉันว่า คณะกรรมาธิการก็คงจะต้องนําไปพิจารณา แล้วก็ไปปรับปรุงแก้ไข ดิฉันไม่ค่อยห่วงค่ะ ตอนนี้จะเห็นว่ากฎหมายทุกฉบับเวลาเข้าไปแล้วพอกลับออกมาเข้าวาระที่สองก็จะแก้ เกือบทุกมาตราเหมือนกัน อันนี้ก็คงต้องแก้มากเพราะว่ามันอาจจะเปึนเรื่องใหม่ แล้วมันก็ จะเปึนข้อถกเถียงในเรื่องแนวความคิดด้วยดิฉันไม่ค่อยเปึนห่วง ถ้าเราบอกว่าองค์การอิสระนี้น่าจะมีอํานาจมากมายมหาศาลหรือมองว่าเปึนดาบสองคม ที่จริงมันก็เปึนดาบสองคมทั้งนั้น ถ้าไม่มีองค์กรนี้เลยแล้วก็มีแต่หน่วยราชการเปึนผู้ปฏิบัติงาน มันก็เปึนบทเรียนของพี่น้องประชาชน ท่านประธานก็จะเห็นว่าตอนนี้ขณะนี้มันก็จะมี ข้อเรียกร้องจากกฎหมายหลายฉบับที่จะให้พี่น้องประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการ ปัญหาต่าง ๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเฉพาะหน่วยงานของรัฐมีปัญหามาก ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันความปลอดภัยในการทํางานของพี่น้องแรงงานเราก็ถกเถียงกันมาเยอะมากเลย แล้วรูปแบบต่าง ๆ มันก็แตกต่างกันออกไป หรือว่ารวมทั้งตอนนี้ที่มีปัญหาก็คือที่ถกเถียงกันอยู่ ก็คือกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข มันก็เปึนอีกมิติหนึ่ง ที่มองเห็นว่าพี่น้องประชาชนเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเปึนธรรม เพียงแต่ว่าจะจัดการ กันอย่างไร รวมทั้งเรื่องของผู้บริโภคด้วย ที่จริงเรื่องของผู้บริโภคมันก็จะมีประเด็นตั้งแต่ เรื่องเล็ก ๆ ตั้งแต่เรื่องลูกอม ทอฟฟ้ื จนกระทั่งไปถึงเรื่องใหญ่ ที่จริงเราก็จะพบว่าองค์กร ด้านคุ้มครองผู้บริโภคถ้าผ่านมาเราจะเห็นผลงานก็เปึนความตั้งใจของกลุ่มองค์กรเหล่านี้ ว่าองค์กรเหล่านี้ก็เคยมีประวัติ มีผลงานที่ปกปัองผลประโยชน์ระดับชาติมาหลายเรื่อง ด้วยเหมือนกัน รวมทั้งเรื่องของการที่จะขายการไฟฟัาอะไรอย่างนี้ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ เขาก็เข้าไปแล้วก็เรียกร้องต่อสู้ แล้วก็ปกปัองผลประโยชน์ของชาติ ดิฉันฟังพี่น้องสมาชิก ด้วยกันแล้วก็อยากจะเรียนว่าก็อย่ากลัวเอ็นจีโอ (NGO) มากนัก เพราะที่จริงแล้วเอ็นจีโอก็เปึน ภาคประชาชนธรรมดา เพียงแต่ว่าถ้าท่านเกรงว่าหลายคนก็บอกว่าคนที่ทํากิจกรรมเหล่านี้ เดี๋ยวก็จะเข้าไปอยู่องค์กรโน้นองค์กรนี้ หรือมองว่าเรียกร้ององค์กรเหล่านี้เพื่อที่ตัวเอง จะเข้าไปนั่งตรงนั้นแล้วก็รับเงินเดือน ดิฉันว่าอย่างนี้มันก็ดูแคลนกันเกินไป แล้วก็ไม่อยากจะ ให้เกิดบรรยากาศที่ระแวงกันอย่างนี้นะคะ เพราะที่จริงหลายท่านก็พูดแล้วว่าถ้าเข้าไปเปึน ถ้าตั้งองค์กรนี้หน่วยงานไหนก็ตามขึ้นมาถ้ามีอํานาจแล้วคุณก็ต้องถูกตรวจสอบ แล้วท่าน ก็ต้องมีโทษด้วย ท่านถูกตรวจสอบแล้วก็ต้องถอดถอนกันได้ด้วยเหมือนกัน ก็ต้องถูกฟัองร้องอะไรได้เหมือนกันเลย ถ้าเข้าไปมีอํานาจมีตรงนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น ดิฉันก็เรียนว่าอยากจะเสนอว่าเวลาตั้งองค์กรขึ้นมา ดิฉันหวังว่าเวลาตั้งเปึนองค์กรขึ้น มาแล้วมันคงจะไม่เปึนหน่วยราชการเป็ะ ๆ คงไม่เหมือนหน่วยราชการ คงไม่เปึน สคบ. ๒ ขึ้นมา เหมือนกับเขาบอกว่า กกต. พอตั้งขึ้นมาแล้วก็เปึนกระทรวงมหาดไทย ๒ ดิฉันก็ ยังเชื่อว่ามันจะไม่บริหารแบบราชการเป็ะ ก็เรียกร้องว่าองค์กรก็อย่าให้เทอะทะ ก็ใช้ อาสาสมัครเหมือนกับที่จริงการทํางานขององค์กรเอกชน ดิฉันว่าก็ใช้อาสาสมัครใช้ พี่น้องประชาชนมาก เพราะฉะนั้นถ้าตั้งองค์การนี้ขึ้นมาก็ยังอยากจะให้รักษาเอกลักษณ์ ของการทํางานด้วยการใช้ความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้มาก เพราะฉะนั้น เรื่องเงินเดือนที่หลายคนเปึนห่วงเปึนใยดิฉันว่าก็คงไปพิจารณาให้เหมาะสม อย่าให้เหมือนที่ ครหา เพราะตอนนี้ในสภาเราก็พูดเรื่องนี้กันมาก แล้วดิฉันก็เห็นว่าถ้าสมมุติว่ากําหนด เหมือนที่หลายท่านก็พูด ต้องกําหนดเลยคณะกรรมการที่เข้ามาอยู่ในนี้ต้องไม่เปึน กรรมการ คือต้องไม่รับเงินหลายทางอะไรอย่างนี้ก็ต้องกําหนดเอาไว้ด้วยเหมือนกัน และเห็นด้วยว่าประสบการณ์ ๒ ป้มันอาจจะน้อยไปขององค์กร อาจจะต้องถึง ๕ ป้ แล้วก็ ถ้ามีอย่างที่ดิฉันทราบมากําหนดว่าองค์กรที่จะมาขึ้นทะเบียน ถ้าคน ๕ คนรวมกันดิฉันว่า ๕ คนไม่ได้ ก็จะต้องไปกําหนดกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วในร่างพระราชบัญญัติของ ภาคประชาชน ในมาตรา ๑๓ (๗) ก็จะมีที่บอกว่ารายงานประจําป้หรือว่ารายงานเฉพาะ เรื่องเฉพาะกรณีต้องรายงาน ครม. รายงานสภา แล้วสําคัญก็คือต้องเผยแพร่ต่อ สาธารณชน เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้มีข้อดีอยู่หลายอย่าง แล้วก็อาจจะมีข้อที่ น่าห่วงใย ก็คงจะต้องไปปรับแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการ ขอบพระคุณค่ะ